Action

Star Wars: Episode VIII – The Last Jedi (2017) สตาร์ วอร์ส เอพพิโซด 8 ปัจฉิมบทแห่งเจได

25188851_1861254037238722_7935500712480874853_o

บทความนี้ครึ่งแรกจะเป็นแบบไร้สปอยล์ ส่วนครึ่งหลังจะมีสปอยล์นะครับ โดยจะมีบอกจุดก่อนสปอยล์เอาไว้ครับ

1)
หาก Star Wars ภาค The Force Awakens คืองานบูชาครูที่ทำให้คนดูรู้สึกถึงบรรยากาศเก่าๆ พร้อมด้วยกลิ่นอายเดิมๆ แล้วล่ะก็ The Last Jedi นี่ก็คงถือเป็นการเดินไปบนเส้นทางสายใหม่ ตรงกับที่ลุคบอกไว้ในตัวอย่างว่า “มันจะไม่ได้จบลง เช่่นที่เจ้าคาดคิด”

ผมเชื่อว่าหนังเรื่่องนี้คงมีคนที่ชอบในการที่ผู้สร้างตัดสินใจเดินเรื่องไปบนเส้นทางนี้ ในขณะที่บางส่วนก็อาจจะเฉยๆ หรืออาจจะไม่ชอบ อย่างตอนผมเดินออกจากโรงมานี่ ผมได้ยินเพื่อนร่วมโรงกลุ่มหนึ่งสนทนากันว่าพวกเขารู้สึกผิดหวังกับหนังแค่ไหนบ้าง

ดังนั้นในเบื้องต้นน่ะนะครับ ถ้าใครอยากดูหรือใครเป็นแฟนสตาร์วอร์ส ผมว่าจัดได้เลยครับ ลองดูกัน ชอบก็ชอบด้วยตาตัวเอง ผิดหวังก็ผิดหวังด้วยตาตัวเอง เพราะผมเชื่อว่าถ้าใครอยากดู ยังไงก็ต้องดูอยู่แล้ว ส่วนใครที่เฉยๆ กับหนังชุดนี้ ก็คงรอดูตอนออกแผ่นตามระเบียบ

แต่สิ่งที่อยากจะฝากไว้ก็คือ เคล็ดอย่างหนึ่งในการดูหนังเรื่องนี้ก็คือ ดูแบบเปิดใจ เปิดรับสรรพสิ่งที่หนังนำเสนอ บางอย่างมันอาจจะขัดกับขนบที่เราเคยคุ้นชินมา ก็อยากให้ลองตามน้ำไปก่อนครับ ลองเสพและลองเชื่อมใจเราสู่สิ่งที่หนังเป็น เพราะไม่แน่ว่ามันอาจกลายเป็นหนังที่คุณชอบมากกว่าที่คิดก็ได้ (แต่หากไม่ชอบก็ไม่แปลกนะครับ มันเรื่องธรรมดาสุดๆ ของการดูหนังอยู่แล้ว)

================================

2)
ส่วนผมนั้น ระหว่างดูความรู้สึกมันปั่นป่วนสิ้นดี บางจังหวะลมปราณก็ปกติดี แต่บางช่วงลมปราณตีกลับพร้อมความรู้สึกสับสน บางตอนก็มีนะที่จู่ๆ ใจหัวก็คิดไปว่า “เฮ้ย มันใช่เหรอ?” และบางตอนผมยกสองแขนขึ้นมาโอบกอดตัวเองก็มี (มันอินครับ มันอิน)

ผมดูรอบแรกสุด (11.00 น.) พอดูจบก็เกิดภาวะเคว้งคว้างพอประมาณครับ เหมือนมันยังไม่เข้าที่ (หรือไม่ก็เหมือนว่าเราเป็น “ปลาผิดน้ำ”) จากนั้นสักพักสิ่งที่อยู่ในหนังค่อยๆ ตกผลึก ค่อยๆ จัดลำดับในหัว ก่อนที่สุดท้ายมันจะให้คำตอบตรงกันทุกภาคส่วนในความรู้สึกว่า “โอเค ตอนแรกรู้สึกแปร่งๆ แต่ตอนนี้บอกได้แล้วว่า ผมชอบหนังเรื่องนี้ครับ ^_^”

ภาคนี้มีหลายเส้นเรื่องน่ะครับ (ออกแนว The Empire Strikes Back) มีทั้งเรย์ (Daisy Ridley) เดินทางไปหาลุค สกายวอล์คเกอร์ (Mark Hamill) ที่อารามแห่งเจได อีกฟากหนึ่งก็เป็นเรื่องของฝ่ายต่อต้านที่นำโดยเจ้าหญิงเลอา (Carrie Fisher) ที่ต้องนำคนหลบหนีจากการโจมตีของพวกปฐมภาคี ที่หนนี้ไล่บี้ไล่ขยี้กะล้างบางเอาให้ตายกันไป

แล้วตัวละครจากภาคก่อนอย่างโพ (Oscar Isaac) นักบินจอมระห่ำ, ฟินน์ (John Boyega) ผู้แปรพักตร์จากปฐมภาคี พวกเขาก็ยังมีเส้นเรื่องย่อยลงไปครับ ซึ่งตรงนี้ผมจะยังไม่เล่า บอกได้เพียงว่าเรื่องมันมีรายละเอียดอีกพอสมควร แต่มันอาจจะไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากมายเท่านั้น

AR-170829262.jpg&updated=201708251209&MaxW=800&maxH=800&noborder

3)
ถ้าถามว่าหนังสนุกไหม? ยอมรับว่าตอบยากครับ เพราะมันไม่ใช่หนังลุยด่านปราบบอสไปเรื่อยๆ และบางอย่างก็ยังหักเหไปจากที่คิดด้วย เอาแค่ตอนเรย์ส่งไลท์เซเบอร์ให้ลุคก็พอแล้วครับ ผมเชื่อว่าตอนเราดูภาค 7 จบ คงมีน้อยคนน่ะที่จะคิดว่าลุคจะมีปฏิกิริยาแบบนั้นออกมาได้

หนังเต็มไปด้วยทิศทางที่ยากต่อการคาดเดา หลายอย่างฉีกสูตร Star Wars ออกไปเลย แต่ก็ต้องบอกก่อนว่า ฉีกในที่นี้ มันอาจไม่ได้สดใหม่แบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลกภาพยนตร์น่ะนะครับ มันอาจจะเคยมีหนังที่นำเสนอในสไตล์แบบนี้มาแล้ว แต่บอกได้เลยว่าสำหรับความเป็น Star Wars แล้ว ถือว่ามันแปลกใหม่พอดู ทีนี้ก็ขึ้นกับเราล่ะครับว่าจะชอบหรือไม่ – จะคิดว่ามันใช่หรือเปล่า?

ในแง่แอ็กชันหรือฉากไล่ล่าก็ถือว่าทำได้ดีครับ เพียงแต่มันอาจจะไม่ได้เน้นสู้กันสักเท่าไร ส่วน Effect เนียนเหมือนเดิม หลายฉากมันบ่งบอกเลยว่าคนทำใส่ใจรายละเอียด อย่างฉากไคลแม็กซ์ บนดาวที่เป็นเกลือน่ะครับ ผมว่าช่างคิดมากเลยนะ เอาสีแดงมาตัดกับสีขาวได้เนี่ย เจ๋งดีทีเดียว และมันก็ทำให้ฉากเหล่านั้นดูสวยด้วย

ส่วนนักแสดงจริงๆ ผมว่าแต่ละคนก็ทำหน้าที่ได้ดีล่ะครับ ว่ากันตรงๆ คือในแง่คนเล่นแล้ว เขาเล่นได้ดีตามที่บทกำหนด แต่หากเราจะรู้สึกแปลกๆ ระหว่างดูล่ะก็ ก็คงเป็นเรื่องของบทน่ะครับ ที่หากเรารู้สึกไม่คล้อยตามกับทิศทางที่บทหนังนำพาไป เราก็อาจรู้สึกติดขัดในใจได้ – และในทางกลับกัน หากเราโอเคกับทิศทางของบท เราก็น่าจะโอเคกับคาแรคเตอร์ที่ตัวละครเป็นได้ไม่ยาก

แต่หากเป็นดารารุ่นเก่าที่คู่หนังชุดนี้มานานแล้วล่ะก็ ทุกคนมาพร้อมวาระที่น่าจดจำครับ อย่าง Fisher ที่ได้ฝากฝีมือที่สุดยอดเอาไว้กับหนังเรื่องนี้ ซีนดราม่าเธอเล่นได้อย่างพอเหมาะครับ แค่มองนิ่งๆ ก็สื่ออารมณ์ได้อย่างสุดยอดแล้ว (ชอบสุดคือฉากที่เธอบ่น C3PO น่ะครับ ฮาได้ใจจริงๆ – และน่าจะเป็นอะไรที่ตรงกับความรู้สึกของแฟนๆ หนังชุดนี้ด้วย)

ส่วน Hamill ก็เป็นลุคเวอร์ชั่นชราที่ได้แสดงอารมณ์ความรู้สึกอันหลากหลาย ใจหนึ่งก็ใจหายที่เห็นลุคดูโทรมขึ้น แต่พอดูๆ ไปก็เข้าใจถึงอะไรหลายๆ อย่างครับ หากมองลึกๆ แล้ว ผมว่าเขาก็คือลุค… ลุคคนนั้นนั่นแหละ… ที่เคยเดินย่ำบนทาทูอีนกลางแสงตะวัน และเคยฝึกวิชากับโยดาที่เดโกบาห์

และผมชอบซีนที่ลุคอยู่กับ R2D2 มากๆ ครับ ซีนนั้นมันสุดยอด… มันเชื่อมใจเราไปถึง Episode IV ได้แบบเกินร้อยจริงๆ

================================

4)
งานโปรดักชั่นแต่ละอย่างทำได้น่าพอใจหมดครับ ดนตรีก็ดีตามสไตล์ของ John Williams ที่อยู่คู่หนังชุดนี้มาตลอด (เพียงแต่อาจจะไม่ได้มีพร้อมงานสดใหม่เท่านั้นเอง) องค์ประกอบหลายๆ อย่างจัดว่าดี แต่หากจะมีติดใจอะไรหน่อยก็คงเป็นเรื่องมุมกล้องน่ะครับ

ภาคนี้คนคุมงานภาพคือ Steve Yedlin ที่เป็นขาประจำหนังของผู้กำกับ Rian Johnson ที่ทำภาคนี้ ก็เลยพอเข้าใจได้ครับที่เขามาเป็นตากล้อง ซึ่งถ้าเป็นภาพมุมแคบ ภาพจำเพาะไปที่มุมใดมุมหนึ่งนั้นเขาจะค่อนข้างเป๊ะ อย่างฉากวิหารเจไดตรงชั้นคัมภีร์เป็นต้น องค์ประกอบมันจะดูใช่มากๆ ทั้งสวยทั้งศิลป์ทีเดียว

แต่หากเป็นภาพมุมกว้างแล้วมันจะไม่โดนเท่าภาคก่อนที่คุมโดย Dan Mindel ที่ชั่วโมงบินเยอะกว่า และหนังแต่ละเรื่องที่เขาเคยทำก็อย่าง Shanghai Noon, Mission: Impossible III, Star Trek และ The Amazing Spider-Man 2 (ที่หนังมีความเด่นในเรื่องมุมกล้องค่อนข้างมาก)

จุดนี้ก็อดคิดไม่ได้ครับว่าถ้าภาคนี้ได้ตากล้องที่จับภาพมุมกว้างๆ เจ๋งๆ แล้ว หลายๆ ฉากน่าจะจับตากว่าที่เป็น เช่น ฉากเมืองคาสิโน หรือฉากดาวฝุ่นแดงในตอนท้าย รวมถึงอีกหลายๆ ฉากที่น่าจะออกมายิ่งใหญ่กว่า

ยอมรับว่าช่วงต้นยังไม่รู้สึกอะไรมาก แต่พอถึงฉากวิหารเจไดมันรู้สึกเลยน่ะครับว่าความรู้สึกตอนเห็นเกาะวิหารเจไดในตอนท้ายของภาค The Force Awakens กับตอนเห็นในภาคนี้ มันมีรายละเอียดของมุมที่ต่างกันจริงๆ และมันก็ให้อารมณ์ต่างกันไปด้วย ว่าง่ายๆ คือภาคก่อนมันดูอลังกว่าน่ะครับ

ผมมารู้สึกกับเรื่องมุมกล้องเอาเยอะหน่อยก็คือฉากจบตอนน่ะครับ จริงๆ ฉากที่ว่านี้มันมีความหมายมากนะ เพราะมันเป็นเหมือนภาพสรุปประเด็นสำคัญประการหนึ่งที่หนังภาคนี้พยายามบอกเรา มันควรเป็นฉากเล็กๆ ที่ให้อารมณ์ยิ่งใหญ่ มันควรจะจับไปที่หมู่ดาวหรือฟ้าที่กว้างไกล – “เด็ดดอกไม้ก็สะเทืิอนถึงดวงดาวได้” อารมณ์มันควรจะประมาณนั้นนะ่ครับ

null

5)
โดยรวมแล้วหนังทำได้ดีครับ รายละเอียดองค์ประกอบหลายๆ อย่างยังถือว่าถึงฟอร์ม อาจจะมีเรื่องมุมกล้องที่ยังไม่จับใจ ในขณะที่เรื่องบทนั้นจริงๆ มีประเด็นที่ดีมากๆ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการสรุปไปสู่ตอนสุดท้าย) และผมว่ามันคือการตีความเรื่องของ Balance of Force ที่ดีมากๆ

ปกติผมจะชอบพูดในทำนองว่า “ดูได้ ไม่น่าจะผิดหวัง” แต่กับเรื่องนี้ผมไม่แน่ใจจริงๆ ครับ เพราะลึกๆ ผมว่าต้องมีคนรู้สึกว่ามันไม่ใช่ หรือรู้สึกว่าผิดหวังแน่นอน ดังนั้นอยากให้ลองพิสูจน์ด้วยตนเองดีกว่าครับ ชอบ-ไม่ชอบก็ค่อยมาว่ากันไป แล้วก็เตรียมรอดูภาค 9 ต่อไป เพราะมันมาแน่ๆ อยู่แล้วล่ะ

Rian Johnson รับหน้าที่ทั้งเขียนบทและกำกับหนังเรื่องนี้ครับ ดังนั้นความรับผิดชอบทั้งเชิงบวกและเชิงลบก็มอบให้เขาได้แบบเต็มๆ (555) ซึ่งสำหรับผมนั้น ผมให้คะแนนบวกกับเขาครับ ผมนับถือในความกล้าน่ะครับ หลายอย่างที่ใส่ลงไปในภาคนี้ผมว่าเขากล้ามาก หลายอย่างมันคือการฉีกจริงๆ แต่ก็เป็นการฉีกที่มีหนทางของมันจนทำให้ผมอยากรู้เหมือนกันว่าเรื่องมันจะจบลงอย่างไร

อะไรบางอย่างทำให้ผมรู้สึกว่า การดูภาคนี้เพียวๆ อาจจะยังไม่รู้สึกถึงความสุดนะ แต่มันต้องเอามาดูเรียงแบบภาค 7-8-9 ถึงจะเห็นภาพรวมชัด และมันอาจทำให้เรารู้สึกชอบภาค 8 นี้มากขึ้นกว่าเดิมก็ได้ (ยกเว้นภาค 9 ทำพลาดจนเละ-แต่ก็น่าจะเกิดขึ้นได้ยากครับ)

=========================
======= สปอยล์เต็มขั้น =======
=========================
=========================

6)
มันคงเป็นการเขียนที่ไม่ครบเครื่องแน่นอน หากผมไม่สปอยล์ล่ะก็ เพราะมันมีอะไรที่ผมอยากพูดแบบหนักๆ อีกหลายอย่าง ดังนั้นนับแต่นี้ไปผมจะสปอยล์ละนะครับ ไม่อยากทราบไม่ควรอ่าน – ไว้ดูแล้วค่อยมาคุยกันอีกทีครับ ^_^

ยอมรับว่าตอนดูนี่ผม “เฮ้ย” ในใจหลายรอบอยู่ครับ หลายอย่างมันไม่เป็นไปดังที่คาด คือมันไม่ใช่สูตรประเภทที่ว่า พอถึงภาคสุดท้าย เหล่าตัวเอกต้องเจอกับบอสใหญ่สุดที่มีพลังมากสุด และเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง เหมือนแฮร์รี่รอตีกับโวลเดอร์มอร์อะไรแบบนั้น แต่มันกลายเป็นการต่อสู้กันระหว่างคนรุ่นใหม่มากกว่า – ประมาณว่ารุ่นเก่าตกไป ให้รุ่นใหม่คุมบังเหียนจักรวาลกันเอง

ตอนแรกแอบไม่โอเคเหมือนกันครับ เช่น ตอนสโน๊คโดนเล่น (แบบตายง่ายโคตร) เพราะใจลึกๆ มันคุ้นชินกับหนังที่ตัวละครไต่ระดับไปสู้กับบอสใหญ่มากกว่า แต่พอสโน๊คโดนเล่นซะ ก็อดคิดไม่ได้ว่าบอสคงเป็นไคโล เรนแล้วล่ะทีนี้ แต่พอดีว่าไคโล เรนนั้นยังดูไม่มีบารมีพอน่ะครับ ภาคนี้เขายังดูเป็นเหมือนเด็กสับสนอยู่ ไม่ได้เป็นบอสทรงพลังแบบหนังแนวนี้ มันเลยแอบวูบในใจพลางคิดว่า “ภาคต่อไปจะมันส์ไหมเนี่ย”

แต่พอเวลาผ่านไป พอความคิดเรียงตัว ผมก็เริ่มชอบหนังมากขึ้น และอยากดูภาคต่อไปมากขึ้น เพราะทิศทางที่หนังกำลังจะพาเราไปมันคือการปฏิวัติจักรวาลครั้งใหญ่ มันคือการ Restart สรรพสิ่ง เป็นการตั้งหลักให้จักรวาลมีความมั่นคงอันเหมาะควร และเป็นการ “นำสมดุลย์มาสู่พลัง” อย่างแท้จริงตามที่คำทำนายเคยกล่าวไว้

ว่าง่ายๆ คือผมเลิกคาดหวังว่ามันจะเป็นหนังไต่ระดับไปฟัดกับบอสแล้วครับ แต่ผมว่ามันน่าจะเป็น “การเชือดเฉือนของชะตากรรม การปะทะกันของอุดมการณ์ และการผลิบานของสมดุลย์ “มากกว่า ซึ่งหากทำได้ถึงจุดนั้นล่ะก็ ภาค 9 ก็จะเป็น Star Wars ภาคที่เดินทางไปถึงพรมแดนใหม่ ที่ยังไม่เคยมี Star Wars ตอนใด ไปถึงมาก่อน ^_^

และเมื่อความคิดเปลี่ยนแล้ว ผมก็มองคาแรคเตอร์ของไคโลอีกครั้ง และตระหนักได้ว่ามันจะเป็นอะไรที่น่าสนใจมากๆ ว่าชะตาของเขาและเรย์จะไปตัดกันตรงไหน (เปลี่ยนมุมคิด ชีวิตเปลี่ยนครับ 5555) – อีกอย่างก็คือ ภาคต่อไปก็อาจจะยังไม่แน่ครับ – ยังไม่ปิดโอกาสที่จะได้พบเจอกับอะไรที่คาดไม่ถึง เช่น บอสที่คาดไม่ถึง เป็นต้น

Star Wars The Last Jedi

7)
อย่างที่บอกว่าหนังมีการปฏิวัติ ซึ่งการปฏิวัติชั้นแรก คือหนังวิพากษ์ความผิดพลาดของ “ผู้ใหญ่” “ผู้นำ” หรือ “คนรุ่นเก่า” อย่างที่ลุคมองว่าการที่ดาร์ธซีเดียสขึ้นเป็นใหญ่ได้ ดาร์ธเวเดอร์ถือกำเนิดได้ตั้งแต่ตอนนั้น ก็เพราะการตัดสินใจที่ผิดพลาดของเหล่าปรมาจารย์เจไดที่คิดว่าตัวเองเอาอยู่ คิดว่าตัวเองจัดการได้ และเชื่อในอำนาจแห่งพลัง “เจได” ของพวกตนมากจนเกินไป – จนพลาดที่จะพิจารณาถึงความสำคัญของปัจจัยอื่นๆ ไป

หรือกระทั่งเหตุการณ์ล่าสุดระหว่างลุคกับไคโล เรน ก็เป็นดั่งประวัติศาสตร์ซ้ำรอย มันเป็นอีกครั้งที่ “ผู้ใหญ่” อย่างลุคเกิดความกลัว จนไปปลุกอสูรในตัวของเบน โซโลขึ้นมา ลุคทำให้เขากลัว ทำให้เขาสับสน ทำให้เขาเตลิดจนกลายเป็นไคโร เรน มันจึงไม่แปลกครับที่ลุคเลือกที่จะปลีกวิเวก ไม่อยากข้องเกี่ยวกับวิถีโลกรวมถึงวิถีแห่งพลังอีก

หากมองย้อนไปแล้ว ดาร์ธซีเดียสหรือผู้นำสโน๊คต่างก็ได้ศิษย์ข้างกายมา (ดาร์ธ เวเดอร์-ไคโล เรน) ก็เพราะศิษย์เหล่านั้นโดน “ผู้ใหญ่-คนดี-อาจารย์” ทรยศ-ไม่ไว้ใจ-ทำให้กลัว จากนั้นทั้งดาร์ธซีเดียสและสโน๊คก็ฉกประโยชน์ ฉวยโอกาส หลอกใช้คนเหล่านั้น อันส่งผลตามมาด้วยความหายนะระดับจักรวาล

หนังเหมือนจะบอกเรากลายๆ ว่า บางทีผู้ใหญ่ก็ทำสิ่งผิดพลาดได้ รวมถึงนิกาย ลัทธิ ศาสนาต่างๆ ที่หากยึดถือมากเกิน ก็อาจจะเปลี่ยนจาก “คุณ” ให้กลายเป็น “โทษ” ได้เหมือนกัน… คุยถึงตรงนี้เหมือนชีวิตจะเคว้งคว้าง เราคงอดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามว่า เช่นนั้นเราควรเชื่ออะไรดีล่ะ – เชื่ออะไรมันถึงจะดี?

8)
การปฏิวัติชั้นต่อมาคือ เรื่องของ “พลัง” ที่หนังบอกว่าพลังนั้นหาใช่อำนาจพิเศษที่มีประโยชน์แค่ใช่ควบคุมจิตใจ หรือใช้ยกของให้ลอยได้ แต่ปรัชญาแห่งพลังมันคือการทำงานที่สอดประสานร่วมกันของสรรพสิ่ง ทุกส่วนล้วนทำงานสอดประสานกัน – จักรวาลที่กว้างใหญ่ยังดำรงคงอยู่ได้ ต้องเริ่มจากสมดุลที่พอเหมาะในระดับอะตอมที่เล็กที่สุด

สมดุลย์ของจักรวาล ก็ไม่ต่างจากสมดุลย์ของคน ทุกภาคส่วนมันต้องทำงานประสานกัน มันถึงจะทำให้สังคมอยู่ได้ อำนาจและพลังในการทำให้สังคมอยู่ได้ต้องเริ่มจากมือของทุกคน ตั้งแต่เด็กเล็กๆ ไปจนถึงผู้ใหญ่ทรงภูมิ – การฝากชะตาจักรวาลไว้กับคนเพียงกลุ่มเดียว วัยเดียว หรือศาสนาเดียว มันไม่ใช่การกระทำที่ฉลาดนัก

หายนะในโลก Star Wars เกิดขึ้นหลายครั้ง ก็เพราะอำนาจที่เทไปฝั่งเดียวมิใช่หรือ? และหากพิจารณาให้ดีแล้ว สิ่งที่ทำให้ผู้มีอำนาจในแต่ละยุคสมัย (Episode 1 – 3 คือ เจได และ Episode 4 – 6 คือ จักรพรรดิพัลเพทีน) แพ้พ่ายก็คือสิ่งเดียวกัน… ความประมาทในการประเมินตนเองและฝ่ายตรงข้าม (การประเมินที่ขาดสมุดลย์ = ความประมาท)

หลายสิ่งชวนให้คิดไปว่า สมดุลย์แห่งพลัง Balance of Force ที่เป็นรูปธรรม ก็คือการที่ทุกคนในจักรวาลร่วมมือกันทำในสิ่งที่เหมาะ เห็นในสิ่งทีควร เข้าใจถึงความจริงของจักรวาล และเข้าใจถึงคุณค่าของตน – แม้เราจะเป็นคนตัวเล็กๆ แต่ก็มีความสำคัญต่อจักรวาลเช่นกัน – มิใช่ต้องเป็นเจไดเท่านั้น

ผมไม่แน่ใจว่าเรื่องของเรย์จะมีการหักมุมอะไรอีกไหม แต่หากมองจากทิศทางแบบนี้แล้ว ก็เหมือนหนังจะบอกเราว่า เรย์ไม่ได้เป็นลูกคนสำคัญ เธอเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง เช่นเดียวกับฟินน์ที่เป็นทหารธรรมดาคนหนึ่ง และโพก็คือนักบินธรรมดาอีกคนหนึ่ง… ธรรมดาไม่ต่างจากโรส (Kelly Marie Tran) หรือเด็กที่ถือไม้กวาดคนนั้น

หลังจากภาคก่อนๆ บุคคลที่มีบทบาทอย่างมากต่อจักรวาลมักเป็นบุุคคลในตำนานไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่ครั้งนี้ตัวละครหลักกลับเป็นคนธรรมดา ซึ่งก็ชวนให้คิดเหมือนกันว่าน่าจะเป็นธีมที่ผู้สร้างตั้งเป็นหลักเอาไว้ และคงด้วยธีมแบบนี้นี่เองเลยทำให้เราได้เห็น Rogue One ทำออกมา (เพราะนั่นก็ว่าด้วย “คนเล็กๆ ทำสิ่งยิ่งใหญ่” เช่นกัน – และผมค่อนข้างแน่ใจว่า ทิศทางนี้ มีไว้เพื่อนำไปสู่ Star Wars ชุดใหม่ที่มีการประกาศว่าจะทำกันต่อหลังจากภาค

จู่ๆ ผมก็นึกถึงคำที่เคยมีตัวละครหนึ่งพูดว่า “อย่าดูหมิ่นอำนาจแห่งพลัง” คำนี้อาจไม่ได้จะบอกให้เราอย่าดูหมิ่น “พลังเจได” แต่หมายถึงจงอย่าประมาทต่อสิ่งใดทั้งสิ้น เพราะสรรพสิ่งที่อยู่ในจักรวาลล้วนมีผลต่อจักรวาลด้วยกันทั้งนั้น – ดังนั้นการที่ไคโล เรน ดูหมิ่น “เรย์” ที่เป็นลูกคนขายขยะ อาจเป็นหนทางสู่ความพินาศของเขาเอง – แบบเดียวกับที่ใครต่อใครในจักรวาล Star Wars โดนกันมาแล้ว

กับคำถามที่ว่า “เช่นนั้นแล้ว เราควรเชื่ออะไร ยึดเหนี่ยวอะไร ศรัทธาอะไร?” หลายคนอาจเริ่มเห็นแนวคำตอบ แต่หากใครยังเห็นไม่ชัด ไว้รอภาคหน้ามาก่อนค่อยมาว่ากันต่อ เพราะดูเหมือนประเด็นนี้ในภาคนี้จะเป็นแค่ก้าวแรก เป็นเหมือนดอกไม้แรกผลิเท่านั้น…

null

9)
อีกประเด็นที่ชอบคือเรื่องของโพ ดาเมรอน เขาเป็นคนเก่ง มุ่งมั่นมหาศาล มีความห้าวหาญเด็ดเดี่ยว หลายครั้งเขาดื้อดึง เขาทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อว่าถูกต้องจนไม่ฟังใคร ซึ่งถ้าเป็นหนังเรื่องอื่นๆ เขาคงได้รับการยกย่องว่าเป็นพระเอก โคตรฮีโร่ เป็นดั่งความหวังของจักรวาล และไม่ว่าจะทำอะไรที่เสี่ยงแค่ไหนมันก็จะลงเอยด้วยดี มันจะประสบความสำเร็จเสมอ… แต่ไม่ใช่กับเรื่องนี้

จากที่เห็น บางครั้งเขาเลือกถูก แต่หลายครั้งเขาก็เลือกผิด หลายครั้งที่ต้องแลกด้วยชีวิตของคนอื่นๆ อีกทั้งบางทีเขาไม่สามารถอ่านเกม อ่านสถานการณ์ได้ ซึ่งก็อย่างที่เราเห็นว่าเขาเกือบจะนำพาชาวต่อต้านไปสู่หายนะ – ถ้าไม่ได้เลอามาขวางซะก่อน เรื่องก็คงจบไม่สวย – แต่จากเหตุการณ์นั้นก็ทำให้โพได้ประสบการณ์ ได้ตระหนักว่า “เราไม่ได้รู้ไปหมดทุกอย่างหรอก – เราไม่ได้เก่งไปเสียหมดหรอก”

แล้วหนังก็ทำให้เราเห็นว่าโพได้เรียนรู้ และเริ่มหัดมองสถานการณ์ออก จนนำไปสู่ตอนท้ายที่เขามองออกว่าลุคกำลังทำอะไร และทำเพื่อใคร… นาทีนั้นดูก็รู้ว่าเลอารู้แต่แรก แต่เธอเลือกที่จะนิ่ง ดูว่าเมื่อไรเด็กหนุ่มคนนี้จะคิดได้ และโพก็ไม่ทำให้เธอผิดหวัง (สีหน้าของ Fisher ตอนเล่นฉากนี้ ผมปรบมือให้ในใจเลย สื่ออะไรหลายอย่างได้ดีมาก)

ไม่ว่าสงครามครั้งหน้า เลอา ออร์กานา จะได้ร่วมรบหรือไม่ แต่เธอก็รู้ว่าฝ่ายต่อต้านมีความหวัง หากมีโพ ดาเมรอนคนนี้ คอยประจัญข้าศึก… เพราะนี่คือมรดกทางประสบการณ์ที่เธอตั้งใจส่งต่อให้ – บางทีผู้ใหญ่จะสอนเด็ก ก็ไม่ต้องสอนด้วยคำพูด แค่ต้องทำให้ดู และชี้ให้เห็น – ประเด็นนี้ลึกซึ้งดี ผมชอบ

10)
บทสรุปของลุค – ผมว่ามันสวยงามดีครับ ฉากที่ลุคเจอเลอา ฉากที่เขาเดินไปด้านหน้าเพื่อปกป้องกลุ่มต่อต้าน มันคือซีนฮีโร่ มันคือลุคคนเดิมที่เรารอดู – ตอนแรกผมเอะใจนะ ว่าลุคมายังไงฟะ จู่ๆ โผล่มา ตอนแรกจะคิดว่า “เขียนบทไม่เนียน” อยู่แล้ว แต่พอถึงฉากไคโลสั่งยิงก็ถึงบางอ้อ (555) และกลายเป็นชอบฉากนั้นขึ้นมาเลย

11)
จู่ๆ ก็คิดขึ้นมาว่า ฉากสโน๊คโดนเล่น มันเหมือนเป็นฉากล้อภาคเก่าๆ เหมือนพัลเพทีนที่เก่งหนักหนา วางแผนมากมาย สุดท้ายก็ตายเพราะโดนศิษย์ตัวเองเล่น จบแบบศพไม่สวย ถ้ามองในแง่ความเป็นหนังแล้ว ต่อให้ยืดเรื่องไปจนถึงภาคหน้า ก็เป็นไปได้ว่าสโน๊คคงจบแบบนี้แหละ ตามสูตรเดิมๆ

ดังนั้นเพื่อไม่ให้เสียเวลาเล่าเรื่องตั้งเยอะเพื่อนำไปสู่บทลงเอยด้วยการปราบสโน๊คในแบบที่คนทั้งโลกเดาได้ เลยรีบฆ่าสโน๊คแบบหลักสูตรเร่งรัด ให้ชะตาลงเอยในแบบที่สูตรกำหนดมาอยู่แล้ว เพื่อจบเรื่องนี้แล้วหันไปหาเรื่องใหม่เลยดีกว่า

ตอนที่ไคโลบอกว่าฆ่าคนเก่าๆ ทั้งซะ อาจไม่ได้หมายถึงแค่ “ฆ่าตัวละคร” แต่ยังหมายถึง “ฆ่าขนบเดิมๆ ไปซะ” ด้วยก็ได้ ซึ่งพอมองแบบนี้ ผมว่าให้มันเป็นแบบนี้ ก็ดีไปอีกแบบแฺฮะ

12)
ในตัวอย่างเรย์บอกว่า “ฉันอยากให้ใครสักคน ช่วยบอกฉันที ว่าฉันควรยืนอยู่ตรงไหนในเรื่องราวทั้งหมดนี่” จู่ๆ ผมก็คิดขึ้นว่า ไม่ใช่เรย์เท่านั้นหรอก แต่เราส่วนใหญ่ก็ถามคำถามนี้กันนะ – มันคือคำถามจำพวกเดียวกับว่า “ฉันเกิดมาทำไม? ฉันควรทำยังไงกับเรื่องนั้น-เรื่องนี้ดี?”

บางทีอาจไม่มีใครบอกเราได้ เพราะมันไม่มีอะไรตายตัว – เหมือนเหตุการณ์ในหนังที่พลิกผัน เหมือนชะตากรรมที่ไร้สูตรสำเร็จ ยิ่งถ้าเราเป็นคนธรรมดา พ่อไม่ได้รวย แม่ไม่ได้มียศฐา อากงอาม่าไม่ใช่คนใหญ่โต – แต่ข้อดีของการที่ชีวิตไร้ความตายตัวก็คือ อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้

ถ้าเราอยากรู้ความหมายของชีวิตเราจริงๆ ก็ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ หามันไปเรื่อยๆ – ผมเชื่อว่าคำตอบมันมาทุกวัน ความหมายมีในหลายลีลา ผ่านเรื่องราว ผ่านผู้คน ผ่านปัญหา ผ่านหยาดเหงื่อ ผ่านหยดน้ำตา… ในวันสุดท้ายของชีวิต ไม่ว่าเราจะรู้คำตอบหรือไม่ แต่เชื่อเถอะว่า บนเส้นทางชีวิตที่เราใช้ไป เราได้สร้างความหมายขึ้นมาแล้ว

คำตอบชีวิต ไม่เหมือนคำตอบในข้อสอบ

ไม่เห็น ไม่เข้าใจ… ก็ใช่จะไม่มี

และโปรดอย่าลืมว่า “ชีวิต” สื่อสารกับเราได้

ไม่เพียงด้วยภาษาคน ^_^

สามดาวครับ

Star31

(8/10)

Star-Wars-Last-Jedi-Leia-Lives-Carrie-Fisher

 

Advertisements