รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Phantasm II (1988) วงจรประหลาด 2

339px-Phantasm_II

ห่างหายจากการโพสต์ไปนานนนนนนนน มากเลยนะครับครั้งนี้ พอมาโพสต์อีกทีก็รู้สึกแปลกๆ ยังไงก็ไม่ทราบ คือมันดีใจนะครับที่ได้กลับมาโพสต์อีก แต่ขณะเดียวกันใจผมเองก็ยังไม่อยากเชื่อว่าตอนนี้ผมได้กลับมารีวิวในบล็อกอีกครั้ง…

ที่หายไปนานก็เรื่องงานน่ะแหละครับ ต้องจัดการเรื่องหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คเล่ม 5 ที่เพิ่งวางจำหน่ายไป แล้วก็เตรียมหนังสือเล่มต่อไปอีก แล้วก็ต้นฉบับ MovieTime กับมีคนสนใจนิยายที่ผมเคยเขียนไว้นานแล้วอีก งานเลยเยอะครับ ไปนั่นมานี่แล้วก็นั่งจ้องหน้าจอคอม ปั่นงานแบบยาวนานจนพอกลับมาโพสต์อีกทีก็รู้สึกแปลกๆ … เหมือนห่างไปเป็นปีแน่ะ

กลับมาอีกทีก็ดีใจครับผม ซึ้งเหลือเกิน

เอาล่ะครับ ระบายความปลื้มใจไปแล้ว ขอลงรีวิวต่อเลยนะครับ เพราะเล่นพูดถึงภาคหนึ่งแล้วหายไปเลย ภาคสองสามสี่ไม่มีเล่าต่อ ตัวผมเองก็รู้สึกคาใจนะครับ เลยต้องเอาซะหน่อย วันนี้พอเสร็จภารกิจปุ๊บจับคอมต่อเน็ตลงทันที กับภาคที่ 2 ของ Phantasm (อ่านว่า แฟนแทสแซ่มน่ะครับ แซ่มนี่ออกเสียงแบบปลายลิ้น เบาๆ เสียงจะคล้ายๆ แทสแอ้มน่ะครับ เอ้า สอนภาษาอังกฤษวันละคำซะแล้ว)

ผมห่างจากการเขียนไป 10 กว่าวัน ส่วนหนังเรื่องนี้ก็สร้างห่างจากภาคแรก 10 ปีครับ ซึ่งจริงๆ Don Coscarelli ก็อยากทำภาคสองต่ออยู่นานแล้วครับ แต่ไม่มีใครออกทุนให้สักที ระหว่างนั้นเขาก็ไปทำหนังอย่าง The Beastmaster รอไปพลางๆ แต่ก็ยังไม่มีใครให้ทุน จนกระทั่งเขาไปติดต่อกับผู้อำนวยการสร้างของ Universal Pictures ซึ่งพอดีครับที่ผู้อำนวยการสร้างเป็นแฟนพันธุ์แท้หนังภาคแรก เลยไฟเขียวออกทุนให้ทันที เบ็ดเสร็จก็ใช้ทุนไป $3 ล้าน เป็นประมาณ 10 เท่าของภาคแรกน่ะครับ

phantasm2002

แต่บางทีโอกาสก็มาพร้อมกับความอึดอัด เพราะ Universal ใช้สิทธิ์ผู้ออกทุนมาบงการอะไรหลายๆ อย่างในเรื่อง เช่น Coscarelli อยากทำหนังในสไตล์ลอยๆ มึนๆ จบแล้วหลอนๆ ทิศทางไม่ชัดให้คนดูไปงงเอาเอง (อันทำให้หนังภาคแรกสนุกเยี่ยม) แต่ Universal สั่งการมาเลยครับว่าต้องกำหนดเรื่องให้ชัด และอธิบายอะไรในหนังให้คนดูเข้าใจ ห้ามพามึนเด็ดขาด ซึ่งเขาก็ยอมครับ เพื่อให้หนังได้สร้างออกมา

ทว่าเรื่องต่อมาที่ Universal บงการอันนี้ Coscarelli ก็เริ่มไม่ยอม คือ เขาอยากได้ดาราชุดเดิมมาแสดง แต่ Uni อยากให้เปลี่ยนดาราใหม่หมด เพราะดาราหน้าเดิมจากภาคแรกอย่าง A. Michael Baldwin และ Reggie Bannister พอจบหนังภาคแรกก็ไม่ค่อยเล่นหนังอีก ไม่ดังน่ะครับว่าง่ายๆ Uni เลยอยากให้ Coscarelli เอาดาราดังๆ มาแสดง แต่เขาก็ยอมแค่ครึ่งเดียวครับ นั่นคือยอมให้บทไมค์แสดงโดย James LeGros ดาราที่กำลังมาแรงในตอนนั้นแสดงแทน Baldwin แต่สำหรับบทเร็จจี้นี่ ยังไงก็ต้องให้ Bannister แสดงเท่านั้น ไม่งั้นไม่ตกลง สุดท้าย Uni ก็โอเคครับ เพราะตัวเอกเปลี่ยน ส่วนบทเร็จจี้เป็นบทสมทบ เลยไม่ซีเรียส (แต่เป็นบทสมทบที่แฟนๆ ชอบกันมากน่ะครับ ผมยังชอบเลย )

สำหรับหนังภาคนี้ก็เล่าถึงเหตุการณ์ 7 ปีจากภาคแรก ไมค์และเร็จจี้ยังคงทำหน้าที่ไล่ล่าเจ้าทอลแมน (Angus Scrimm) ปีศาจชายแก่ผู้ลึกลับที่คอยขุดสุสานตามเมืองต่างๆ แล้วก็เอาศพไป ทำเป็นปีศาจบ้าง หรือไม่ก็หยอดส่งผ่านประตูมิติไปบ้าง แต่ที่ร้ายกว่านั้นคือ ทุกเมืองที่เจ้าทอลแมนแวะไปขุดศพนั้น ชาวเมืองต่างพากันหายตัวไป หรือไม่ก็ตายกันหมด แบบนี้ไมค์กับเร็จจี้เลยต้องหาทางสู้กับมัน โดยภาคนี้มีนางเอกด้วยครับ เธอคือ ลิซ (Paula Irvine) สาวน้อยที่โดนเจ้าทอลแมนตามล่าเหมือนกัน

ยอมรับว่าเรื่องราวภาคนี้มีทิศทางมากขึ้นครับ ก็ถ้าคุณชอบหนังแบบหลอนๆ ลึกลับ จบแบบคลุมเครือ ผมว่าภาคแรกจะเหมาะกับคุณครับ แต่ถ้าคุณชอบหนังสยองแบบมีทิศทางก็น่าจะชอบภาคนี้มากกว่า เพราะมันไม่ค่อยคลุมเครือเท่าไร มีอะไรก็บอกตรงๆ ขนาดเจ้าทอลแมนก็เริ่มเดาๆ ได้แล้วว่ามันมาจากไหน และมันก็อมตะไม่แพ้พวกปีศาจสยองในหนังอย่างเฟรดดี้ เจสัน หรือไมเคิล ไมเยอร์สด้วยครับ ฆ่าไม่ตายน่ะ ว่างั้นเถอะ (เริ่มเข้าชมรมปีศาจหน้าด้านแล้วครับ ฮ่าๆๆๆ)

ตัวหนังจริงๆ ก็ไม่เลวนะครับ สนุก สยองด้วย Effect ดีขึ้น ลูกเหล็กมีพิษสงและดูร้ายกาจขึ้น ฉากก็ไม่เลวครับ อย่างตอนที่ไมค์กับเร็จจี้ไปดูสุสานที่โดนขุด แล้วภาคตรงหน้าคือสุสานที่ทุกหลุมโดนขุดออกมาหมด ดูแล้วน่ากลัวดีครับ หรือฉากในสถานเก็บศพที่แม้ภาคนี้จะไม่ได้ขาวโพลนแบบภาคก่อน แต่ก็ออกแบบได้โทรมๆ ดำๆ น่ากลัวดีเหมือนกันครับ

นักแสดง จริงๆ LeGros ก็แสดงได้ไม่เลวนะครับ แต่ในใจก็ยังอยากให้ Baldwin มาเล่นจะได้ต่อเนื่อง แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ส่วน Bannister ก็เป็นตัวฮา ขโมยซีนได้ดี และยังดูเป็นตัวละครที่รักเพื่อนพ้องมากด้วย พี่แกก็เด่นดีครับ แล้วก็ Irvine ที่มาแสดงเป็นนางเอก ก็น่ารักดีครับ แต่คนที่มาแรงแซงทุกโค้งยามปรากฏตัวคือ Scrimm หนึ่งเดียวคนนี้ในบท ทอลแมน จอมปีศาจประจำเรื่องที่ยังมาน่ากลัวได้เรื่อยๆ ผมชอบฉากตอนที่ตีกันช่วงสุดท้ายน่ะครับ ห้องๆ นั้น ดูขาวโพลน แล้วก็มีอุปกรณ์อะไรก็ไม่รู้เยอะไปหมด ดูง่ายแต่ก็น่ากลัวไม่เลว

ว่ารวมๆ คือถ้าชอบภาคแรก ภาคนี้อาจเป็นอีกแนวหนึ่งนะครับ มีความเป็นหนังสยองตามสูตรอยู่บ้าง แต่ก็สนุก สยอง น่าติดตามใช้ได้ ปมปริศนาก็น่าสน ตัวตนของทอลแมนก็เริ่มๆ เปิดเผยภาคนี้แหละว่ามันคืออะไร

สรุปว่าดูต่อได้เลยครับ ไม่เลวสำหรับหนังสยอง ผมว่าได้มาตรฐานดีกว่าพวกหนังชุดสยองภาคต่อแบบ Friday the 13th หรือ A Nightmare on Elm Street ซะอีกครับ ดูได้ไม่ผิดหวัง

สองดาวกว่าครับ

Star21

(6.5/10)