Action

Jumanji (1995) จูแมนจี้ เกมดูดโลกมหัศจรรย์

1504316077-jumanji-1995

หนังที่มีดีในตัว มีความสนุกผสมกันอย่างลงตัว มักจะไม่เก่าไปตามกาลเวลา… ผมว่าเรื่องนี้ก็เข้าข่ายหนังดีที่ว่านะครับ

Jumanji เป็นวรรณกรรมเยาวชนมาก่อนครับ แต่งโดย คริส แวน ออลสเบิร์ก ซึ่งได้รับความนิยมอย่างยิ่งครับ เรียกได้ว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงแจ้งเกิดของเขาเลยทีเดียว จริงๆ ก็มีคนเมียงมองอยากนำมาทำเป็นหนังตั้งแต่นิยายออกใหม่ๆ เมื่อปี 1981 แล้วครับ แต่ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดหากจะทำหนังเรื่องนี้คือ Effect ต้องถึง เนื่องจากในเรื่องนั้นอุดมไปด้วยฉากแฟนตาซีจินตนาการแบบเต็มที่ ไหนจะต้องมีสิงสาราสัตว์สารพัดชนิดมาขึ้นจออีก ดังนั้นถ้า Special Effects ยังไม่เข้าขั้น การจะเนรมิตหนังเรื่องนี้ขึ้นมาให้ดีได้นั้น ย่อมยากยิ่ง

แต่เมื่อเวลาเดินมาถึงยุค 90 เทคนิคพิเศษด้านภาพก็ก้าวไปไกลแล้วครับ ตั้งแต่ Jurassic Park เป็นต้นมา ทำให้ Jumanji ได้รับความสนใจอีกครั้งเพราะงานนี้สร้างได้แน่นอน ขนาดไดโนเสาร์ที่ไม่มีในโลกแล้วยังปลุกขึ้นมาวิ่งบนจอได้เลย แค่ฝูงสัตว์วิ่งพล่านก็ไม่ใช่เรื่องยากแต่ประการใด

เรื่องราวนั้นเกิดกับอลัน แพร์ริช (วัยเด็กรับบทโดย Adam Hann-Byrd) ลูกชายของมหาเศรษฐีธุรกิจผลิตรองเท้า แซมมวล อลัน แพร์ริช (Jonathan Hyde) อลันนั้นเป็นความหวังของพ่อครับ เพราะเขาเป็นลูกคนเดียว ทำให้พ่อหมายมั่นให้ลูกมีอนาคตที่ดี แต่เผอิญว่าอลันนั้นเป็นเด็กที่ยังไม่เข้มแข็งนัก ดังนั้นด้วยความหวังดี พ่อจึงตัดสินใจจะส่งอลันไปโรงเรียนประจำเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์และความแกร่งทางจิตใจ ให้ลูกยืนหยัดใช้ชีวิตด้วยตนเองได้… แต่อลันไม่ต้องการ

พอดีว่าอลันได้ไปพบกับกระดานเกมปริศนาเข้า มันชื่อว่า จูแมนจี้ “เกมสำหรับผู้ที่ต้องการทิ้งโลกไว้เบื้องหลัง” ก็ด้วยความเซ็งนะครับ หลังจากอลันทะเลาะกับพ่อก็เลยชวนซาร่าห์ เพื่อนของเขาให้มาร่วมเล่นเกมนี้กันหน่อย… แต่ปรากฏว่าเล่นไปได้นิดเดียวเกมก็สำแดงฤทธิ์ทำให้อลันถูกดูดเข้าไปในเกมครับ ซาร่าห์ก็ช็อกสิครับเจอเหตุการณ์แบบนี้ ไหนจะค้างคาวฝูงใหญ่บินมารุมอีก เธอเลยรีบหนีออกไป…

jumanji6

แล้วเวลาก็ผ่านไป 26 ปีครับ บัดนี้บ้านของอลันได้กลายเป็นบ้านร้าง ซึ่งมีน้ากับหลานสองคนย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ และหลานสองคนนี้แหละครับที่พบเกมจูแมนจี้อยู่ในบ้านและลองเล่น… ผลลัพธ์ก็คืออลันซึ่งติดอยู่ในโลกจูแมนจี้ถึง 26 ปีก็ได้ออกมามีอิสระอีกครั้ง (และเด็กๆ ก็ช็อกตาตั้งไปหนึ่งรอบ)

แล้วครั้งนี้อลันจะเล่นเกมให้จบได้หรือไม่ พวกเขาจะต้องเจอกับความวุ่นแบบไหนบ้าง… แหม พูดแล้วอยากดูอีกรอบขึ้นมาทีเดียว

หนังสนุกมากนะครับ รสชาติสดใหม่อร่อย เอามาดูตอนนี้ผมว่าก็ยังสนุกไม่สร่างซา มีความตื่นเต้นลุ้นอยู่ตลอด เพราะเจ้ากระดานเกมจูแมนจี้นี่ พอทอดลูกเต๋าแต่ละทีก็จะมีเหตุการณ์เกิดขึ้น เช่น มีฝูงลิงบุกหรือมีน้ำท่วมใหญ่ คือเหตุการณ์มันจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ น่ะครับ จนช่วงท้ายนี่ลุ้นกันตัวโก่งเลยว่าเกมจะไปจบลงอย่างไร เพราะบ้านกับเมืองนั้นโดนเหล่าสรรพสัตว์รุมทึ้งจนแทบไม่เหลือดีแล้ว

ชมคนทำเลยครับ ทั้ง Joe Johnston ผู้กำกับที่คุมหนังได้สนุกตลอด ส่วนดาราแต่ละเจ้าก็ยกนิ้วให้เลยครับ พี่ Robin Williams นี่หายห่วงครับ สบายๆ ลอยตัว เล่นได้ฮามากๆ แล้วก็ยังมีความเป็นพระเอกน่ารักๆ อีกด้วย ผมว่าเขาเป็นดาราตลกที่ไม่เหมือนใครนะครับ หน้าตาไม่ได้หล่อเหลาสมาร์ทมากมาย แต่ดูใจดี มีเสน่ห์แบบน่าคบหา เข้าใกล้ทีนี่ผมว่าเฮฮาตลอดเลยนะ หนังสนุกมากก็เพราะมีเขานี่แหละครับ ส่วน Bonnie Hunt ดาราตลกเจ้าบทบาทอีกคนก็มาเข้าคู่ฮากับ Williams ได้อย่างพอเหมาะ เธอคือซาร่าห์ตอนโตน่ะครับ ท่าทางเธอตอนประสาทที่เจออลันอีกครั้งหลังจากหายตัวไป 26 ปีนั่นฮาจริงๆ ครับ

ส่วนดารารุ่นเยาว์ในตอนนั้นที่มาแสดงเป็นเด็กๆ ตระกูลเชพเพิร์ด คนพี่ชื่อจูดี้ครับ ได้ Kirsten Dunst รับบทไป ตอนนี้เธอก็ดังไปสุดๆ แล้วน่ะนะครับ สมัยนั้นก็ถือว่าแสดงได้น่ารักแบบห้าวๆ ดี ส่วนบทน้องชายของเธอที่ชื่อปีเตอร์ก็ได้ Bradley Pierce แสดงไปครับ ก็เล่นได้น่ารักดีเหมือนกัน

ดู Effect ก็คุ้มนะครับ เพราะมีตลอด แม้จะไม่ได้เนี๊ยบมากเท่าสมัยนี้แต่ก็จัดว่ายอดแล้วล่ะครับ ถือเป็นส่วนประกอบที่สร้างความน่าติดตามให้เรื่องราวได้อย่างดีจริงๆ ยิ่งช่วงท้ายตอนบ้านน้ำท่วมผุพังนั่นก็สมจริงสุดๆ ไปเลยครับ ดังนั้นที่เขาว่าถ้า Effect ไม่ดีแล้วสร้างหนังเรื่องนี้ไม่ได้นี่จริงเลยนะครับ เห็นด้วยเลยล่ะ

แต่กระนั้นหนังก็ไม่ได้มีแต่ความบันเทิงเอาเพลินเอามันส์เพียงอย่างเดียวเท่านั้นนะครับ ด้านเนื้อหาสาระก็จัดว่าเยอะ น่ากล่าวถึงเช่นกัน

วรรณกรรมสำหรับเยาวชนของอเมริกันส่วนใหญ่ มักจะมีแง่คิดเกี่ยวกับ “การเติบโต” (Coming of Age) ผสมอยู่ถ้าไม่ใช่องค์ประกอบหลักก็เป็นองค์ประกอบเสริมครับ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งมันต้องกล่าวถึงประสบการณ์ที่ทำให้เด็กเข้าใจชีวิตมากขึ้น และเติบใหญ่ขึ้นอีกระดับหนึ่ง

ในเรื่องนี้ประเด็นที่เห็นชัดหนีไม่พ้นเรื่องพ่อกับอลันที่ขัดแย้งกัน เนื่องด้วยมองกันคนละมุม

พ่อของอลันนั้นฝากความหวังไว้ที่เขา ต้องการให้ลูกได้สืบทอดกิจการ ซึ่งถ้ามองในมุมเด็กอาจรู้สึกว่าพ่อนี่ช่างเผด็จการจริงๆ ไหนจะมีการส่งอลันให้ไปเรียนโรงเรียนกินนอนอีก ถ้ามองในมุมเด็กมันก็เหมือนการผลักไสให้ไปอยู่ไกล บางรายก็พาลคิดไปว่าพ่อแม่ไม่รักแล้วอะไรทำนองนั้น

อลันก็หัวฟัดหัวเหวี่ยงครับเมื่อทราบว่าพ่อจะมาเจ้ากี้เจ้าการชีวิตแบบนี้ ซึ่งเป็นไปได้ว่าอลันคงจะโตขึ้นกลายเป็นเด็กที่มีปมด้อย… แต่พอดีเขาเข้าไปในเกมจูแมนจี้ซะก่อน จึงได้พบสัจธรรมชีวิตด้วยตนเอง

ในโลกจูแมนจี้นั้นเต็มไปด้วยอันตรายครับ มีสิงสาราสัตว์สารพัด และที่ร้ายที่สุดก็คือ นายพรานจอมโหดที่ชื่อ แวท เพลท์ ที่วันๆ เอาปืนวิ่งไล่ยิงอลันเพราะหมั่นไส้และรำคาญในความไม่เอาไหนและชอบหนีแต่ปัญหา

มองๆ ไปแล้ว โลกของจูแมนจี้ที่อลันไปเผชิญก็ไม่ต่างจากโลกแห่งความจริงหรอกครับ นั่นคือ หากเราไม่แกร่งพอทั้งกายและใจก็เตรียมทุกข์ล่วงหน้าได้เลย

Scared-family-in-Jumanji

อลันมาเข้าใจทีหลังนี่เองว่าการที่พ่อเขาอยากให้ลูกสืบทอดกิจการไม่ใช่เพราะเผด็จการครับ แต่เพราะพ่อของอลันทำกิจการนี้แล้วดี ทำแล้วรุ่งจึงค่อนข้างมั่นใจในเสถียรภาพของกิจการนี้ เขาจึงเห็นว่าถ้าลูกดำเนินกิจการ “ที่มีเสถียรภาพ” นี้ต่อจากเขาก็น่าจะปลอดภัยกว่าการที่ลูกจะไปเริ่มต้นทำกิจการใหม่ที่มีโอกาสเสี่ยงจะได้จะเสียพอๆ กัน

เมื่อพ่อเจอของดีแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่พ่อจะมอบให้ลูก อยากให้ลูกได้อย่างยิ่ง… เพียงแต่บางครั้งลูกก็มองว่าการ “ให้” ของพ่อคือการ “ยัดเยียด” จนคิดต่อต้านและปฏิเสธเสียดื้อๆ

แต่พอดีว่าตอนนั้นด้วยอารมณ์และความไม่เข้าใจอลันกับพ่อจึงผิดใจกันใหญ่โต… น่าคิดนะครับว่าพ่อลูกหรือแม่ลูกกี่คู่ต่อวันที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์แบบนี้… สถานการณ์ที่สร้างแผลและปมในใจทั้งกับพ่อแม่และลูก

มันคงจะดีนะครับ หากคนจะเริ่มต้นมองความคิดของพ่อแม่ผู้ปกครองเราด้วยความเข้าใจแทนที่จะเป็นการตั้งแง่นะครับ คุณจะได้ไม่เสียใจภายหลัง และที่สำคัญคือจะได้ไม่ทำให้พ่อแม่หรือคนที่รักต้องเสียใจ

และถ้าสังเกตนะครับ ตัวนายพรานนั่นก็แสดงโดย Jonathan Hyde คนเดียวกับที่เล่นเป็นพ่อของอลันน่ะแหละ ก็เป็นการสื่อโดยตรงเลยครับ เพราะทั้งพ่อและนายพรานก็บุคคลที่อลันกลัวเกรงที่สุด เห็นว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด เขาเลยโดนคนผู้นี้ตามล้างตามเช็ดไม่ว่าจะดินแดนไหนๆ ก็ตาม

ปมระหว่างเขากับพ่อ (และนายพราน) จะไม่มีวันได้รับการแก้ไข หากไม่มีการเผชิญหน้าพูดจาเคลียร์กันอย่างเข้าใจ… เหมือนชีวิตจริงของเราอีกหลายๆ คน

ขณะเดียวกันพ่อแม่ก็ต้องเข้าใจลูกด้วยนะครับ เข้าใจว่าด้วยวัยวุฒิ ด้วยประสบการณ์แล้ว ลูกอาจไม่รู้บางอย่างเท่าเรา และหลายครั้งทีเดียวที่แม้ลูกจะไม่รู้แต่ก็พยายามทำท่าเหมือนว่ารู้ มันอาจดูน่าหงุดหงิดบ้าง แต่เราต้องพร้อมจะให้อภัยครับ ให้อภัยในความเยาว์นั้น ให้อภัยในอารมณ์นั้น ถ้าถามว่าทำไมต้องให้อภัยเพราะบางทีลูกเราก็อาละวาดรุนแรงจนเกินทน ผมก็ขอแนะนำให้ใช้เหตุผลนี้บอกตัวเองเลยครับ… “เขา คือ ลูก คุณ” … ผมว่าเหตุผลนี้ชัดเจนที่สุดแล้วนะครับ

ในตอนจบของหนัง ถือว่าสรุปได้อย่างดีเยี่ยมครับ ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการที่พ่อและลูกได้เข้าใจกัน มีปัญหาอะไรก็ตามมันต้องพบกันครึ่งทาง ให้เกิดความรู้สึก Win Win ได้ทั้งสิ่งที่พ่อและลูกต้องการ นั่นต่างหากถึงจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ส่วนไอ้ทางออกประเภทพ่อยอมๆ ลูกหรือลูกยอมๆ พ่อเพื่อตัดความรำคาญ… สังเกตดูได้เลยครับว่ามันไม่ใช่จุดจบของปัญหานั้นหรอก แต่มันคือจุดเริ่มของการพอกพูนความขุ่นข้องหมองใจระหว่างคุณกับลูกต่างหาก

ถ้าใจคุณกับลูกขุ่นเมื่อใด… ทำให้มันกระจ่างเถอะนะครับ

จำไว้นะครับว่าความโกรธ ความเข้าใจผิด อารมณ์บูดบึ้งทั้งหลายที่เกิดระหว่างการทะเลาะกันของคุณและคนที่คุณรัก พวกมันมีจุดมุ่งหมายจะทำร้ายและทำลายสิ่งดีๆ ในชีวิตคุณ… อย่าครับ… อย่าให้มันทำสำเร็จ นับแต่นี้ไปบอกตัวเองให้ดีครับ

เป็นหนังอีกเรื่องที่ผมดูแล้ว สนุกและประทับใจไปในตัว

สรุปอีกสักทีชอบครับ… ว่าแต่ใครชอบอย่างผมบ้างเอ่ย

เฉียดสามดาวครับ ครบเครื่องทั้งเรื่องบันเทิงและแง่คิดดีๆ

Star22

(7.5/10)

Advertisements