Action

Ben-Hur (2016) เบน-เฮอร์

14045720_1303654149665383_2100394647593199643_n

ตอนรู้ข่าวการสร้างหนังเรื่องนี้ สารภาพว่าแอบคิดนะครับว่าจะรีเมคเรื่องนี้ทำไม เพราะของเดิมมันเข้าขั้นคลาสสิกจนไม่น่าจะต้องเอามาทำอะไรอีกแล้ว ปล่อยให้เป็นตำนานไปก็ได้

หรือถ้าจะสร้างจริงๆ คนที่ผมคิดเลยว่าเหมาะจะมากำกับก็หนีไม่พ้น Ridley Scott น่ะครับ เพราะถ้าว่ากันถึงหนังระดับเอพิคแบบนี้ ต้องพี่แกเท่านั้น ดูจากผลงานอย่าง Gladiator, Kingdom of Heaven และ Robin Hood ก็ได้ (แต่เอาเข้าจริงขนาด Scott เองก็ยังตันตอนทำ Exodus: Gods and Kings เลยนะนั่น)

จึงไม่แปลกครับที่หลายๆ คนจะมองว่าหนังไม่น่าจะไปถึงฝั่งได้สำเร็จ และสุดท้ายพอหนังฉาย มันก็ล่มอย่างแรงตามความคาดหมายจนได้ (ลงทุนราวๆ $100 ล้าน ตอนนี้รายได้ทั่วโลกยังประมาณ $25 ล้านเท่านั้น เตรียมติดตัวแดงแบบหนักๆ ได้เลยครับ)

ถ้าให้ว่าตรงๆ แล้ว หนังไม่ได้เลวร้ายจนเกินรับหรอกครับ เพียงแต่เทียบไม่ได้กับฉบับก่อนๆ เท่านั้นเอง กับเรื่องของจูดาห์ เบน-เฮอร์ (Jack Huston) ที่ต้องเจอวิบากกรรมครั้งใหญ่ เพราะพี่น้องต่างสายเลือดนามว่า เมสซาลา (Toby Kebbell) ใส่ความเขาจนเขาต้องรับโทษ

แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้ครับ สามารถฝ่าวิบากกรรมกลับมาจนได้ แล้วเขาก็กลับมาเพื่อล้างแค้นเมสซาลา อันนำมาสู่การแข่งรถม้าอันถือเป็นไฮไลท์สำคัญของหนังเรื่องนี้ (ในทุกเวอร์ชั่นก็ว่าได้)

ครับ หนังไม่ได้แย่ แต่ก็ไม่ได้ดีเด่นอะไร สิ่งแรกที่รู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มัน “ไม่ใช่” คือความเอพิคครับ หนังดูไม่เอพิคเลย ดูธรรมดามาก ไม่มีความยิ่งใหญ่อลังการ โดยเฉพาะฉากแข่งรถม้าที่ฉบับเก่าแม้จะอายุเกือบ 60 ปีก็ยังดูยิ่งใหญ่กว่ากันมาก ฉบับนี้ทั้งฉาก ทั้งบรรยากาศดูแล้วธรรมดาจริงๆ

หรือในแง่ความลุ้น ความตื่นเต้น (ในฉากแข่งรถ) ก็ถือว่ากลางๆ ครับ ไม่ได้มีจุดพีคหรือจุดเร้าให้ตื่นเต้นกับภาพตรงหน้าสักเท่าไรเลย ฉบับเก่าเร้าและน่าตื่นตากว่าจริงๆ ซึ่งจะว่าไปก็ถือว่าเสียดายอยู่เหมือนกันล่ะครับ เพราะถ้าฉากนี้มีการนำเสนอแบบแปลกใหม่ ก็อาจจะน่าสนใจกว่าที่เป็น

ในแง่เนื้อเรื่องก็ธรรมดาครับ เอาของเก่ามาเล่าใหม่ เล่าแบบเรื่อยๆ อย่างที่บอกว่าความเอพิคมันไม่มีเลย ฉากต่างๆ นี่ธรรมดามากจนแทบจะเป็นหนังทีวี ซึ่งจริงๆ ผมจะไปเปรียบกับหนังทีวีก็อาจจะไม่ได้ด้วย เพราะ Game of Thrones ก็หนังทีวีครับ แต่ดีกรีความอลังของเรื่องนั้นมันถึงเครื่องจริงๆ ทว่าสำหรับเรื่องนี้ผลที่ได้มันยังไม่ถึงระดับนั้นครับ (ผมว่าซีรี่ส์ Rome ยังดูยิ่งใหญ่กว่าเหมือนกัน)

ก่อนดูผมพยายามมองในแง่ดีว่าหนังอาจจะมีอะไรใหม่ๆ มานำเสนอ มีมุมใหม่ๆ มาถ่ายทอด แต่เอาเข้าจริงก็ไม่มีอะไรใหม่ครับ ไปๆ มาๆ ของเดิมมีอะไรให้พูดถึงมากกว่า เพราะการที่ของเก่ายาวตั้ง 3 ชั่วโมงครึ่งนั้นมันไม่ได้ยาวแบบเลอะเทอะไร้แก่นสาร ทว่ามันมีเนื้อเรื่องครับ มันทำให้เราเห็นมิติของตัวละคร ทำให้เราสัมผัสถึงวิบากกรรมที่ตัวเองต้องเผชิญ ไหนจะเรื่องการเมืองหรือความไม่เป็นธรรมในสังคมสมัยก่อนอีก

ในขณะที่ฉบับนี้เหมือนเป็นการเล่าแบบรวบรัด (เพราะยาวแค่ 2 ชั่วโมงนิดๆ เอง) คือมันดูแล้วรู้เรื่องครับ แต่ไม่ถึงอารมณ์ ทำให้ผลลัพธ์ของหนังถือว่าธรรมดามากๆ เพราะพล็อตจริงๆ ก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรอยู่แล้ว พอเล่าแบบเรื่อยๆ มันก็ยิ่งดูธรรมดาไปกันใหญ่

จุดที่ถือว่าน่าเสียดายที่สุดคือการเลือกดารามาแสดงครับ คือดาราไม่ดึงดูดเลยไม่ว่าจะในแง่ของความดังหรือแง่ของฝีมือ ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเล่นกันไม่ดีนะครับ ในแง่การแสดงก็ถือว่าพวกเขาพยายามเต็มที่แล้วล่ะ แต่สเกลหนังมันใหญ่มาก จนถ้าไม่ได้ดาราระดับ Russell Crowe หรือ Christian Bale มาเล่นล่ะก็คงยากจะทำให้เกิดพลังได้ (ในเรื่องก็มีเพียง Morgan Freeman ล่ะครับที่ถือว่าพอไหว)

ยอมรับอย่างหนึ่งว่าผู้กำกับ Timur Bekmambetov (Wanted, Night Watch, Daywatch) กล้ามากครับที่มาจับโปรเจคท์นี้ แม้หนังจะออกมาไม่น่าจดจำแต่ก็นับถือใจพี่เขาเลย กล้ามากจริงๆ

ผมคิดไว้ก่อนจะดูนะว่ามันคงออกมาไม่โอเคแหงมๆ แล้วมันก็เป็นไปตามคาด แต่รู้ไหมครับว่าใจจริงผมอยากให้ตัวเองคาดผิดมากกว่า ประมาณว่าตอนแรกคิดว่ามันต้องไม่สนุก แต่ผลลัพธ์ออกมากลับเด็ดพลิกความคาดหมาย ผมอยากได้แบบนั้นมากกว่า ^_^

สรุปว่าดูของเก่าของแก่ แน่กว่ากันมากครับ

สองดาวเรื่อยๆ ครับ

Star21

(6/10)

 

 

Advertisements