Action

Showtime (2002) โชว์ไทม์ ตำรวจจอทีวี

Showtime2002

ไม่มีอะไรกวนโทสะได้มากไปกว่าการที่เครื่องคอมดันมาแฮงค์ตอนเรากำลังพิมพ์เพื่อโพสต์ลง!
ไม่เกี่ยวอะไรกบหนังครับแต่อยากระบายนิดหน่อย แหม อุตส่าห์พิมพ์ๆๆๆ แล้วก็วืด มันค้าง เฮ่อ แม้กายจะอยู่นิ่ง แต่จิตใจหาอะไรมาทุบเครื่องคอมไปเรียบร้อย

เอาล่ะหมดวาระแห่งการระบาย มาเข้าเรื่องหนังกันนะครับ เมื่อกี้ผมเขียนไว้ว่ายังไงหว่า …

โอเค คืออย่างนี้ครับ หนังเรื่อง Showtime ที่ผมกำลังจะเอามาพูดนี้ดูนานแล้วล่ะครับ ช่อง 7 ก็เอามาฉายไปแล้วมั้ง ก็เก่าพอดู ตอนดูรอบแรกนั้นนึกไปถึงชื่อ 15 Minutes ทันที

ไม่ทราบว่ารู้จักหนังเรื่อง 15 Minutes กันไหมนะครับ มาจะเล่าให้ฟังสั้นๆ ไว้ค่อยเล่ายาวอีกทีในอนาคต หนั้งก็แสดงโดย Robert De Niro และ Edward Burns ครับ เรื่องของสองนายตำรวจที่ต้องตามล่าฆาตกรโหดที่หมายมั่นว่าจะดังด้วยการฆ่าคนออกทีวี แม้หนังจะไม่ได้เด็ดขาดในเรื่องการดำเนินเรื่อง แต่ที่ผมชอบคือประเด็นการกัดวงการทีวีที่เอาแต่เรตติ้งจนไม่คิดจะมองถึงผลเสียที่ตามมา

จากนั้นไม่นาน ก็เจอเรื่องนี้อีกครับ De Niro นำแสดงอีก เป็นตำรวจคู่กับ Eddie Murphy แต่แนวหนังคนละลู่เลย เน้นฮาขายความบันเทิงกันมากกว่า ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกครับ คนกำกับคือ Tom Dey จากหนังบู๊ย้อนยุค Shanghai Noon ไง ออกมาเป็นหนังเครียดสิถึงแปลก ยิ่งอีตา Murphy มาจอยด้วยเนี่ย

มิตช์ เพรสตัน (De Niro) นายตำรวจสุดยอดจริงจัง เต็มร้อยตลอดทุกการกระทำในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ กับเทรย์ เซลลาร์ส (Murphy) ตำรวจโคตรกะล่อนที่วันๆ เอาแต่จะหาเรื่องออกทีวี หรือไม่ก็ไปคัดตัวเข้าแสดงหนัง ทั้งคู่ไม่น่าจะมาเกี่ยวข้องกันเลย จนกระทั่งเชส เรนซี (Rene Russo) ผู้ผลิตรายการโทรทัศน์เกิดปิ๊งไอเดียสร้าง Reality โชว์ที่นำเสนอสดๆ กับชีวิตเสี่ยงตายของนายตำรวจคู่นี้ ซึ่งเทรย์ล่ะแทบจะตะโกนว่าดีใจครับ ในขณะที่มิตช์กลับเซ็งสุดขีด แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ เพราะโดนเบื้องบนแทงเรื่องมา

แล้วหนังก็เบาๆ อย่างที่ผมเกริ่นไว้ ไม่เครียดครับ ดูได้สบายๆ แต่ก็ต้องทำใจครับ หลักๆ มันมาพร้อมความสบายอย่างเดียวจริงๆ พวกความตื่นเต้น ชวนลุ้น หรือตามสืบอะไรนี่ไม่มีเลยครับ ความฮาก็ไม่ได้มากมายนะ แค่พอเพลินๆ น่ะ ความดีความชอบต้องยกให้สองดารานมืออาชีพ De Niro กับ Murphy ที่จับคู่กันพยายามเรียกเสียงฮาได้ดี อย่าง De Niro ก็นิ่งๆ ขรึมๆ วันดีคืนดีก็อาละวาดหรือไม่ก็มองหน้า Murphy แบบนิ่งๆ ดูไปพาลนึกถึง MIB ครับ ส่วนพี่ Murphy ก็มาฮา ทำบ้าทำบอไปตามเรื่อง บทแบบนี้พี่แกถนัดนักล่ะครับ

ผมว่าจุดหนึ่งที่ทำให้ Shanghai Noon งานชิ้นก่อนของผู้กำกับ Dey ออกมาเพลิน ก็เพราะได้ดาราดีกับฉากแอ็กชันที่ใส่มาตลอดน่ะแหละ มันสดไงครับ แต่กับเรื่องนี้จะให้สองพระเอกของเรามากระโดดหมุนตัวจระเข้ฟาดหางก็เว่อร์ไปหน่อยล่ะ ทำให้จุดขายลดลง เหลือแค่สองดารานำ ส่วนเรื่องบทผมว่ามันอ่อนพอกันแหละครับ แต่มันต่างกันตรงที่เรื่องโน่นเล่นอะไรได้เยอะกับฉากเสี่ยงตา แต่เรื่องนี้กระดิกไม่ได้มาก เพราะเอาเข้าจริงๆ หนังก็ลงสูตรตำรวจคู่หูดูโอที่ไม่งรอยกันในตอนแรก ค่อยๆ มาจับมือกันในภายหลัง … แต่ก็ไม่เชิง เพราะผมดูจนจบแล้วยังไม่เห็นเลยว่าไอ้พี่สองตำรวจนี่จะลงรอยกันอ้ะ เออ

ความฮาที่ถือว่ามากที่สุดน่าจะเป็นบทรับเชิญของ William Shatner เจ้าของบทกัปตันเคิร์กแห่งหนังชุด Star Trek ที่มาล้อเลียนตัวเอง

บางคนอาจไม่ทราบนะครับ ว่า Shatner ไม่ได้ดังจากบทเคิร์กอย่างเดียวเท่านั้นแต่พี่แกยังเล่นเป็นตำรวจตงฉินมือปราบพระกาฬนาม ที.เจ. ฮุกเกอร์ไว้ด้วย และมันก็ดังพอตัวเลยล่ะครับ โดยในเรื่องนี้พี่แกก็มาเล่นบทแซวตัวเองน่ะแหละ เป็นที.เจ. ฮุกเกอร์ที่มาเพื่อสอนสองตำรวจนี่ให้ขึ้นกล้อง รู้สึกเล่นมุมกล้องตอนออกทีวี ช่วงนี้แหละพอจะบอกได้ว่าฮาดีครับ

แล้วก็เป็นธรรมเนียมของหนังตำรวจครับที่จะต้องสร้างตัวร้ายขึ้นมาให้พระเอกไล่ปราบในตอนไคลแม็กซ์ แต่เรื่องนี้มันสร้างออกมาแบบ ยัดๆ ประมาณว่าให้มีตัวร้ายพอ แต่ไม่ดันให้ตัวร้ายเด่นเลยนะ พี่แกโผล่มารอบนึงตอนต้นเรื่อง ส่วนหลังจากนั้นหายไปเลย โผล่มาอีกทีก็ตีกับพระเอกแล้ว เหมือนใส่ไปอย่างนั้นจริงๆ ซึ่งก็เสียดายล่ะครับ เพราะฉากเปิดตัวผู้ร้ายที่ชื่อ วาร์กัส (Pedro Damian) นั้นทำได้ดี อาวุธที่พวกนี้มีก็จัดว่ามหาประลัยไม่ใช่ย่อย จนอดคิดไม่ได้ว่าตอนตีกับสองตำรวจต้องมันส์แน่ แต่ที่ไหนได้ ฮือๆ ตอนหลังไม่ได้มีอะไร แถมยังจนแต้มอย่างโง่ๆ เสียด้วย แหมพี่ มาทำให้ผมหวังทำมาย

ผลสรุปเบ็ดเสร็จเลยเป็นหนังคู่หูตำรวจที่ผ่านมาแล้วผ่านไปอีกเรื่อง (มว่ามีน้อยคนล่ะครับที่จำเรื่องนี้ได้) จริงๆ มันน่าจะยัดการกัดการเสียดสีวงการ Reality ได้เยอะกว่านี้มากครับ หรือใส่ส่วนของดราม่าซึ่งคอหนังแอ็กชันแนวคู่หูตำรวจย่อมรู้ดีว่าหัวใจหนึ่งอย่างของหนังแนวนี้ ที่ทำให้หนังแนวนี้หลายเรื่องดังมาแล้วคือการทำให้ตัวละครมีมิติ มีเลือดเนื้อ ไอ้ฉากแบบนั่งคุยกันปรับทุกข์นิดหน่อยน่าจะใส่มาบ้าง แต่ก็นั่นแหละครับ โดนละเลยไปเรียบร้อย

ว่าแต่ฝรั่งก็ไม่ได้ เพราะบ้านเราก็ละเลย ยัดแต่แกแอ็กชันจนลืมประเด็นความเป็นคนเหมือนกัน

ไม่มากความครับ ไม่ได้น่าเสียเงินดู แต่ถ้าท่านเจอฉายทางทีวีหรือเคเบิ้ลก็ดูได้ สบายๆ มันๆ เพลินพอได้เหมือนกัน แต่ถ้าเสียตังค์ล่ะอย่าดีกว่า เพราะจะมีคำว่า ดาย มาแทรกระหว่างคำว่า เสียตังค์

นี่ผมพูดถึงแง่ความบันเทิงนะครับว่ามันไมได้มากมายอะไร แต่ถ้าแง่สาระ ก็พอติดไม้ติดมือได้ตามระเบียบ

จุดที่มองได้ตรงๆ เลยคือบุคลิกและการทำงานของสองตำรวจ มิตช์กับเทรย์ ตัวมิตช์นั่นทำงานจริงจังสายตัวแทบขาด เห็นว่าเทรย์ทำตัวไร้สาระตลอด แต่ไปๆ มาๆ คนที่เป็ขวัญใจชาวบ้านกลับเป็นเทรย์ ที่ทำอะไรไม่ค่อยเป็นแต่โปรโมตตัวเองเก่ง ถ้าเรามองความเป็นจริงในโลกก็น่าจะเห็นนะครับ คนทำดีจริงๆ ล้วนเข้าข่ายปิดทองหลังพระทั้งสิ้น ไมได้มาป่าวประกาศว่าตัวทำดี แต่คนบางพวกโปรโมตมากๆ คนก็ตามกระแสดูแห่ชอบกันไป อันนี้ไม่ได้มาบอกไห้เกลียดคนชอบโปรโมตตัวเองนะครับ ไม่ใช่อย่างนั้นเลย ผมอยากจะบอกแค่ว่า โลกนี้มีคนหลายประเภทครับ ทำดีไม่หวังผล หรือทำดีเพื่อหวังดัง แต่ยังไงก็ตามการไปตั้งแง่บอกว่าพวกทำดีหวังผลไม่ใช่คนน่านับถือมันก็ไม่ถูกอีกนั่นแหละ แค่อยากให้เข้าใจความคิดความอ่านของคนเหล่านั้น เข้าใจเป้าประสงค์ของคนเหล่านั้นไว้ เพื่อเราจะได้รู้เท่าทัน และไม่ได้ไปดูแห่อย่างไร้สติ แยกแยะให้ถูกทางการกระทำครับ ไม่ใช่เหมาไปหมดว่าคนทำแบบนี้ไม่ดีตั้งแต่เกิดแน่ๆ

อย่างเทรย์แม้จะบ้าๆ บอๆ ทำดีเอาหน้า แต่ในมุมหนึ่งพี่แกก็รื่นเริงดีล่ะครับ เป็นเหมือนความสนุกสนานเล็กๆ น้อยที่คนดูได้รับ ซึ่งเราก็สามารถหยิบเอาข้อดีอันนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของตัวเราได้

ผมมองว้ทั้งมิตช์และเทรย์นี่เป็นคนดีนะครับ แต่คนละขั้ว ซึ่งถ้าดูไปแล้ว แต่ละคนก็สุดโต่งกันไป แต่ถ้ามิตช์ลดความขรึมลงมานิด เทรย์เพิ่มความขึงขังเข้าไปหน่อย ทั้งสองคงเป็นตำรวจที่เด็ดสะระตี่ไม่ใช่เล่น

บางครั้งเราก็สามารถหยิบเอาบุคลิกที่ดีเล็กๆ น้อยๆ ของคนนั้นคนนี้มาเสริมตัวเราให้สมบูรณ์ขึ้นก็ได้เหมือนกัน

สองดาวครับ

Star21

(6/10)

Untitled03893

 

โฆษณา