รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Flatliners (2017) ขอตายวูบเดียว

22688110_1806601872703939_394784957774609182_n

การรีเมค Flatliners ออกจะเป็นอะไรที่เสี่ยงอยู่ครับ เพราะการจะทำออกมาให้เด่นเท่าต้นฉบับนั้นค่อนข้างยาก (ยิ่งจะทำให้ออกมา “ดีกว่า” นี่จะยิ่งยากที่สุด) และผลลัพธ์ก็ดูเหมือนจะออกมาแล้วว่าหนังไปได้ไม่ไกลนัก 

แต่อย่างน้อยหนังก็ไม่ถึงกับล่มรุนแรงหากมองกันในเรื่องรายได้ เพราะลงทุนเพียง $19 ล้านเท่านั้น รายได้ทั่วโลกตอนนี้ได้ดไป $28 ล้าน.. ไม่มาก แต่ถ้าได้เงินเพิ่มตอนออกแผ่นและตอนฉายเคเบิ้ลก็น่าจะพอโปะต้นทุนได้อยู่

เรื่องราวก็มาในพล็อตเดิมแบบต้นฉบับครับ เรื่องของ 5 นักเรียนแพทย์ที่ทดลอง “ตายวูบหนึ่ง” เพื่อดูซิวาโลกหลังความตายมีอะไรรออยู่ และการทดลองครั้งนี้ก็นำพา “อดีต” และ เรื่องสยองมาสู่ชีวิตพวกเขา

บอกก่อนเลยว่าผมชอบเวอร์ชั่นต้นฉบับมากครับ จำได้ตอนดูสมัยนั้นฟอร์มมันสดมาก เพราะไม่ค่อยมีหนังเอาเรื่องโลกของความตายมาเล่นแบบเป็นเรื่องเป็นราว (แบบในเชิงวิทยาศาสตร์) และยังผนวกเอาเรื่องผลกรรมและผลแห่งการกระทำใส่ลงไปด้วย

จุดเด่นของฉบับนั้นคือ 5 นักแสดงที่ถือว่ายอดฝีมือและเป็นระดับแม่เหล็ก อีกทั้งงานภาพที่มีความอลังผสมอารมณ์กอธิคเข้าไป และการเล่นแสงสีอีก จนทำให้นั่นเป็นอีกหนึ่งงานเด่นที่สร้างชื่อให้กับ Joel Schumacher

ส่วนฉบับนี้ ความรู้สึกระหว่างดูก็คือมาทางเดียวกับต้นฉบับ แต่ความขลังดูจะลดลงไป เช่นเดียวกับงานภาพที่ดูจะเน้น CG มากกว่าจะเน้นเรื่องการเล่นแสงเงา ซึ่งตอนเอาไปเปิดดูกับ TV ตอนออกแผ่น Blu Ray มันก็คงจะสวยดีน่ะครับ เพียงแต่มันไม่ได้แปลกใหม่อะไร

จริงๆ ตอนกลางๆ หนังทำให้นึกถึง Final Destination ครับ จนผมกลัวด้วยว่าหนังจะเป่ไปจากแก่นสารเดิมที่ต้นฉบับเคยเล่นไว้ไหม หรือจะกลายเป็นหนังสยองโกงความตายแบบเต็มตัว แต่ก็ยังดีครับที่สุดท้ายหนังยังคงสรุปแบบที่ให้เรานึกถึงเรื่อง “ผลกรรม” มากกว่าจะกลายเป็นแนวสยองวัยรุ่นทั่วๆ ไป

ในแง่นักแสดง ก็คงต้องบอกว่าอยู่ในระดับกลางๆ ครับ ไม่ว่าจะ Ellen Page, Diego Luna, Nina Dobrev, James Norton และ Kiersey Clemons ซึ่ง 3 คนแรกถือว่าพอมีชื่อ ส่วน 2 คนหลังคนไทยก็อาจยังไม่คุ้นนัก ซึ่ง Page กับ Dobrev ถือว่าเล่นได้เด่นพอตัวครับ ในขณะที่คนอื่นๆ ก็อยู่ในระดับโอเค

และต้องขอย้ำว่านี่เป็นงานรีเมคครับ เพราะบางคนพอเห็น Kiefer Sutherland มาเล่นเป็นอาจารย์หมอแล้วก็อาจชวนให้คิดไปได้ว่าเขาคือเนลสันจากต้นฉบับและนี่คือหนังภาคต่อ แต่จริงๆ ตัวละครที่เขาเล่นในฉบับนี้คือ แบร์รี่ วูลฟ์สัน เป็นคนละคนกันครับ

ตัวหนังจริงๆ ไม่มีอะไรเด่น ออกแนวเรื่อยๆ แต่ก็ยอมรับว่าเหตุการณ์ตอนกลางๆ เรื่องก็ทำให้ผมตกใจพอสมควรครับ ในแง่หนึ่งก็ถือว่าดีที่หนังพยายามจะแหวกไปจากต้นฉบับบ้าง และเรื่องนี้กำกับโดย Niels Arden Oplev ที่กำกับ The Girl with the Dragon Tattoo ภาคต้นฉบับน่ะครับ แต่ก็บอกได้เลยว่าเรื่องนี้สู้ผลงานเรื่องนั้นของเขาไม่ได้เลย

ครับ เอาเข้าจริงหนังไม่ได้มีอะไรเด่น แต่ผมก็ยังรู้สึกดีที่ยังไงหนังก็ยังคงแก่นของเรื่องไว้ นั่นคือ ทุกการกระทำย่อมมีผลตามมา โดยเฉพาะการที่เราทำไม่ดีกับใครเอาไว้ ผลแห่งการกระทำนั้นมันอาจย้อนมาทำร้ายเรา ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งมันก็เป็นกฎแห่งกรรมในเชิงเหตุและผลน่ะครับ

ผมชอบประโยคที่ตัวละครหนึ่งพูดตอนท้ายว่า “แค่การขอโทษยังไม่ดีพอ แต่เราต้องกล้าเผชิญหน้ากับสิ่งที่เราทำไป จากนั้นก็อภัยให้กับตนเอง” มันดูเป็นคำตอบที่ดีสำหรับเรื่องนี้ครับ เพราะจริงๆ ผมเชื่อว่าเราต้องเคยทำผิดกันมาบ้างแหละ และบางครั้งมันก็หลอกหลอนเรา หรือส่งผลต่อปัจจุบันขณะจนชีวิตเราเสียหาย ดังนั้นทางที่ดี ก็คืออย่าไปทำไม่ดีกับใคร แต่หากทำไปแล้ว เราก็ต้องกล้าเผชิญและแก้ไขมัน หรือถ้าแก้ไม่ได้ เราก็ต้องยอมรับ และหาทางออกอื่นๆ ต่อไป

หนังอาจไม่ได้เด็ด แต่แง่คิดก็สะกิดเราได้โอเคครับ

ไม่ถึงสองดาวครับ

Star12

(5/10)