Animation/Cartoon

Coco (2017) วันอลวน วิญญาณอลเวง

6cbb943a8973ec66de94483295d2135c

ครอบครัวคือพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับชีวิตคนครับ เพราะถ้ามีครอบครัวที่ดี ที่คอยประคับประคอง คอยรับฟ้งสิ่งที่อยู่ในใจของเรา แนะนำแนวทางในการดำเนินชีวิต รวมถึงให้กำลังใจเราในวันที่เจอกับปัญหาแล้วล่ะก็ จะเท่ากับเรามีแต้มต่อสำคัญ ในการตั้งหลักชีวิตได้

และในทางกลับกันครับ หากครอบครัวของเรามีแต่ความเหินห่าง ต่างคนต่างไม่สนใจความรู้สึกของกันและกัน คอยซ้ำเติมเย้ยหยันกัน หรือไม่พยายามที่จะปรับตัวเข้าหากัน ไม่พยายามที่จะเปิดใจรับฟังกัน เรานั้นก็คงเต็มไปด้วยความเจ็บช้ำ

ซึ่งหากเราโตมาในครอบครัวแบบนั้น ก็จะขึ้นกับเรานั่นแหละว่าเราจะเลือกเดินทางไหน เราจะให้เรื่องแย่ๆ ในครอบครัวมาเปลี่ยนให้เรากลายเป็นคนอมทุกข์จนหมดแรง หรือเราจะใช้มันเป็นแรงผลักดันในการค้นหาทางเดินชีวิตใหม่ที่ดีกว่า

จริงๆ ไม่มีอะไรการันตีหรอกครับว่าครอบครัวที่ดีจะนำมาซึ่งชีวิตที่ดีเสมอไป เพราะยังมีปัจจัยแวดล้อมอีกมากมายที่มีผลต่อตัวเรา แต่อย่างน้อยที่สุดครอบครัวก็เป็นเหมือนดินที่เพาะให้เราเติบโต ลองว่าเรามีดินที่ดีโอบกอดเราไว้ โอกาสที่เราจะเติบโตอย่างมั่นคงแข็งแรงก็จะมีมากกว่า

Coco ก็เป็นผลงานใหม่จาก Pixar ที่หยิบเอาประเด็นครอบครัวมาบอกเล่าให้เราประทับใจกัน โดยรสชาติจะต่างจากหนังเรื่องอื่นอยู่บ้างครับ เพราะเหตุการณ์หลักกับเหล่าตัวละครเป็นคนเม็กซิกัน เลยทำให้คาแรคเตอร์ งานภาพ รวมถึงขนบอะไรหลายๆ อย่างจะมีกลิ่นอายของเม็กซิกันเยอะอยู่

เรื่องหลักๆ ก็ว่าด้วยเจ้าหนูมิเกลที่มีใจรักในเสียงดนตรีครับ แต่เผอิญว่าตระกูลเขาเกลียดดนตรีเข้ากระดูกดำ เลยทำให้มิเกลต้องแอบๆ ซ่อนๆ จนอยู่มาวันหนึ่งพอเรื่องแดงขึ้นมาจนเขาโดนคนในบ้านดุ เขาเลยหนีออกจากบ้านหมายจะขึ้นไปแสดงดนตรีบนเวที

แต่เพราะเขาไม่มีกีตาร์ เขาเลยย่องไปหวังจะยืมกีตาร์ที่หลุมศพของเออร์เนสโต เดอ ลา ครูซ และนั่นก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาก้าวเข้าสู่โลกหลังความตายครับ เขาได้เจอญาติมิตรที่จากโลกนี้ไปแล้วมากมาย แต่เขาหารู้ไม่ว่าการผจญภัยที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น

coco-2017-review-a-magical-odyssey-of-death-and-family-9

สิ่งแรกที่ผมชอบคือสีสันจัดจ้านของหนังครับ เรียกว่าปรุงแบบจัดเต็มเลยทีเดียว ซึ่งภาพที่ออกมาก็แปลกตาดีครับ มันคือการตัดกันของแสงสีสดใส (โดยเฉพาะสีเหลืองเรืองรอง) กับบรรยากาศของโลกหลังความตายที่เน้นโทนสีดำกับสีหม่น ซึ่งทำให้ภาพที่ออกมามันมีเสน่ห์สวยงามดีทีเดียวครับ

ต่อมาคือดนตรีรสเม็กซิกันที่บรรเลงได้พอเหมาะ เพลงก็ถือว่าไพเราะได้อารมณ์ ซึ่งผมถือว่านี่เป็นเสน่ห์อีกอย่างของหนังครับ ดนตรีมันจะไม่ใช่แค่ดนตรีนิ้งหน่องหรือเพลงประกอบทั่วๆ ไป แต่มันคือดนตรีที่สื่อถึงอารมณ์ของแต่ละฉาก โดยเฉพาะอารมณ์โหยหาที่ถืิอเป็นธีมสำคัญในใจของตัวละครหลัก

อย่างมิเกลนั้นในเบื้องต้นเขาโหยหาที่จะมีอิสระ โหยหาที่จะได้ปล่อยใจไปตามห่วงทำนองของดนตรี แต่ส่วนลึกกว่านั้นเขาก็โหยหาการยอมรับจากครอบครัว เขาพยายามหาเหตุผล หาข้อดีทุกอย่างเพื่อที่จะขอแรงสนับสนุนจากคนในครอบครัว หรือเฮคเตอร์ ผีผู้เป็นญาติตนหนึ่งของเขาก็มีสิ่งที่โหยหาต่อครอบครัวเช่นกัน (ใครดูแล้วคงเข้าใจ)

ท่วงทำนองแห่งความโหยหาในอะไรบางอย่างมีให้ได้ยินอยู่ตลอดครับ ซึ่งมันก็สอดคล้องกับฉากหลังที่เป็นโลกแห่งความตาย มันคือโลกที่ชีวิตไปถึงจุดสิ้นสุด ตัวพวกเขาเองไม่มีอนาคต เขาทำได้เพียงโหยหาถึงอดีต ไม่ว่าจะครอบครัวที่พวกเขาจำต้องทิ้งไว้เบื้องหลัง, สารพัดเรื่องดีและเรื่องเศร้าเก่าๆ ที่ผ่านไปแล้ว ฯลฯ

ยอมรับว่าธีมน่าสนใจ และรสที่ปรุงออกมาก็ถูกใจผมทีเดียวครับ ถูกใจทั้งภาพ ทั้งสาระ ทั้งบรรยากาศ ทั้งเพลง ทุกอย่างช่วยกันเสริมให้ Coco มีรสชาติที่พอเหมาะ มีทั้งส่วนผสมแบบการ์ตูน Disney และ Pixar เก่าๆ เข้ากับบรรยากาศใหม่ๆ ได้อย่างกลมกล่อม

โดยรวมผมชอบครับ แต่สารภาพตรงๆ ว่าไม่รู้เป็นอะไร เวลาการ์ตูน Pixar มาทีไร ผมจะไม่เกิดความกระตือรือร้นในการชม เหมือนว่าจริงๆ ก็อยากดูน่ะ แล้วรู้อยู่ว่ามันต้องออกมาดีแน่ๆ แต่จะดีมากหรือดีน้อยเท่านั้นแหละ และมั่นใจด้วยว่าเดี๋ยวยังไงก็ต้องซื้อแผ่นเก็บ แต่มันจะไม่อยากดูจัดๆ แบบหนังคนแสดงทั่วๆ ไป สังเกตตัวเองมาหลายที เป็นแบบนี้ตลอด แอบขำตัวเองเหมือนกันครับ 555

หนังถือได้ว่าสนุกดีครับ ตอนต้นๆ อาจต้องปรับตัวปรับใจกันสักนิด ด้วยโทนของหนัง ด้วยลีลา ด้วยอะไรหลายอย่างที่เราอาจไม่คุ้น แต่พอผ่านไปสักพักอะไรๆ ก็เริ่มเข้าที่ครับ ช่วงกลางๆ ลากยาวมาถึงช่วงท้ายนี่มีอะไรให้ติดตามมากขึ้น ก่อนจะสรุปจบลงแบบชวนให้ประทับใจ

หนังกำกับโดย Lee Unkrich แห่ง Toy Story 3 และได้ Adrian Molina มาร่วมกำกับ ซึ่งถ้าให้ว่าตรงๆ แล้ว หนังทำออกมาได้ดีครับ เพียงแต่บางสิ่งบางอย่างหรือบางจังหวะก็อาจมีจุดแปร่งๆ บ้าง ซึ่งก็ไม่แปลกครับเพราะบางทีการจะเอารสเม็กซิกันมาปรุงในการ์ตูนสไตล์อเมริกันมันก็ไม่ง่าย แต่โดยรวมแล้วผมชอบครับ

การดู Coco ก็ทำให้ผมตระหนักนะ ว่าหลายสิ่งมันต้องสอดประสานกัน มันคงจะดีน่ะครับว่าเรามีความฝันและมุ่งมั่นที่จะทำมัน โดยมีครอบครัวหรือคนใกล้ตัวคอยช่วย ถ้าพลังแต่ละภาคส่วนของชีวิตเราสามารถมารวมกันได้ มันก็เหมือนแสงที่ได้รับการส่องผ่านเแว่นขยาย มันจะมีพลังมากขึ้นแบบเห็นเด่นชัดกว่าตอนเป็นแสงกระจายไปคนละทาง

และเรื่องราวที่มิเกลไปเจอในโลกหลังความตายนั้น ก็สอนให้เขาตระหนักทางสายกลางแห่งทางเลือก บางทีการสุดโต่งกับอะไรมากเกินไปมันก็ไม่ดี อย่างเช่นถ้าเราจะตามฝันแบบสุดซอย ตามแบบไม่สนใจใคร ไม่ฟังคำทัดทานอะไรเลย หรือไม่พิจารณาปัจจัยความเหมาะสม มันก็อาจไม่ใช่เรื่องดี เพราะเราอาจหลงทางไปก็ได้

ขณะเดียวกันก็เป็นบทเรียนให้คนที่มีครอบครัวด้วยครับ ว่าถึงยังไงคนในครอบครัวก็คือคนในครอบครัว หากทำได้ก็ควรหันหน้าเข้าหากัน ประสานใจเข้าด้วยกัน ทำความเข้าใจกันและกัน เปิดใจต่อกัน มันย่อมดีกว่า เพราะเราต้องอยู่ร่วมกันไปอีกนานครับ ระหว่างอยู่แบบจำทนกับอยู่แบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ทำดีประคองกันไป แบบหลังย่อมดีกว่า

gqk6fLXiJnuHRF3IC2sNAfnRJo6

และไปๆ มาๆ หนังก็มีอะไรให้พูดถึงมากกว่าแค่ตัวหนังอีกครับ อย่างกรณีดราม่าที่เกิดขึ้นกับการ์ตูนสั้น Olaf แล้วก็มีการลากยาวมาถึงตัวหนังโดยที่บางคนดูแล้วเกิดความรู้สึกว่าหนังมีการเหยียดเชื้อชาติ ซึ่งบางคนก็รู้สึกแบบนั้นจริงๆ แต่บางคนก็มองว่าคนที่รู้สึกแบบนั้นจะคิดมากไปหรือเปล่า ก็มีหลายมุมมองต่างกันไปครับ

ยอมรับว่าช่วงต้นๆ ของหนัง อาจทำให้หลายคนคิดไปในทิศทางนั้น เพราะพฤติกรรมของหลายๆ ตัวละครมันดูจะสุดโต่ง หรือไม่ก็อาจจะดูหยาบคายสำหรับบางคน อย่างการที่ตัวละครหนึ่งถึงขั้นเอารองเท้ามาตบอีกตัวละครหนึ่ง มันก็เป็นอะไรที่ดูแรงอยู่ไม่น้อย

จุดนี้ก็พอเข้าใจน่ะครับ คือมันก็ทำให้หลายคนคิดได้เหมือนกันว่า “นี่คุณมองคนเม็กซิกันว่าเป็นคนแบบนี้หรือ มองว่าพวกเขาหยาบคาย ไร้การศึกษาแบบนี้หรือ” ซึ่งจริงๆ ไม่ว่าชาติไหนก็มีทั้งนั้นล่ะครับคนที่หยาบคาย ร้ายกาจ เห็นแก่ตัวน่ะ แต่เรื่องพวกนี้บางทีมันก็ละเอืยดอ่อน เพราะคนเรารับรู้ต่างกัน โตมาต่างกัน ดังนั้นบางสิ่งที่เราไม่ถือ ก็ใช่ว่าคนอื่นจะไม่ถือเหมือนเรา

มันก็เหมือนว่าถ้าจีนทำหนังเกี่ยวกับทหารจีนในเชิงเชิดชูวีรกรรม คนก็อาจมองว่า “นี่มันหนังโปรจีนนี่หน่า” แต่หากเป็นคนอเมริกาทำหนังทหารจีนนั่นเรื่องเดียวกันแบบเป๊ะๆ คนที่ดูก็อาจมองว่าเป็นการประชดก็ได้ มองว่าอเมริกาทำเพื่อเอาใจจีนก็ได้ (หรือจริงๆ มันอาจไม่ได้มีอะไรเลยก็ได้ แค่คนทำอยากทำเท่านั้นเองก็ได้)

ส่วนผมนั้น มองในมุมว่าฉากตอนต้นๆ เหล่านั้นทีมงานคงพยายามที่จะทำให้สถานการณ์ให้มันดูสุดโต่ง ดูเข้มข้นมากๆ บีบมากๆ เพื่อทำให้เราเข้าใจถึงนาทีที่มิเกลตัดสินใจวิ่งหนีออกมา – บางทีเมื่อเวลาจำกัด การทำสถานการณ์ให้เข้มข้นก็เป็นทางออกหนึ่งที่ทำให้จุดพลิกผันดูมีเหตุผล

นอกจากนี้ ยังผมมองว่าทีมงานเขาตั้งใจทำเรื่องนี้ออกมากึ่งๆ เป็นหนังต้อนรับเทศกาลปลายปีน่ะครับ พวกคริสต์มาส-ปีใหม่ เลยเอา Olaf ที่เป็นเรื่องของวันคริสต์มาสปะหน้า แล้ว Coco ก็เป็นเรื่องเทศกาลแห่งความตาย (Día de los Muertos) ซึ่งไม่ว่าจะเทศกาลไหนก็ล้วนมีความหมายและนัยภายในที่รอให้เราค้นพบ

ทั้งค้นพบสาระแห่งเทศกาลนั้นๆ และค้นพบบางสิ่งในตนเอง ^_^

สำหรับผม Coco เป็นแอนิเมชั่นที่น่าจะให้อะไรหลายอย่างกับใครหลายคน ผมเชื่อว่ามันจะกลายเป็นบทเรียนให้กับ Disney และ Pixar และมันจะช่วยขยายมุมมองของคนดูอย่างเราๆ ให้มองหลากมุม-มองต่างมุมได้ เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้ว สาระอย่างหนึ่งใน Coco ก็คือ “สิ่งที่เห็น สิ่งที่รู้ สิ่งที่คิดว่าจริง มันอาจมีความจริงอีกชุดหนึ่งซ่อนอยู่ โดยที่เราไม่เคยรู้ก็ได้”

สามดาวครับ

Star31

(8/10)

 

 

Advertisements