รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

The Gift (2015) ของขวัญวันตาย

15073474_1391379127559551_4645627043546462935_n

ไม่ได้ดูหนังแนวจิตวิทยาผสมระทึกขวัญที่เข้าท่าแบบนี้มานานพอสมควรครับ จริงๆ หนังแนวนี้มีออกมาเยอะ (โดยเฉพาะหนังทีวีหรือหนังแผ่น) เพียงแต่ความสนุกหรือความน่าสนใจอาจจะไม่มากเท่าไรน่ะครับ จนมาเจอเรื่องนี้ที่ถือว่าน่าพอใจเลยล่ะ

Joel Edgerton ทั้งเขียนบท อำนวยการสร้าง กำกับ และแสดงเองครับ กับเรื่องของไซม่อนกับโรบิน (Jason Bateman และ Rebecca Hall) คู่สามีภรรยาที่ย้ายมาอยู่บ้านหลังใหม่ ที่นั่นพวกเขาได้พบกับกอร์โด (Edgerton) เพื่อนเก่าของไซม่อนที่ชอบแวะมาหาพวกเขาอยู่บ่อยๆ

แต่พอนานไปกอร์โดก็เริ่มมีพฤติกรรมแปลกๆ ครับ จนพอถึงจุดหนึ่งไซม่อนก็บอกกับกอร์โดตรงๆ ว่าไม่ต้องการให้การ์โดแวะมาหาพวกเขาอีกแล้ว… แต่คงพอเดาได้ใช่ไหมครับว่ากอร์โดไม่หยุดแค่นั้นอย่างแน่นอน

หนังทำได้น่าติดตามดีครับ บรรยากาศมันชวนให้ผวา มันบิ้วให้เราเกิดความรู้สึกไม่ไว้ใจในอะไรต่อมิอะไรได้ดีพอสมควร ไม่ว่าจะตัวละครที่ดูเหมือนทุกคนจะมีปมอะไรบางอย่าง หรือบรรยากาศของฉากต่างๆ ที่แม้บางตอนมันไม่ได้มืดหรือไม่ได้มีฉากน่ากลัวอะไร แต่มันก็ยังทำให้เราสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในซีนหรือเรื่องราวนั้นๆ

ในขณะที่เนื้อเรื่องอาจไม่ได้แปลกใหม่อะไรมากครับ หลายอย่างออกแนวสูตรเดิมๆ ที่เคยถูกใช้มากับหนังแนวนี้แล้วหลายหน มีการหักมุมพลิกโผบ้าง แต่ Edgerton ก็สามารถเอาของเก่ามาเล่าใหม่ได้อย่างน่าสนใจ ครบเครื่องทั้งความสะพรึงและความน่าติดตาม

ผมว่าหนังทำออกมาได้มีพลังพอสมควรนะครับ พลังที่ว่ามาจากหลายองค์ประกอบ อย่างในแง่บรรยากาศก็ถือว่าได้อารมณ์หนังลึกลับซ่อนเงื่อนแบบกำลังดี ในแง่การแสดงก็ถือว่าเลือกดารามาได้เหมาะ Hall ไปได้ดีมากๆ กับบทภรรยาที่สัมผัสได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวเธอ บทของเธอนี่ชวนให้นึกถึง Rosemary’s Baby ขึ้นมากลายๆ เลยล่ะ

Bateman ก็แสดงได้เจ๋งครับ ปกติเรามักจะได้เห็นแกเล่นบทฮาๆ แต่มางานนี้แกก็สามารถแสดงออกในเชิงดราม่าผสมระทึกขวัญได้แบบพอเหมาะ ส่วน Edgerton ก็ออกแนวบทสมทบครับ แต่เป็นบทสมทบที่คนดูต้องจดจำ เพราะคาแรคเตอร์ของพี่แกมีอะไรแปลกๆ อยู่เยอะจริง

ตัวหนังถือว่าประสบความสำเร็จทั้งคำชมและรายได้ครับ หนังลงทุน $5 ล้าน แล้วก็ได้คืนมาประมาณ $58 ล้านจากทั่วโลก จัดว่าสวยทีเดียวครับ ถือเป็นการแจ้งเกิดในฐานะผู้กำกับที่น่าพอใจของ Edgerton (ใจตอนนี้คืออยากรู้ครับว่าผลงานต่อไปของพี่แกจะเป็นอะไร อยากดูนะเนี่ย)

+++++++++++++++++++++++++
++ ถัดจากนี้ถือว่าสปอยล์นะครับ ++
++ ไม่อยากทราบอย่าอ่านต่อครับ ++
+++++++++++++++++++++++++

ผมว่าบทหนังเขียนออกมาได้ดีครับ มันสะท้อนความจริงของคนได้ไม่เลวเลย เพราะเรื่องราวที่มันเกิดขึ้นทั้งหมดกับตัวละครอย่าง ไซม่อน นั้นก็เพราะการกระทำของตัวเขาเองนั่นแหละครับ

ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าคนแบบไซม่อนน่ะมีอยู่ทั่วไป คนที่ชอบแกล้งคนอื่น สนุกกับการรังแกและทำอะไรตามแต่ใจ โดยไม่สนว่าคนอื่นจะเดือดร้อนปางตายแค่ไหน เป็นคนประเภทที่ไม่รู้สึกเลยว่าตนเองทำอะไรผิดไปบ้าง และไม่คิดจะแก้ไขอะไรทั้งนั้น (ดีแต่แก้ตัวเป็นสรณะ)

ตอนจบก็ถือว่าสะใจดีครับ ผมมองว่าการที่ไซม่อนต้องตกอยู่ในสภาพตายทั้งเป็นแบบนั้น ก็เพราะเขาเป็นคนแบบนั้นนั่นเอง เป็นคนที่คิดร้าย คิดไม่ดี คิดเห็นแก่ตัว ไม่คิดหวังดีกับใคร แล้วก็ไม่คิดว่าใครจะหวังดีกับตน เขาก็จะคิดในทางร้าย มองในทางร้ายไว้เสมอ

จนสุดท้ายมันกลายเป็นเหมือนคุกที่ขังเขาไว้น่ะครับ เขาเป็นคนจับตัวเองมาขังไว้ในคุก เป็นเรือนจำที่เขาจะหลอนตัวเองไปจนตลอดตราบที่ยังมีชีวิต จัดเป็นการตกนรกทั้งเป็นอย่างแท้จริง

หนังก็ชี้ชวนให้เราสำรวจ “ความคิด” ของเราอยู่ในทีนะครับ เราคิดแบบไหน เราก็จะทำแบบนั้น แล้วเราก็จะได้ผลแบบนั้นเช่นกัน… จะนรกหรือสวรรค์ ก็มีเรานี่แหละครับเป็นคนชักพาชีวิตไป…

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7.5/10)

 

 

Advertisements