รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Titanic (1997) ไททานิค

Titanic001

ตามคำเรียกร้องครับ เนื่องในโอกาสครบรอบ 20 ปีที่หนังชู้รักเรือล่ม Titanic เข้าฉายเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ปี 1997 … โอ้ นี่เวลาผ่านไปขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย …นึกแล้วความแก่เข้ามาเกาะในบัดดล

จำได้ตอนดูนั่นยังมัธยมเลยนะครับ แม้จะตอนปลายอย่างแรงก็เถอะ พูดถึงความประทับใจก็ไม่ใช่น้อย หนังมันยิ่งใหญ่ ออกมายาวจุใจ 3 ชั่วโมง 15 นาที สร้างกระแสฟีเวอร์มากมายเต็มไปหมดจนแบ่งพรรคพวกกันได้เลยว่า คนส่วนหนึ่งดูแล้วชอบใจ คลั่งไคล้หนังบ้าง นายลีโอบ้าง ท่ายืนตรงหัวเรือก็ฮิตกันไปพักหนึ่ง ส่วนคนอีกกลุ่มก็รุมสับหมั่นไส้หนังไปก็ไม่น้อย ที่ไม่ชอบก็เยอะ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรหนังเรื่องนี้ก็ถือเป็นกระแสที่เกิดแบบนานๆ ครั้งชนิดที่จนปัจจุบันนี่ยังไม่มีหนังเรื่องหนังก่อกระแสมหาประลัยฟีเวอร์ได้ขนาดนั้นอีกเลย

มาครับ เราย้อนมารำลึกถึงหนังแห่งเรือที่ไม่มีวันจมกัน

เรื่องราวของ ไททานิค เรือสำราญลำยักษ์ที่ได้ฉายาว่าไม่มีวันจม แต่กลับจมตั้งแต่คราแรกที่ออกจากท่านี่เป็นที่กล่าวขวัญกันมานาน ไม่ว่าจะในแง่มุมของโศกนาฏกรรม ภัยพิบัติหรือประวัติศาสตร์ สร้างเป็นหนังก็ทำไว้หลายรอบ และรอบหนึ่งที่ได้ชื่อว่าทำออกมาดีจนเข้าขั้นน่าประทับใจก็คือ A Night to Remember (1958) ที่กำกับโดย Roy Ward Baker คนทำหนังชาวอังกฤษที่ผลงานส่วนใหญ่มักจะเป็นหนังสยอง ส่วนความเยี่ยมของหนังในคราวนั้นก็ส่งให้ A Night to Remember คว้ารางวัลลูกโลกทองคำสาขาภาพยนตร์ต่างประเทศมาได้ (เพราะหนังเป็นของอังกฤษ ไม่ใช่ของมะกัน)

จากนั้นประมาณ 32 ปีต่อมา หนังก็ไปเตะตาตรึงใจผู้กำกับชาวแคนาดารายหนึ่งเข้า … เขาชื่อว่า James Cameron

ช่วงนั้นเฮีย James แกเพิ่งเสร็จจากงานหนังโกยเงิน Terminator 2: Judgment Day ไปหมาดๆ แล้วในคืนหนึ่งระหว่างนั่งพักก็มีโอกาสได้ดู A Night to Remember พอดี เท่านั้นล่ะครับความคิดที่จะนำเอาเรื่องราวของเรือยักษ์ลำนี้มาถ่ายทอดอีกครั้งในศตวรรษที่ 20 ก็เริ่มต้น แต่ก็เป็นแค่ในระดับความคิด เพราะช่วงนั้นแกมีโปรเจคท์ True Lies จ่อคิวอยู่ แต่ระหว่างนั้นเฮียแกก็ยังคงมั่นรวบรวมข้อมูลและวางโครงเรื่องไปพลางๆ เป็นเวลาเกือบ 5 ปีทีเดียว

โครงการหนัง Titanic เริ่มเข้ารูปเข้ารอยจริงๆ ก็ปาเข้าไปวันที่ 1 กันยายน ปี 1995 โดยเนื้อหาหลักๆ เฮีย James ได้ผูกขึ้นโดยเอาแง่มุมเกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรมของคน พวกความต่างชนชั้นที่เกิดขึ้นในยามนั้น (แม้กระทั่งยามนี้ก็ยังเกิดอยู่) พร้อมทั้งตั้งใจจะถ่ายทอดหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ลงบนแผ่นฟิล์ม แต่เฮีย James ก็เกิดคำถามขึ้นว่าครั้นจะเล่าเรื่องต่างๆ แบบตามลำดับ มันก็ไม่ต่างจากสารคดีตามช่อง Discovery มันควรมีอะไรที่สามารถเพิ่มรสชาติความเป็นภาพยนตร์ให้หนังได้

แล้วเครื่องปรุงตัวเชื่อมระหว่างประวัติศาสตร์และความบันเทิงที่ Cameron ใช้ ก็คือภาษาสากลที่เชื่อมหลายสิ่งให้เข้ากันมานักต่อนัก … ความรัก นั่นเอง

Titanic002

การที่ Cameron ใส่เรื่องราว Love Story ระหว่างแจ๊ค ดอว์สัน (Leonardo DiCaprio) พ่อหนุ่มยากจนชนชั้นกรรมมาชีพ กับโรส เดวิต บูเคเตอร์ (Kate Winslet) สาวไฮโซฐานะสูงในสังคม ไม่ใช่เป็นการสักแต่ใส่ให้เรื่องราวหวานขมกลมกล่อมแต่เพียงอย่างเดียวครับ แกใส่เพื่อสื่อถึงหลายสิ่ง ไม่ว่าจะเน้นเรื่องความต่างของชนชั้นให้ชัดขึ้น ยังเป็นการสร้างตัวละครให้คนดูได้ผูกพันไปกับความรักที่งอกเงยอย่างรวดเร็วของคนจากสองสังคม แต่กลับต้องมาประสบพบโศกนาฏกรรมในเรื่อง

แล้วยังเป็นการตอบคำถามที่ Cameron ตั้งไว้ตั้งแต่ตอนไอเดียหนังยังเป็นแค่วุ้นว่า “ผมจะทำหนังว่าด้วยความสูญเสีย แต่จะทำอย่างไรให้คนดูรู้สึกสูญเสียตามไปด้วยล่ะ?” … ก็ทำให้คนดูมีความรู้สึกผูกพันกับตัวละครก่อนจะนำพาพวกเขาไปพบกับหายนะยังไงล่ะ เพียงเท่านี้ก็ได้น้ำตาจากผู้ชมกว่าครึ่ง

เมื่อบทต่างๆ ลงล็อค Cameron ก็เริ่มเดินงานโดยการเข้าหาค่ายหนัง 20th Century Fox เพื่อติดต่อขอเจรจาให้ออกทุนให้ตามระเบียบปฏิบัติของนักทำหนัง โดยทุนสร้างงวดแรกที่ตั้งไว้ก็มากถึง 135 ล้านเหรียญ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติของ Cameron ครับ ทำหนังลงทุนต่ำกว่าร้อยล้านล่ะไม่ได้อยู่แล้ว แต่เงินทุนที่ว่านี่ไม่ได้เอาไปละลายน้ำทะเล เจตนาของ Cameron ก็เพื่อจะจัดแจงลงไปถ่ายทำภาพเรือไททานิคของจริงที่นอนนิ่งสงบอยู่ใต้ทะเลลึกมาใส่ลงในหนังด้วย เพื่อความครบถ้วนทางอารมณ์ อีกทั้งก็เป็นความฝันของเฮียแกอยู่แล้วครับที่จะได้ไปสัมผัสกับเรือไททานิคของจริง ว่ากันว่าเฮียแกไปขลุกอยู่บนเรือไททานิคนานยิ่งกว่าผู้โดยสารคนไหนๆ บนเรือจริงเสียอีก

ส่วนเงินนอกจากนั้นก็เพื่อเอามาลงทุนฉากให้ยิ่งใหญ่ เรียกว่าหลายอย่างสร้างจริง ขนาดเท่าของจริงเพื่อความสมจริงอย่างสุดๆ … แหม Cameron ซะอย่าง ทำจำลองหลอกตาประชาชีไม่เป็น

ไปๆ มาๆ ทุนก็บานตะเกียงมาอีก 65 ล้านเหรียญ เบ็ดเสร็จทำให้หนังกลายเป็นยอดภาพยนตร์ลงทุนเกิน 200 ล้านเรื่องแรกของฮอลลีวู้ด นี่ยังไม่รวมค่าโปรโมตโฆษณาอีกนะ (ถ้ารวมก็ร่วมๆ 300 ล้านได้)

แม้จะลงเงินไปเยอะ แต่คุ้มทุกเหรียญ ไม่ได้เอาไปละลายน้ำทะเลเล่นอย่างที่ใครๆ ปรามาสไว้ในตอนเริ่ม

ด้านการคัดนักแสดงก็ยุ่งยากนิดหน่อย เพราะทาง Fox เองก็เกิดอยากจะจับเอาดาราคนโน้นคนนี้มารับบทแจ๊คกันจ้าละหวั่น โดยเฉพาะ Matthew McConaughey ที่ตอนนั้นชื่อร้อนได้ที่จาก A Time to Kill ตามด้วยอดีตหนูน้อยโดดเดี่ยวผู้น่ารักแห่ง Home Alone อย่าง Macaulay Culkin ก็มามีชื่ออยู่ในสารบบอยู่ระยะหนึ่ง อีกรายก็ Christian Bale พ่อแบทแมนคนล่าสุด ซึ่งรายหลังนี่มีโอกาส แต่ก็โดน Cameron สกัดดาวรุ่งด้วยเหตุผลว่าเขาต้องการดาราอเมริกันพันธุ์แท้มาเล่นบทแจ๊ค และดาราคนนั้นเฮียแกก็เล็งมานานมากๆ เขาก็คือ Leonardo DiCaprio ที่ Cameron ประทับใจเมื่อได้ดูผลงานของพ่อลีโอใน William Shakespeare’s Romeo + Juliet ฉบับผู้กำกับ Baz Luhrmann เขาบอกกับตัวเองทันทีว่านายคนนี้แหละคือแจ๊ค ดอว์สันหนุ่มอเมริกันที่ชอบผจญภัย ไล่ล่าความฝัน

เมื่อคัดพระเอกเสร็จก็ต้องต่อด้วยนางเอก ซึ่งดาราสาวคนแรกที่ Cameron หมายตาก็ไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก Claire Danes เจ้าของบทจูเลียตคู่กับลีโอนั่นเอง แต่พอเฮียแกติดต่อไป Danes ก็ปฏิเสธเพราะเธออยากพักหลังจากโหมถ่ายทำ Romeo + Juliet อีกทั้งเธอยังเห็นว่าบทโรสนี่ก็ไม่ค่อยจะต่างกับบทจูเลียตเท่าไหร่ ว่าง่ายๆ คือไม่อยากเล่นบทคล้ายๆ ต่อกันสองเรื่องว่างั้นเถอะ

เป้าหมายของ Cameron เลยต้องเปลี่ยน โดยมีตัวเลือกอย่าง Gwyneth Paltrow คอยท่า แต่ไปๆ มาๆ เฮียแกก็ต้องตาต้องใจ Kate Winslet ขึ้นมาแทน เพราะหน่วยก้าน ท่าทางเธอคนนี้ดูเหมาะจะเป็นคุณหนูไฮโซ แต่แววตาแฝงความเศร้าตามที่ Cameron วาดไว้ มิหนำซ้ำยังมีดีกรีเข้าชิงออสการ์จากหนัง Sense and Sensibility เป็นประกัน บทที่เธอได้เข้าชิงตอนนั้นก็เป็นคุณหนูผู้ดีย้อนยุคเช่นกัน

Titanic003

Titanic เริ่มต้นด้วยฉากใต้น้ำ เมื่อนักล่าสมบัติใต้สมุทรนามว่า บร็อค โลเว็ตต์ (Bill Paxton) ทำการสำรวจซากเรือยักษ์เจ้าของชื่อเรื่องที่จมอยู่ใต้น้ำมาเกือบร้อยปี จุดหมายของการสำรวจครั้งนี้ไม่ได้เป็นไปเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาการหรือประวัติศาสตร์ หนังเฉลยในฉากต่อมาว่าบร็อคและพวกกำลังตามหาเพชรล้ำค่าที่ชื่อว่า หัวใจมหาสมุทร ที่ว่ากันว่ามีการพบครั้งสุดท้ายบนเรือลำนี้ หากบร็อคเจอล่ะก็ เงินทองและความมั่งคั่งจะไหลมาอย่างไม่ต้องสงสัย

ผลการค้นหาก็ไม่พบเจอเพชรแต่ก็ไม่ถึงกับล้มเหลวซะทีเดียว แม้จะไม่เจอเพชรแต่ก็เจอเงื่อนงำเป็นภาพวาดของหญิงสาวนางหนึ่งนอนเปลือยกาย และสวมเพชรหัวใจมหาสมุทรไว้ บร็อคเลยออกประกาศตามหา อันนำเขามาพบกับหญิงชราอายุ 101 ปีที่ชื่อโรส แคลเวิร์ต (Gloria Stuart) และเธอคือผู้เปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นบนเรือไททานิคตั้งแต่มันออกจากท่าและจมลงกลางทะเลแอตแลนติค เวลา 02.30 น.ของวันที่ 15 เมษายน 1912 พร้อมทั้งเล่าเรื่องความรักที่เกิดขึ้นระหว่างเธอและแจ๊ค หนุ่มอเมริกันพเนจรที่ทำให้ชีวิตของเธอไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป

ว่ากันโดยพล็อตแล้วต้องยอมรับว่าการผูกเรื่องและนำเสนอค่อนข้างง่าย ไม่ได้มีความซับซ้อนมากมาย Cameron ซึ่งลงมือเขียนบทเองจับเอาเรื่องทางประวัติศาสตร์ของเรือมาเล่า แล้วก็เอาเรื่องรักๆ ใคร่ๆ เคลือบลงไปอีกชั้นให้หีบห่อดูน่าสนใจ เพราะอย่างที่ว่าข้างต้น ครั้นจะมาทำหนังที่เล่าๆๆ ข้อมูลเพียงอย่างเดียว สู้ดูสารคดีอยู่กับบ้านไม่ดีกว่าหรือ Cameron เลยต้องเอาเรื่องราวที่เขาถึงง่ายมาบอกเล่าดึงความสนใจ และงานนี้เขาก็ทำได้เสียด้วยครับ เพราะการเล่าเรื่องบนเรือก็ดี การเล่าเรื่องความรักของคู่หนุ่มสาวแม้อาจจะไม่ได้ลึกซึ้งกินใจเท่าหนังเกาหลีหรือแดนปลาดิบแต่ก็นับว่าตรงไปตรงมา น่าเชื่อได้ว่าแจ๊คกับโรสมีใจให้กัน ไม่ใช่แค่รักกับวูบวาบ

ก็ลองว่าต่างฝ่ายต่างยอมสละชีวิตให้กันขนาดนี้ คงมากกว่าวูบวาบหลายขุมนัก … ในใจก็นึกขึ้นมาเลยว่างานนี้รักแท้โดยไม่ต้องพึ่งพาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวชนิดไหนๆ เลย ตรงกันข้ามไอ้ที่โฆษณาว่าถ้าใช้ผลิตภัณฑ์นี้แล้วจะเจอรักแท้ ดูยังไงก็ไม่เชื่อว่ามันคือรักแท้ … นี่ผมนอกประเด็นนะครับอย่าถือสา

แม้พล็อตเรื่องจะง่ายชนิดเดาได้ แต่ในความคิดผมไอ้พล็อตแบบนี้แหละเข้าถึงทุกชนชั้นตั้งแต่คนมีตังค์ไปจนถึงรากญ้า และแทบจะบอกได้เลยว่าชนชั้นรากหญ้านี่แหละชอบนักล่ะเรื่องรักๆ ใคร่ๆ แบบเทพนิยายทำนองเนี้ย ดังนั้นหากว่ากันถึงการตลาดแล้ว Cameron จับทางได้ฉลาด และผลก็เป็นไปตามนั้นครับ หนังได้เงินได้ทองได้ใจคนทั่วไปหมด

อาจชอบไม่ทุกคน แต่มีคนชอบอยู่ทุกกลุ่มว่างั้นดีกว่า

นอกจากเนื้อเรื่องง่ายแล้ว การเดินเรื่องก็ต้องเรียกว่าลื่นล่ะครับ ต่อเนื่องช่วงแรกๆ ก็สบายๆ แนะนำเรือแนะนำตัวละครไป จากนั้นก็มาจับเรื่อง Love Story แต่ก็ไม่ให้นานเกินไปจนคนดูเลี่ยน Cameron ก็จัดการโถมเอาเหตุการณ์เรือชนภูเขาน้ำแข็งต่อทันที แล้วช่วงครึ่งหลังนี่แหละครับที่หนังกระหน่ำความตื่นเต้น แอ็กชัน มีผสมการไล่ล่าเข้าไปด้วย ไปพร้อมๆ กับเรื่องความรักนี่แหละ ชนิดที่สามชั่วโมงกว่าแต่ดูเพลินดีจริงๆ ช่วงน่าเบื่อนี่น้อยมาก

ตอนผมทัศนารอบแรกนั้นค่อนข้างตื่นตากับเรื่องราวครับ เพราะจะว่าไปแล้ว เรื่อง Titanic นี่เราได้ยินมานาน แต่ถ้าถามว่ารู้อะไรตื่นลึกหนาบางก็พูดอย่างไม่อายเลยว่าไม่รู้สักอย่าง รู้แค่มันชนภูเขาแล้วล่ม แต่ล่มเพราะอะไร ที่ไหนและก่อให้เกิดผลกระทบอย่างไร สารภาพว่ารู้แค่สิวๆ เท่านั้น พอได้ดูหนังก็รู้โดยละเอียดว่าเหตุมันเกิดอย่างไร ตอนนั้นก้รู้สึกสะเทือนใจเหมือนกันครับ คิดดูเห็นภาพคนตายเป็นพันอยู่ตรงหน้าน่ะ ไม่ให้รู้สึกอะไรเลยก็คงไม่ไหว

นี่ล่าสุดเพิ่งหยิบมาดูอีกรอบ เพราะมีคนรีเควสมาให้รำลึกถึงหนังเรื่องนี้หน่อย ก็รู้สึกชอบหนังเรื่องนี้ลงไปอีกระดับหนึ่ง

Titanic006

ในรอบแรกผมค่อนข้างชอบและประทับใจกับเรื่องราวที่เล่าได้สนุก และช่วงครึ่งหลังที่ทำออกมามันส์ ถือว่าเป็นหนังแอ็กชันที่ไม่เสียฟอร์มผู้กำกับที่เคยผ่านงานหนังคนเหล็ก แล้วก็ชอบในประเด็นตรงไปตรงมาที่หนังสื่อไว้ ที่เห็นจะๆ ก็เรื่องชนชั้นนี่แหละครับ ประมาณว่าผู้ดีตีนแดงตะแคงตีนเดินที่ชอบดูหมิ่นคนจน คนที่มีเงินน้อยกว่า หรือไม่ก็พวกผู้ดีที่ดูคนแต่เปลือกนอก ดูแค่เฟอร์นิเจอร์ประดับกาย หากมีให้เห็นก็น่าคบหา แต่หากไม่มีแล้วก็ไม่ต้องหาให้เห็นหน้า

คนจำพวกนี้มองสิ่งต่างๆ แค่ผิว จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ความุสขทั้งหลายจะเป็นแค่ผิวๆ สามารถหลุดลอกกระเทาะร่อนออกไปได้ง่ายเหลือแสน

ตัวอย่างดีๆ ในเรื่องก็คือสองตัวร้ายกลายๆ ของหนัง ได้แก่นายคัล ฮ็อคลี่ย์ (Billy Zane) เศรษฐีพ่อรวยที่ถือดีว่าตัวมีเงินและคิดว่าทุกอย่างซื้อด้วยเงินได้ แต่เอาเข้าจริงกลับไม่สามารถซื้อสิ่งมีค่าที่สุดได้แม้แต่อย่างเดียว ไม่ว่าจะหญิงคนรักหรือแม้แต่ชีวิต เพราะเอาเข้าจริงในตอนท้ายสิ่งที่ทำให้คัลรอดมาได้ก็ไม่ใช่เงิน!

หนังยังเล่าต่อมาอีกว่า แม้คัลจะรอดชีวิตมาได้ แต่ในตอนท้ายเมื่อเขาต้องสูญเสียเงินตอนตลาดหุ้นตก บทลงเอยเป็นอย่างไร … ไม่เหลืออะไรเลย

เช่นเดียวกับแม่ของโรส (Frances Fisher) ที่พอรู้ว่าตนกำลังจะหมดเงินก็ไม่มีความสุขอีกต่อไป พยายามรักษาหาทางมีเงินและฐานะหน้าตาเอาไว้ โดยไม่สนว่าจะต้องทำให้ลูกในไส้ประสบความทุกข์มากขนาดไหน

ครอบครัวไหนเห็นเงินมาก่อนความสุขของคนในครอบครัว ความสุขที่ได้มาไม่นานคงจากไป

จริงที่เงินสามารถอำนวยความสะดวกให้เราได้ แต่เมื่อใดมันเป็นายเรา เมื่อนั้นเตรียมรับความทุขก์ล่วงหน้า เพราะวันใดเราไม่มีมันหรือมีมันน้อยลงไป ความทุกข์ก็จะมาเยือน เหมือนเวลาคนติดยาแล้วขาดยายังไงยังงั้น

ดูหนังแล้วให้สำนึกไว้ อย่าตกเป็นทาสของเงินจนเกินไป อย่าเห็นแก่เงินเพียงอย่างเดียว เพราะไม่เช่นนั้นบทสุดท้ายของท่านอาจจะไม่เหลือใคร และไม่เหลือแม้แต่เงิน

ขณะที่สองตัวละครข้างต้นจมอยู่ในโลกของเงินจนถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว โรสก็เป็นตัวละครประเภททนอยู่ในโลกแบบนั้นไม่ไหวจนแทบอยากจะลาจากโลกให้รู้แล้วรู้รอด แต่ดีที่ได้แจ๊คมาโอบอุ้มไว้ก่อนจะตัดสินใจกระทำการคิดสั้นลงไปจริงๆ แจ๊คถือเป็นคนประเภทรักอิสระ ไม่คิดมาก แต่มีหัวคิด ชอบผจญภัย หากไม่นับเรื่องเงินทองแล้วแจ๊คดูเป็นสุภพาบุรุษมากกว่าคัลไม่รู้กี่เท่า เพราะเขามีความหวังดีต่อทุกคน และให้เกียรติโรส ไม่ได้หมายถึงการจูบมือหรือจูงอย่างผู้ดีนะครับ ให้เกียรติในที่นี้คือให้เกียรติในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่ไม่ต้องมีพิธีรีตรอง ไม่ต้องมาสวมหน้ากากเข้าหากัน เป็นในสิ่งที่ตัวเองเป็น

ผมมองว่าการให้เกียรติที่สูงมากอย่างหนึ่งของมนุษย์คือการที่เราได้รับเกียรติจากใครสักคนที่ยอมให้เรารู้จักตัวตนเขาอย่างแท้จริงโดยที่ไม่ปิดบังเสแสร้ง

แจ๊คจึงเป็นโลกใหม่สำหรับโรส และโรสก็คือสิ่งสวยงามสำหรับแจ๊ค ไม่ยากที่ทั้งสองจะตกหลุมรักกันในเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมง

Titanic008

ตัวละครรายที่ขโมยซีนได้อย่างเฉียบขาดก็คือ มาร์กาเร็ต โทบิน “มอลลี่” บราวน์ (Kathy Bates) หรือมอลลี่ผู้ไม่มีวันจม เป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงและเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์เรือไททนานิคล่ม ตามประวัติแล้วมอลลี่ดั้งเดิมเป็นหญิงธรรมดาที่ไม่ได้ร่ำรวยเงินทอง แต่เผอิญสามีของเธอทำธุรกิจตั้งตัวขึ้นมาได้ จนเธอได้ขึ้นแท่นเป็นเศรษฐีใหม่ แต่ขนาดเธอเป็นเศรษฐีมีเงินก็ยังไม่วายถูกพวกผู้รากมากดีที่มีเชื้อมาแต่บรรพบุรุษดูถูกดูแคลนว่าเป็นแค่หญิงอ้วนที่โชคดีมีเงินเท่านั้น

แต่แม้ใครจะว่าเช่นไรคนดูก็ดูออกว่ามอลลี่นี่แหละครับเป็นคนดีของแท้ แม้จะมีเงินแต่ก็ไม่ดูถูกใคร ตรงกันข้าม เธอนี่แหละเป็นผู้ช่วยสำคัญที่คอยหนุนหลังแจ๊ค พระเอกคนยากของเราในการเข้าสู้หน้ากับพวกคนรวยที่จ้องแต่จะหาเรื่องให้เขาได้อาย เอาแต่เล่นเรื่องชนชั้นอันต่ำต้อย

คนดีแบบนี้ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ขนาดตกในเรือจมเจ๊แกยังไม่ล่มคิดดูเอาเอง

แล้วการที่มอลลี่ตกลงใจมาช่วยแจ๊คนี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ Cameron แต่งขึ้นแบบลมๆ เพราะแม้ตัวละครแจ๊ค หรือโรสจะไม่มีอยู่จริง แต่พฤติกรรมความดีของมอลลี่นับว่าสอดคล้องกับภูมิหลังในชีวิตจริงของเธอมากๆ เนื่องจากมอลลี่ตอนเป็นสาวนั้นเธอหมายมั่นว่าจะได้แต่งงานกับชายร่ำรวยสักคนเพื่อชีวิตที่ดีกว่า แต่พอเธอได้เจอกับ เจมส์ โจเซฟ บราวน์ ชายธรรมดาแต่มีปัญญาดี มีความขยัน ขาดอย่างเดียวคือไม่มีเงินเท่านั้น เธอก็มองข้ามประเด็นเรื่องเงินทองไปเสียสนิท เพราะคิดได้ว่าเธอได้เจอชายที่เธอรักและรักเธออย่างแท้จริง เงินทองเป็นเพียงส่วนประกอบเล็กน้อยเท่านั้น แต่ในกาลต่อมาปรากฏว่าด้วยน้ำพักน้ำแรงของเจมส์ก็สามารถสร้างเงินและฐานะขึ้นมาได้อย่างที่เห็นในหนัง แม้ทั้งสองจะลงเอยด้วยการแยกทางกันก็เถอะ แต่ก็ยังคงมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเรื่อยมา

ดังนั้นการที่มอลลี่เห็นใจชายยากจนแต่มีความดีงามเลยไม่ใช่เรื่องแปลก และการที่เธอแตกต่างจากผู้ดีที่มีเชื้อสายก็เพราะเธอเข้าใจหัวอกคนจนดี เนื่องจากเธอก็เคยเป็นมา เธอเลยมองคนที่คนเป็นอันดับแรก ไม่ใช่มองคนที่เงินเป็นประการสำคัญอย่างใครๆ

คนเรามักบอกว่าใครมีเงินเท่ากับมีอำนาจ แต่ผมกลับมองว่าคนมีเงินที่สามารถได้ใจคนยากจน นี่สิมีอำนาจยิ่งกว่า

ถ้ามอลลี่คือตัวแทนของคนรวยที่น่านับถือ รายที่เป็นตัวแทนของคนรวยเห็นแก่ตัวก็น่าจะหนีไม่พ้นนายโจเซฟ บรูซ อิสเมย์ (Jonathan Hyde) กรรมการผู้จัดการบริษัทไวท์ สตาร์ ไลน์ (White Star Line) ผู้ออกทุนสร้างเรือไททานิคที่หากจะกล่าวว่าเขาเป็นหนึ่งในสาเหตุของโศกนาฏกรรมครั้งนี้ก็คงไม่ผิด นายอิสเมย์คนนี้เป็นคนแนะะนำให้กัปตันเรือเร่งความเร็วเพื่อทำสถิติ โดยหวังจะสร้างชื่อให้กับเรือลำนี้ แต่หารู้ไม่ว่ามันกลายเป็นคำแนะนำไปสู่ความหายนะ

บทลงเอยของนายคนนี้ก็เพิ่มระดับความรังเกียจให้คนดูอีกเยอะ เพราะเมื่อจวนตัวพี่แกเล่นโดดลงเรือบดโดยไม่สนใจว่า เอาตัวรอดเสียอย่างนั้น

ในขณะที่กัปตันเรือตัวจริงเอ็ดเวิร์ด จอห์น สมิธ (Bernard Hill) ที่คิดจะยุติตำแหน่งกัปตันของตนลงเสียทีก็ได้ยุติมันตามที่คิด แต่ไม่ใช่ในแบบที่คาดไว้ เพราะเขาต้องมายืนสำนึกผิดที่ตัดสินใจพลาด จนนำลูกเรือและผู้โดยสารนับพันมาพบกับจุดจบที่น่าเศร้า ชะตากรรมของกัปตันก็น่าสงสารพอๆ กับโทมัส แอนดรูว์ (Victor Garber) วิศวกรผู้สร้างเรือนี้และเป็นคนแรกที่มั่นใจว่าเรือต้องจมเมื่อเกิดเหตุเฉี่ยวชนภูเขาน้ำแข็ง เพราะเขาออกแบบเรือมากับมือ บทลงเอยของเขาก็เหมือนกับกัปตันนั่นคือทำอะไรไม่ได้นอกจากรับผิดชอบความผิดพลาดที่ตนได้ก่อขึ้น

Titanic007

ในรอบแรกที่ดูหนังเรื่องนี้จบลง รู้สึกเหมือนกับเราเพิ่งเข้าไปนั่งดูเวทีละครชีวิตเรื่องยาว ตัวละครแต่ละรายก็เหมือนเป็นตัวแทนคนแต่ละประเภทในโลกนี้ เมื่อเกิดปัญหาหรือภัยขึ้นมาบ้างก็สู้ชีวิตจนนาทีสุดท้าย บ้างก็ท้อถอยจนไม่อยากมีชีวิตอยู่

หนังหรือละครก็ล้วนมีที่มาจากชีวิตจริงทั้งสิ้น

บทเรียนสำคัญอีกอย่างในเรื่องคือ อย่าประมาท แม้ท่านจะไม่ได้ขับเรือยักษ์ แต่ไม่ประมาทไว้ดีกว่า ไม่ว่าจะกับการขับรถหรือการดำเนินชีวิต

อีกหนึ่งอย่างที่ผมสัมผัสได้อีกตอนดูรอบหลังสุด ก็คือตัวละครอย่างบร็อค โลเวตต์ ที่ไปๆ มาๆ ก็ไม่ใช่ตัวละครสมทบธรรมดาเหมือนกัน

บร็อคก็เป็นเหมือนคนทั่วๆ ไปที่ไม่เคยรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับไททานิครู้แค่ว่ามันเกิดเหตุและจม แม้บนเรือสำรวจจะมีการใช้คอมพิวเตอร์วาดภาพเหตุเกิดได้อย่างละเอียดแม่นยำ แต่ไม่เคยเข้าใจเลยว่าเหตุจริงๆ ที่เกิดมันชวนสยดสยองแค่ไหน ก็ได้ยินชัดๆ กับหูไปพร้อมผู้ชม ความคิดแรกเริ่มที่บร็อคหมายมั่นจะได้ยินเกี่ยวกับเพชรหัวใจมหาสมุทรเป็นอันลดลงเมื่อได้ฟังเรื่องทั้งหมด

บางสิ่งมีค่ากว่าเพชร และชีวิตมีค่ามากกว่าทรัพย์สินใดๆ เพชรอาจเป็นของล้ำค่า แต่ในตอนท้ายเขาก็ได้รู้ว่า ใต้สมุทรตรงที่เขาอยู่นั้นมีเรื่องราวที่ล้ำค่ากว่าสิ่งที่กำลังตามหาอยู่มากมายนัก

คนมากมายค้นหาของมีค่า ไม่ว่าจะนักขุดทองหรือนักล่าสมบัติ แต่น้อยที่จะได้เข้าใจว่าสิ่งมีค่าอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล มันอยู่ที่ใจเราทั้งนั้น

แต่มองย้อนมาปัจจุบัน โลกเราแทบจะกลายเป็นโลกแห่งวัตถุไปเสียแล้วล่ะครับ จิตใจถูกละเลยจนกลายเป็นเรื่องธรรมดาไป … ได้แต่ทำใจ

ทั้งนี้และทั้งนั้น ความดีทั้งหลายในหนังต้องยกให้ James Cameron ผู้กำกับที่ได้รับทรัพย์ไปอื้อซ่าจากความสำเร็จของ Titanic เขาผู้นื้ถือว่าเป็นคนทำหนังทุนสูงสุดๆ ของวงการ แต่ผลงานที่ได้ก็ไม่เคยทำให้ใครต้องผิดหวัง ตั้งแต่ The Terminator 2 ภาค, Aliens, True Lies หรือแม้แต่ The Abyss หนังลงน้ำที่ไม่ทำเงินแต่ถ้าว่ากันถึงความเยี่ยมแล้วต้องยกให้เป็นหนึ่งในหนังใต้น้ำที่น่าประทับใจมากอีกหนึ่งเรื่อง กับงานชิ้นนี้ถือเป็นความลงตัวที่น่าปรบมือครับ ทำได้ไหลลื่นทั้งส่วนดราม่าและความตื่นเต้น แน่นอนว่าความประทับใจอาจจะไม่ได้มากมายที่สุด แต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ไม่เสียฟอร์มผู้กำกับเจ้านี้

ส่วนทุนที่ลงไปเบ็ดเสร็จเกือบๆ 300 ล้านเหรียญ พอได้คืนมาก็แทบหายเหนื่อย เพราะโกยเฉพาะในอเมริกา 600 ล้าน ถ้ารวมทั่วโลกก็เป็น 1,800 ล้าน กำไรไม่รู้กี่เท่า

รางวี่รางวัลก็โกยพุงกาง ได้ไป 11 รางวัลออสการ์ ทำสถิติขึ้นแท่นหนึ่งในสามหนังที่ได้รางวัลสูงสุดร่วมกับ Ben-Hur และน้องใหม่หลังสุด The Lord of the Rings: The Return of the King

ความดังครั้งนี้ยังส่งชื่อของพระเอกหน้ามน พ่อหนุ่มลีโอให้ดังคับโลกจนมีแม่ยกเพียบ สำหรับในเรื่องเขาก็แสดงได้ดีครับ ดูเป็นคนหนุ่มผู้ร่าเริง มีเสน่ห์และน่ารักไม่แปลกใจที่นางเอกจะรู้สึกชอบใจยามอยู่ใกล้ เช่นเดียวกับ Kate Winslet ที่ดูดีมีชาติตระกูล ช่วงที่ต้องแสดงความเก็บกดนี่ก็เห็นได้ชัดครับ หรือตอนสนุกสนานยามได้อยู่ใกล้แจ๊ค ก็ดูแววตามีความสุขจริงๆ

ฉากที่ผมชอบมากก็คือตอนที่โรสตัดสินใจไม่ลงเรือบด โดดขึ้นเรือใหญ่กลับมาหาแจ๊ค ไม่รู้สิครับ ดูแล้วให้รู้สึกว่าสองคนนี้มีอะไรบางอย่างสื่อถึงกัน ไม่ใช่แค่ความรัก มันพ่วงความผูกพันและรู้ใจเข้าไปด้วย ฉากที่ว่านี่แจ๊คอยากจะไล่โรสลงเรือไปแต่ก็ทำไม่ได้ ทั้งๆ ที่อยากให้เธอไปแต่ก็อยากให้เธออยู่ด้วย ส่วนโรสก็เหมือนกับมาด้วยท่าทางกึ่งดีใจที่ตัวเองกลับมาหาคนรัก พร้อมทั้งได้ตัดสินใจทำในสิ่งที่ตัวเองคิดเสียทีหลังจากอยู่แต่ในกรอบของคนอื่นและอยู่ในกรอบของฐานะมานาน แต่ก็ยังกลัวอยู่เพราะเธอรู้อยู่แก่ว่าเรือจะล่ม … ฉากนี้เข้าท่านะในความคิดผม

ความรักของพระนางคู่นี้ถือว่าแหววสุดๆ แล้วในฐานะหนังตะวันตกสักเรื่อง

Titanic009

Zane ดาราหนุ่มหน้าตาคมเข้มที่ชอบเล่นร้ายเสมอๆ ไม่ว่าจะบทจอมปีศาจแห่ง Demon Knight หนังภาคโรงใหญ่เรื่องแรกที่แยกมาจากซีรี่ส์เรื่องเล่าเขย่าขวัญ Tales from the Crypt หรือหนึ่งในแก๊งกวนเมืองของตัวร้ายในหนังชุด Back to the Future สองภาคแรก โหงวเฮ้งแกดูดีนะครับ เหลือเข้าขั้นแต่เหมาะกับบทร้ายมากกว่า ตอนแกมาเล่นเป็นฮีโร่ The Phantom แม้หน่วยก้านจะดีแต่ก็ไม่ขึ้นเท่าตอนเล่นบทชั่ว มาเรื่องนี้ก็ชั่วเต็มที่แบบไม่มีความดีให้เห็น น่าหมั่นไส้จริงๆ ครับกับบทคัล ฮ็อกลี่ย์ พอๆ กับ Fisher ในบทแม่ที่เห็นแก่เงิน จะว่าไปบทบาทแบบนี้เจอได้บ่อยมากในละครไทยบ้านเรานะครับ ล่าสุดก็ในลิขิตกามารมณ์ เอ้ย กามเทพ นี่ก็มีเหมือนกัน

Bates ที่ได้ออสการ์ไปนอนกอดจากบทร้ายสุดสยองจากหนัง Misery มาเรื่องนี้พลิกมารับบทมอลลี่ หญิงรวยอารมณ์ดีก็ไม่มีที่ติครับ ผมเชื่อว่าคนดูส่วนใหญ่ต้องรักตัวละครนี้แน่ๆ, Hyde ดาราหน้าคุ้นที่เล่นได้หลายบท ไม่ว่าจะคนใช้ผู้ซื่อสัตย์ใน Richie Rich หรือจะเป็นคนจอมกวนโทสะแต่นิสัยดีใน Anaconda ก็ไปได้สบายๆ มาคราวนี้พลิกมาเล่นร้ายแบบขี้ขลาด ก็ไม่ทำให้ผิดหวังครับ คนดูรู้สึกสมเพชนายคนนี้ไม่ใช่น้อยกับการเอาตัวรอดในตอนท้าย ส่วน Hill และ Garber ก็กลายเป็นคนที่ผู้ชมพากันสงสารจับใจ ในขณะที่ Stuart ดาราลายครามก็มารับบทเป็นโรสตอนแก่ได้อย่างพอเหมาะอย่างยิ่ง

ดาราสมทบในเรื่อง แม้จะเล่นแค่รองๆ แต่ Cameron ก็เฉลยกระจายควมเด่นจนคนดูจำหน้าได้เกือบหมด ไม่ว่าจะ Danny Nucci กับบทฟาบริซิโอ้ เพื่อนของแจ๊คที่โชคดีได้ตั๋วลงเรือไททานิคมาด้วยกัน แต่หารู้ไม่ว่าไม่กี่วันต่อมามันจะกลายเป็นโชคร้ายครั้งใหญ่ Nucci นี่ก็เข้าข่ายดาราเล็กแต่ดังเงียบ แม้จะไม่เปรี้ยงปร้างแต่ก็มีหนังเล่นอยู่เรื่อยๆ ตั้งแต่ The Rock, That Old Feeling, Firestarter 2: Rekindled ล่าสุดก็โผล่หน้ามาให้เห็นหน่อยๆ ใน World Trade Center, David Warner ดาราอังกฤษรุ่นเก๋าที่คร่ำหวอดเล่นหนังสยองมาเพียบ ที่ดังหน่อยก็ From Beyond the Grave กับ The Omen มาสวมวิญญาณ สไปเซอร์ เลิฟจอย มือขวาของคัล ที่ไล่ฟาดฟันกับพระเอกทั้งเรื่องฝีมือก็หายห่วงพอกัน

Bill Paxton ที่จัดว่าเป็นดาราขาประจำของผู้กำกับ Cameron มาเป็นบร็อค โลเวตต์ นักขุดสมบัติใต้น้ำที่เข้าใจในตอนท้ายว่ายังมีสิ่งสำคัญมากกว่าทรัพย์สินเงินทอง นอกนั้นยังมีดาราสองคนที่ตอนนั้นยังไม่มีชื่อแต่ตอนนี้พอเป็นที่รู้จัก รายแรกคือ Ioan Gruffudd หรือมนุษย์ยางยืดแห่งหนัง Fantastic Four มาแสดงเป็นเจ้าหน้าที่แฮโรลด์ โลว์ คนที่นำเรือไปหาผู้รอดชีวิตในตอนท้าย อีกรายก็ Jason Barry ในเรื่องเขาเป็น ทอมมี่ ไรอันผู้โดยสารชั้นสาม ที่รู้จักกับแจ๊คและฟาบริซิโอ้ตอนทั้งหมดกำลังเดินเล่นอยู่บนดาดฟ้าเรือ (ที่แจ๊คเห็นโรสครั้งแรกไงครับ) ล่าสุดก็มีชื่อไปพอตัวจากบทคุณหมอผู้สืบทอดวิชาของดร.เฮอร์เบิร์ต เวสต์ ในหนังภาคสามของคนเปลี่ยนหัวคน หรือ Beyond Re-Animator

ความสำเร็จของหนังคนที่ได้รับคำชมไปเนื้อๆ ก็หนีไม่พ้น James Cameron แต่เอาเข้าจริงทั้งรางวัลและคำชื่นชมทั้งมวลก็ต้องมอบให้เหล่านักแสดงน้อยใหญ่ที่ช่วยทำให้เหตุการณ์นี้ดูสมจริง ตามด้วยเหล่าคนทำเทคนิคพิเศษ คนออกแบบฉากสารพัดที่ร่วมกันสร้างจนเราเชื่อว่าเรือตรงหน้าคือไททานิค

อีกรายที่ลืมไม่ได้คือคนทำดนตรีประกอบ แรกเริ่มเดิมทีคนที่ Cameron ต้องการคือ Enya แต่เธอก็ไม่ว่างครับ เขาเลยต้องหาคนอื่น และคนที่เขาหมายตาไว้คือ James Horner ถือเป็นตัวเลือกที่ทำให้แฟนผลงาน Cameron งงเป็นไก่ตาแตก เพราะ Cameron และ Horner เคยทะเลาะจนไม่มองหน้ากันมาแล้วใน Aliens ที่ตีกันแสดงความเห็นขัดแย้งจน Horner ประกาศกร้าวว่าชาตินี้เป็นตายรายดีก็จะไม่ขอมาทำงานร่วมกับผู้กำกับเจ้าปัญหาคนนี้อีก

แรงสำคัญที่ทำให้ Cameron ลืมเรื่องบาดหมาง เพราะเขาต้องการคนทำดนตรีที่มีท่วงทำนองอ่อนโยน มีกลิ่นอายผสมกันระหว่างความสูญเสียโศกเศร้าและความยิ่งใหญ่อลังการแบบหนังเอพิค และ Cameron ก็ออกปากชมผลงานของ Horner ที่ทำให้กับ Braveheart ก็เลยยอมเจรจาขอให้มาร่วมงานอีกครั้งหนึ่ง

Titanic010

การร่วมงานครั้งนี้ถือว่า Horner ทำคุณให้กับ Cameron ถึงสองประการ อย่างแรกคือดนตรีของ Horner มีส่วนช่วยเพิ่มรสชาติให้หนังได้อย่างดี อย่างที่สองก็คือ เพลง My Heart Will Go On ที่ดังกันข้ามปีข้ามชาติ จริงๆ แล้วตอนแรก Cameron ไม่ต้องการเลยครับ เขาบอกไว้เลยว่าไมต้องการให้มีเพลงนำสำหรับหนังเรื่องนี้ แต่ Horner เห็นว่าควรมี เลยแอบแต่งเพลงร่วมกับ Will Jennings และ Céline Dion ขึ้น แล้วก็ส่งเดโมตัวอย่างไปให้ Cameron ฟังเป็นการลองเชิง ปราฏว่า Cameron เปลี่ยนใจยอมให้ใส่เพลงลงทันทีเพราะรู้สึกว่าท่วงทำนองมันเข้ากับหนังดีมากเกินความคาดหมาย

งานนี้ทั้ง Cameron, Horner และ เพลง My Heart Will go on ได้ออสการ์ไปนอนกอดกันถ้วนหน้า

ล่าสุดความบาดหมางทั้งหลายระหว่างคนทั้งสองเป็นอันสูญสลายไม่เหลือเค้าอีกต่อไป เพราะงานกำกับชิ้นใหม่ของ Cameron เรื่อง Avatar มีชื่อ Horner ขึ้นแท่นเป็นคนทำดนตรีเรียบร้อย

ไม่มีอะไรแน่นอนในโลกจริงๆ ครับ อะไรก็เกิดขึ้นได้

หนังเรื่อง Titanic เคยโดนสบประมาทสารพัดว่าจะต้องเป็นว่าที่หนังล่มแห่งปี บ้างก็ว่าเรือเคยล่ม หนังก็จะล่มตามเรือ แต่บทพิสูจนก็ออกมาแล้วครับว่าเงินก็ได้ กล่องก็ได้ ครบถ้วนกระบวนความ

มีหลายคนบอกว่าการที่หนังดังช่วงนั้นเมื่อสิบปีก่อนเพราะกระแสฟีเวอร์มันแรงซึ่งก็จริงในระดับหนึ่ง แต่หากจะบอกว่าหนังดังเพียงเพราะแรงเห่อเท่านั้นก็คงไม่ถูกต้อง ตัวหนังเองก็มีคุณค่าในตัวของมัน อย่างที่บอกครับการทำหนังยาวสามชั่วโมงให้น่าติดตามตลอดไม่ใช่ของง่าย ด้านเนื้อในอาจจะง่ายแต่ก็ไม่โล่งโถงมีการสอนใจเป็นของแถม จะดูเอาคิดก็ทำได้ ดูธรรมชาติคนก็ยังได้ครับ พวกคนที่เอาตัวรอดในยามคับขันมีการกระทำที่ต่างกันออกไป บ้างมีสติ บ้างก็คลั่งกันไป ถ้าจะมองในมุมลึกไปกว่านี้อีกว่าในชีวิตจริง เราทุกคนก็ต้องเจอเหตุการณ์วิกฤติในชีวิต การจะตั้งสติหรือรับปัญหาอย่างใจเย็นเป็นอะไรที่น่าศึกษาค้นหา หรือลองทำให้ได้มากน้อยแค่ไหน

ผู้ที่นิ่งได้แม้วิกฤติย่อมได้เปรียบให้หลายกรณี

การดู Titanic ในรอบรำลึกย้อนรอยสิบปีของผมอาจจะไม่ได้ตื่นตาเท่าครั้งแรกที่ได้ชมในโรงภาพยนตร์ แต่ก็ยังสนุกสนานกับเรื่องราว ประทับใจกับคนกับคนมากหลากหลายรูปแบบบนเรือ บทสรุปของเรื่องราวเมื่อโรส ยามชราตัดสินใจทิ้งเพชรลงน้ำ ถ้าจะมองให้น้ำเน่าก็ได้ แต่ผมกลับมองว่ามันเป็นความกินใจอย่างหนึ่ง

คนเราบางครั้งก็ไม่ได้อยู่ได้ด้วยเงินแต่เพียงอย่างเดียวครับ เคยมีนักวิจารณ์บางรายตั้งคำถามว่าทำไมโรสไม่เอาเพชรไปขาย เอาเงินมาใช้สร้างสิ่งโน่นนี่ให้รู้แล้วรู้รอด ผมก็นึกเข้าใจโรสว่า ก็เพชรนั่นมีค่ากับเธอ แต่ไม่ใช่ทางวัตถุ มันคือของมีค่าทางใจที่ขายได้เงินมาเท่าไหร่ก็ไม่คุ้มเด็ดขาด

… เพชรเม็ดนี้เป็นสิ่งเดียวที่อยู่บนเรือนร่างของเธอ ยามที่เธอเปลือยกายอยู่กับชายผู้เปลี่ยนชีวิตเธอเป็นครั้งแรก ชายที่เธอรักด้วยความจริงใจเป็นคนแรก และทำทุกอย่างแม้กระทั่งสละชีวิตเพื่อช่วยเธอ … เงินเท่าไหร่ล่ะถึงจะมาซื้อความทรงจำที่ล้ำค่าเช่นนี้ได้

ส่วนการที่เธอทิ้งมันลงน้ำก็เหตุผลง่ายดาย … เธอกลับมาสู่ไททานิคแล้วไงล่ะครับ

คนมากมายมีอดีตไว้ให้จมปลัก ให้คิดถึงมันอย่างเศร้าสร้อย แต่กับโรส เธออยู่กับอดีตเสมอ แต่ไม่ใช่เพื่อจมปลัก .. เธออยู่กับอดีต ให้อดีตเตือนเธอว่าเธอต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป เตือนว่าเธอได้สัญญาอะไรไว้กับชายชื่อ แจ๊ค ดอว์สัน

คนที่เปลี่ยนอดีตให้เป็นพลังได้แบบนี้ ไม่น่าแปลกถ้าจะอยู่ถึงอายุ ร้อยปีจริงๆ

เกร็ดเล็กน้อยแถมท้ายหนังก็คือ ภาพวาดที่แจ๊คโชว์ในเรื่องนั่น จริงๆ แล้วเป็นฝีมือของ Cameron ทั้งนั้นครับ แม้แต่ฉากที่แจ๊ควาดภาพโรส มือที่วาดนั่นก็คือมือของ Cameron นั่นแหละ และเขาเองก็มาโผล่รับเชิญในเรื่องด้วยสองฉาก ฉากแรกตอนที่เลิฟจอยมาเห็นแจ๊คกับโรสกำลังเต้นอยู่ที่ห้องของผู้โดยสารชั้นสาม จะมีชายคนหนึ่งเคราเฟิ้มยืนอยู่ด้านหลังเลิฟจอย อีกฉากตอนก็จะยืนอยู่หลังฟาบริซิโอ้ ตอนที่กำลังรอลงเรือช่วยชีวิต ฉากที่มีเจ้าหน้าที่ยิงปืนนั่นแหละครับ สองฉากที่ว่าก็คือ Cameron นั่นเอง

และอีกหนึ่งที่ถือว่าเป็นเรื่องบังเอิญอย่างไม่น่าเชื่อคือ แจ๊ค ดอว์สันนั้นเป็นชื่อที่ Cameron แต่งขึ้นตั้งแต่ต้น แต่ทว่าตามบันทึกผู้โดยสารเรือไททานิค มีคนชื่อ เจ. ดอว์สันอยู่จริงๆ หนึ่งคน แต่ไม่ใช่แจ๊คนะครับ เขาคือ โจเซฟ ดอว์สัน ว่ากันว่าทุกวันนี้มีคนเดินทางไปเคารพศพของที่หลุมไม่เว้นแต่ละวัน เพื่อไว้อาลัยให้

บังเอิญจริงๆ

ถือเป็นหนังที่คุ้มค่าครับ ดูแล้วรู้สึกว่าคุ้มจริงๆ

สี่ดาวครับผม

Star41

(9/10)

Advertisements