Action

Body of Lies (2008) บอดี้ ออฟ ลายส์ แผนบงการยอดจารชนสะท้านโลก

body_of_lies_2008_leonardo_dicaprio_russell_crowe_mark_strong

Ridley Scott (Alien, Gladiator, Black Hawk Down และ American Gangster) กำกับหนังแนวนี้ก็กะอยู่แล้วว่าต้องเข้มดีตามสไตล์พี่แก

ซึ่งต้องขอบอกก่อนเลยครับว่า BoL เป็นหนังทริลเลอร์การเมืองผสมสายลับ เน้นบทสนทนา เน้นการหักเหลี่ยมใช้สมอง ดังนั้นถ้าหวังจะเจอแอ็กชันกระหน่ำแบบหนังเจมส์ บอนด์น่ะผิดเรื่องแล้วครับ มันออกแนวเจสัน บอร์น เครียดๆ ตึงๆ และเน้นอะไรที่สมจริงเข้าว่า ถ้าชอบแบบนั้นก็น่าจะชอบเรื่องนี้ครับ

BoL นำเราไปสู่โลกของเจ้าหน้าที่อเมริกันที่ต้องลงสนามล่าพวกผู้ก่อการร้าย วันๆ มีแต่เรื่องเครียดครับ ไหนจะต้องเอาตัวรอด สืบหาแหล่งกบดานผู้ร้าย ดูคนตายต่อหน้า แล้วยังมาเจอเรื่องการเมืองเบื้องบนบีบเข้าให้อีก ไม่เครียดก็แปลกล่ะครับ

ตัวเอกคือ โรเจอร์ เฟอร์ริส (Leonardo DiCaprio) CIA ที่ขึ้นตรงกับ เอ็ด ฮอฟฟ์แมน (Russell Crowe) เจ้านายที่เห็นแก่ผลประโยชน์การเมืองก่อนอื่นใด ภารกิจของเขาก็คือการออกตามล่าอัล ซาลีม (Alon Abutbul) หัวหน้าผู้ก่อการร้ายที่เชื่อว่ากำลังกบดานอยู่ในจอร์แดน

ท่ามกลางการปฏิบัติการนั้น เฟอร์ริสเองก็รำคาญการตัดสินใจที่มองแต่ประเด็นการเมืองของฮอฟฟ์แมนเต็มที เลยเดินแผนด้วยตนเอง โดยการร่วมมือกับฮานี ซาลาม (Mark Strong) หัวหน้าหน่วยสืบราชการลับของจอร์แดนที่ไม่ไว้ใจคนมะกันเท่าไร

แล้วเฟอร์ริสจะปฏิบัติการได้สำเร็จหรือไม่ ต้องติดตามครับ

ผมว่าคนที่ชอบหนังทริลเลอร์การเมืองเข้มๆ ผสมแอ็กชันนิดๆ สไตล์หนังชุด Jack Ryan, Spy Game หรือ Syriana น่าจะถูกปาก BoL ครับ การเดินเรื่องน่าติดตาม มีอะไรชวนให้คิดตลอด ไม่ว่าจะการกัดเรื่องการเมืองฟากมะกันที่พวกนั่งโต๊ะชอบยื่นมือเข้ามาสอดแย่งผลงาน แต่สอดแบบไม่รู้เรื่องครับ ทำเรื่องเสียประจำ ส่วนพวกภาคสนามก็ต้องซวย คอยแก้ไข ดีไม่ดีโดนจับได้ตายซะอีก ดูไปแล้วสงสารเฟอร์ริสเลยครับ จริงๆ เขาเป็น CIA ฝีมือดีนะ จริงใจ มองเกมออก แต่ชอบเจอฮอฟฟ์แมนมาขัดขาทำแผนเสียอยู่เรื่อย

โดยส่วนตัวผมว่าหน้าตา DiCaprio เหมาะกับบทประเภทชายหนุ่มรักอิสระหรือไม่ก็เศรษฐีเพลย์บอย แต่พอเล่นเป็นสายลับหรือตำรวจทีไร หน้าพระเอกกึ่งละอ่อนของเขาค้านกับบุคลิกเถื่อนนิดๆ ยังไงก็ไม่ทราบ แต่ถ้าไม่คิดมากเรื่องใบหน้า ผมว่าเขาเล่นดีครับ ดีมากเลยล่ะถ้าว่ากันถึงการแสดงนะ ส่วน Crowe ก็ลงทุนเพิ่มน้ำหนักตั้งเกือบ 30 กิโลเพื่อบท ก็คุ้มครับ แกดูเป็นพวกเบื้องบนที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ห่วงการเมืองจริงๆ มีฉากหนึ่งเล่นเอาผมสะใจสุดๆ ตอนที่โดนยันเข้าให้จนตกเก้าอี้นั่นแหละ ไปดูกันเองนะครับ

และคนที่เข้าขั้นเฉียบได้โล่ห์คือ Strong รายนี้ดูแล้วเชื่อสุดๆ ว่ารักประเทศและแผนสูง สมองไว มีความซื่อสัตย์พอๆ กับความเลือดเย็น สำหรับผมนะครับ ดูแค่นักแสดงเหล่านี้ก็คุ้มแล้วล่ะ

เวลาผมดูหนังแนวนี้ทีไรมักหนักหัวหลังดูจบทุกที มันไม่ค่อยเจริญตาเจริญใจเท่าไรหรอกครับ ดูคนฆ่ากันด้วยเหตุผลทางการเมืองหรือไม่ก็ศาสนา รู้สึกสลดนะ ยิ่งช่วงนี้บ้านเราก็ระอุอยู่ ผมจึงไม่ค่อยแนะนำให้คนที่เครียดง่ายหรือกำลังเลือดสูบฉีดเรื่องการเมืองไปดูน่ะครับ เพราะหนังเขาดีจริง ชวนเครียดจริง แต่ดูแล้วอาจจะอารมณ์ขึ้นได้ง่ายๆ

แต่ที่ผมประทับใจคือหนังไม่พยายามบอกว่าใครเลว ใครชั่วหรืออะไร ไม่ได้เป็นหนังโปรอเมริกันแบบเรื่องอื่น ตรงกันข้ามครับ หนังออกจะด่ามะกันและนักการเมืองบ้านเขาด้วยซ้ำว่าชอบแทรกแซงประเทศชาวบ้านซะจริง ขณะเดียวกันก็ตั้งคำถามใส่พวกผู้ก่อการร้าย (และผู้ที่หมกมุ่นอยู่กับความคิดตนจนก่อความไม่สงบ) ว่า “พวกคุณทำอะไรกันอยู่ จะฆ่ากันไปทำไม ทำแล้วได้อะไรขึ้นมา และทำไมคุณต้องตีความเรื่องต่างๆ ประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นให้กลายเป็นข้อขัดแย้งด้วย ทำไมไม่หาทางประสานประโยชน์กันเล่า ถ้ายังเอาแต่ตั้งแง่แบ่งฝ่ายกันแบบนี้ เมื่อไรโลกจะสงบเสียที” ถือว่าถามได้น่าสนใจทีเดียว

ความขัดแย้งที่ก่อให้เกิดการนองเลือด มันก็เกิดจากการไม่รู้จักมองให้หลายมุมนี่แหละครับ ไม่รู้จักปรับกัน อย่างพวกผู้ก่อการร้ายก็มองแบบคลั่งไปด้านใดด้านหนึ่ง การมองแบบนั้นอันตรายนะครับท่านทั้งหลาย ทำให้คนตายไปหลายหมื่นหลายแสนคนแล้ว… ทำไมต้องทำเช่นนั้นล่ะครับ โธ่

ในขณะเดียวกันพวกคนที่อยู่เบื้องบนก็ต้องรู้จักมองสิ่งต่างๆ ให้เป็นกลาง มองให้กระจ่างอย่าใช้แต่ความคิดคับแคบตัดสินชะตากรรมของคนอื่นๆ ในโลก จริงๆ แล้วการตัดสินใจเนี่ย ถ้าเรื่องมันใหญ่ยิ่งต้องละเอียด ถ้าเรื่องมันใหญ่ก็ยิ่งต้องมองจากหลายด้าน เอากระจกหกด้านมาส่องเลยก็ได้ครับ จะได้มองเยอะๆ แล้วก็เอาหลายๆ ด้านมาประสานกัน หาคำตอบที่เหมาะสมที่สุด แต่ขั้นตอนนี้แหละครับที่จัดว่ายากตัวแม่ เพราะคนเรามักเห็นด้วยกับความคิดตนเองเสมอ และถ้าคนอื่นไม่เห็นด้วยก็อดไม่ได้ที่จะเถียงสักดอก

จริงๆ การถกด้วยใจเปิดกว้างย่อมนำมาสู่บทสรุปที่ดีครับ แต่เสียดายที่คนส่วนมากถกแบบ ฉันอยากชนะ ฉันถูกที่สุด… อันหลังนี่แหละที่ไม่ใคร่จะน่าสนับสนุนเท่าไร

ย้ำอีกที หนังไม่เน้นบู๊นะครับ เห็นมีคนบ่นกันเยอะว่าบู๊ไม่ยักกะมันส์ มีแต่พูดกันทั้งเรื่อง โธ่ ก็มันไม่ใช่หนังบู๊นี่พี่ท่าน มันทริลเลอร์การเมืองน่ะครับ เวลาเจ้าหน้าที่หรือนักการเมืองเดินเรื่องทำอะไรสักอย่าง เขาทำยังไงกันล่ะครับ ก็คุยจริงไหมฮะ เออ นี่ก็เหมือนกันน่ะ จะให้พวกพี่แกถือปืนสองมือหมุนตัวคุยก็ใช่ที่ หรือยกหมัดเตรียมจะต่อยกันมันก็ไม่งามนะ

แต่ถ้าคุณเป็นคอหนังแนวนี้ แนะนำให้ดูครับ คนที่ชอบดูประเด็นนัยทางการเมืองหรือสไตล์การเจรจาที่แทรกอยู่ในบทสนทนาผมว่าน่าจะชื่นชอบ ส่วนผมนั้นก็ชอบหลายอย่างครับ ดาราก็ดี เดินเรื่องก็น่าติดตาม มีลุ้น มีหักเหลี่ยมกันพอประมาณ แต่ที่ผมชอบมากคือการคุยกันแบบแทรกจิตวิทยาหรือไม่ก็ประเด็นชวนคิดอยู่ตลอดเรื่อง ก็อยู่ที่คุณแล้วนะครับว่าชอบไหม ถ้าเคยเข็ดขยาดกับหนังแนวนี้ก็ถือว่านี่เป็นคำเตือนว่าอย่าไปดูครับ แต่ถ้าใครชอบ นี่คือคำชวนอย่างเป็นทางการครับ หนังไม่ยาวด้วย แค่สองชั่วโมงนิดๆ เอง กำลังดีครับ

แค่มาดู Crowe แกนั่งลงพุง แล้วพูดจาเห็นแก่ตัวทั้งเรื่องก็คุ้มแล้วครับ

สามดาวเต็มครับ

Star31

(8/10)

Advertisements