รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Phantasm (1979) วงจรประหลาด

phantasm1001

นี่เป็นอีกหนึ่งหนังชุดสยองขวัญที่ผมอยากเขียนถึงมานานพอตัวครับ เพราะผมก็ชอบใช่เล่น หนังเองก็ลึกลับน่ากลัวใช่ย่อย และผมเองกว่าจะได้ดูหนังเรื่องนี้ก็ควานหาอยู่นาน เพราะหนังได้ติดอันดับภาพยนตร์สยองยอดเยี่ยมกับเขาด้วย ตอนแรกผมได้ดูภาคสามก่อนครับ เพราะเป็นภาคที่ได้เอามาฉายตามโรง จากนั้นก็หาสองภาคแรก แต่หายังไงก็ไม่เจอ จนวันหนึ่งไปเดินเล่นแถวแมงป่องก็เจอพอดี เลยซิวมาดูจนครบสามภาค

แต่ปรากฏว่าหนังยังมีภาค 4 ตามออกมาอีกครับ เลยเริ่มต้นยุทธการควานหาใหม่ และก็ลงอีหรอบเดิมครับ ไม่เจอ จนผมต้องมาขวนขวายในอินเตอร์เน็ตหาโหลดดูประทังให้มันครบทุกตอน ล่าสุดก็ทำถึงภาค 5 แล้วครับ

… และตอนนี้ผมก็ดูครบ 5 ภาคเรียบร้อย จึงได้ฤกษ์เอามาเล่าไล่ให้ครบนี่แหละครับ

เรื่องราวเกิดในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งครับ เมื่อสองพี่น้องตระกูลเพียร์สัน โจดี้ (Bill Thornbury) กับ ไมค์ (A. Michael Baldwin) ได้ค้นพบความลับสุดสะพรึงภายในสถานที่เก็บศพประจำเมือง ที่มีผู้เฝ้าเป็นชายร่างสูง ผู้ลึกลับ (Angus Scrimm) คนในเมืองไม่สงสัยอะไร แต่ไมค์สงสัยครับ เพราะวันหนึ่งเขาดันไปเห็นภาพที่ไม่ควรเห็น

เขาเห็นชายร่างสูง ยกโลงศพที่มีศพอยู่ข้างในขึ้นรถ … ยกด้วยแขนเดียวนะครับ ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้ ขนาดคนธรรมดาที่แข็งแรงยังต้องยกไม่ต่ำกว่า 4 คน … แสดงว่าชายคนนี้ต้องไม่ใช่คนธรรมดา

ไมค์จึงตัดสินใจย่องเข้าไปค้นหาความจริงในสถานเก็บศพ อันนำเขาไปพบกับปีศาจร่างเล็กใส่ชุดคลุมที่คอยไล่ขย้ำเขา และแน่นอนครับ ไมค์ต้องเผชิญกับเจ้าคนร่างสูงนั่น พร้อมทั้งอาวุธของมัน ลูกเหล็กกลมๆ ที่สามารถบินไปโจมตีเหยื่อได้ ภายในลูกเหล็กก็มีสว่านแหลมคมที่พุ่งเข้าไปเจาะร่างกายเหยื่อจนทะลุได้

ทั้งไมค์และโจดี้ค่อยๆ สืบเรื่องราวจนพบเรื่องผิดปกติมากขึ้น ตั้งแต่ศพทั้งหมดในสถานที่แห่งนั้นหายไปจนสิ้น แม้แต่ในโลงก็ไม่มีศพใดๆ เหลืออยู่เลย ซ้ำยังเริ่มมีคนในเมืองตายไปทีละคนๆ

เจ้าชายร่างสูงนั่นมีแผนการณ์ใด มันคือตัวอะไร และเมื่อสองพี่น้องรู้มากขนาดนี้ มันย่อมไม่ปล่อยพวกเขาให้รอดไปได้หรอก … และโจดี้กับไมค์จะรับมือพวกมันได้อย่างไร อันนี้ผมเชียร์ให้ตามไปดูครับ

ถือเป็นหนังสยองรสชาติเยี่ยมที่แปลกลิ้นใช้ได้ครับ เอาแค่ตัวร้ายก็ไม่เหมือนใครแล้ว ได้แก่ชายร่างสูงหรือ The Tall Man ที่ดูไม่น่าจะมีเรี่ยวแรง แต่พอเห็นพี่แกยกโลงด้วยมือข้างเดียวเท่านั้นแหละผมขนลุกขึ้นมาทันที เพราะชายที่ดูไร้พิษภัยดันกลายเป็นตัวอันตรายมากกว่าที่ใครจะคิด หรือแม้แต่ลูกเหล็กกลมๆ ก็กลายเป็นอาวุธสังหารที่สุดสยองได้โดยที่เหยื่อแทบไม่ทันตั้งตัว

และสิ่งที่ผมชอบนอกจากตัวร้ายประจำเรื่องที่ไม่เหมือนใครแล้ว บรรยากาศในเรื่องยังน่าสะพรึงเอาเรื่อง อย่างฉากในสถานเก็บศพน่ะครับ มันจะเป็นห้องทางเดินยาวๆ สองข้างทางมีล็อกเกอร์เก็บศพ และพื้นทั้งห้องสีขาวโพลนไปหมด ทำด้วยหินอ่อน ดูสะอาดตาดี

แต่พอมีคนโดนลูกเหล็กเล่นงานที สีแดงของเลือดก็เด่นชัดตัดความขาวจนกระจุย … คนดูก็เตรียมขนลุกได้เหมือนกัน

อีกโทนหนึ่งในหนังคือโทนความมืดครับ ในสถานเก็บศพมันสีขาวและสว่างใช่ไหมครับ ดูบริสุทธิ์แต่ก็ยังเจือความสยองได้ ส่วนในฉากมืดๆ พวกป่าเขาหรือหลืบมืดๆ ในสถานเก็บศพ ก็สร้างความขนพองได้อีกแบบ เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าหลืบมืดๆ นั่นจะมีพวกปีศาจแคระซ่อนอยู่หรือไม่ และมันก็จะออกมาแฮ่ใส่เราโดยไม่แจ้งล่วงหน้าซะด้วย!

phantasm1002

หนังเรื่องนี้เลยโดนใจผม เพราะจะสว่างจะมืด จะขาวจะดำ ความตายก็เกิดได้ทั้งนั้น เลือดสาดได้ทุกที่!

และที่ชวนให้คนดูอย่างผมสะพรึงคือ ปริศนาของ The Tall Man นี่แหละครับ มันเป็นตัวอะไร และมันจับคนจับศพไปทำอะไร หนังไม่เฉลยตรงๆ นะครับ จนตอนท้ายนั้นแหละถึงจะรู้ ซึ่งความสงสัยนี่แหละที่สร้างความกลัวในหัวเราได้อย่างชะงัดนัก

ด้วยองค์ประกอบทั้งหลายนี่แหละ ทำให้ Phantasm แตกต่างจากหนังสยองเรื่องอื่น น่ากลัวพอประมาณ และน่าติดตามค่อนข้างมาก เพราะคนดูใคร่รู้ว่า “อะไรคือความลับของเจ้าทอลแมน และอะไรอยู่ในสถานเก็บศพนั่นกันแน่”

ความดีความชอบก็ต้องยกให้กับ Don Coscarelli ครับ พี่ท่านกำกับและเขียนบทอยู่คนเดียว ที่มาของหนังก็เพราะ พี่เขาฝันครับ คืนหนึ่งตอนเป็นวัยรุ่นเขาฝันว่าเขาไปเดินอยู่ในห้องโถงที่สร้างด้วยหินอ่อน ขาวโพลนไปหมด ห้องนั้นก็ยาวสุดลูกหูลูกตา ระหว่างที่เดินไป จู่ๆ ก็มีลูกเหล็กกลมๆ พุ่งมาหาเขา พยายามจะเจาะเข้าไปในหัวของเขาให้ได้!

พอเขาตื่นขึ้น ก็ได้ไอเดียครับ รีบปั้นเรื่องราวตำนานปีศาจลูกเหล็กนี่ พร้อมด้วยหัวหน้าของพวกมัน เจ้าทอลแมน แล้วก็หาทุน $300,000 มาทำครับ หนังเสร็จปี 1978 แต่กว่าจะได้ฉายก็ปาไปปี 1979 ทำรายได้ไป $11.9 ล้าน ก็นับว่าประสบความสำเร็จไม่ใช่น้อยทีเดียว ซ้ำยังได้แฟนๆ อีกกลุ่มตามมาเป็นสาวกด้วย

ถ้าถามว่าหนังมันน่ากลัวสุดเดชไหม ก็อาจจะไม่หรอกครับ และผู้ชมสมัยใหม่ก็ที่เฉยๆ กับเทคนิคน่ากลัวแบบเก่าๆ ก็อาจจะเฉยกับหนังเรื่องนี้ได้เหมือนกัน เพราะมันสยองแบบกินบรรยากาศ สยองแบบน่าค้นหาครับ มีเลือดบ้างแต่ก็ไม่ได้เน้นจำนวนศพ มันเน้นในเรื่องกระตุ้นให้เราจินตนาการเป็นตุเป็นตะไปเองว่า ที่นั่นน่าจะมีอะไร ทอลแมนทำอะไรกับศพและคนที่หายไป มันน่ากลัวแบบหลอนทีละน้อยๆ มากกว่าจะกระหน่ำฉากสยองตื่นเต้น ดังนั้นหนังจึงเหมาะกับคอที่ชอบหนังลึกลับปนสยองมากกว่าสยองเลือดสาดครับ

ส่วนผม ชอบหมดแหละขอให้สยองก็พอ และเรื่องนี้ก็อร่อยได้เรื่อง สนุกได้ใจ แม้จะไม่ยอดเยี่ยมตลอด แต่ก็ดูเพลิน ซ้ำยังได้ดนตรีชั้นยอดของ Fred Myrow กับ Malcolm Seagrave มาเสริมอารมณ์ขลังให้หนังอีก ความหลอนเลยเพิ่มมากในหลายฉาก

ด้านนักแสดงก็แสดงได้ดีครับ ทั้งสองพี่น้องเลย แต่คนที่ขโมยซีนได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยและเต็มเหนี่ยวคือ Reggie Bannister ในบท เร็จจี้ เพื่อนซี้ของสองพี่น้อง มีอาชีพขับรถขายไอติมครับ พี่แกเสริมความฮาได้เยอะ ซ้ำยังคอยช่วยเหลือสองพี่น้องแบบเต็มที่ด้วย จนบอกได้เลยว่าคนดูหนังชุดนี้ไม่รักเร็จจี้ก็แปลกล่ะครับ รักเพื่อนยิ่งกว่าชีวิตตนเองขนาดนี้

และที่ต้องชมอย่างมากๆ คือ Scrimm เจ้าของบททอลแมน หน้าตาท่าทางหลอนมากครับ ดูมีพลังและอำนาจเหนือมนุษย์จริงๆ แค่เห็นแกเดินโย่งๆ เข้ามาผมก็แทบวิ่งแล้วครับ มันน่ากลัวอ้ะ ไหนจะแววตาเวลามองใครอีก ดูก็รู้ว่าแกไม่ได้มีเจตนาดีกับมนุษย์โลกแน่นอน

ส่วนดารารายอื่นก็มารับบทสมทบครับ ไม่ค่อยเด่นหรอก ที่ผมจำได้แม่นๆ คนหนึ่งก็คือ Terrie Kalbus ในบทหลานสาวแม่หมอดูที่ไมค์ไปขอคำทำนายน่ะครับ น่ารักดี แต่เสียดายจังเธอเล่นแค่เรื่องนี้เองอ้ะ เซี้ยดายจัง

ในคราวแรก เจตนาเดิมของ Coscarelli เขาจะทำหนังออกมายาว 3 ชั่วโมงครับ จริงๆ ถ่ายทำตัดต่ออกมาเสร็จแล้วด้วย แต่พอมานั่งคิดอีกที … มันก็ยาวไปนะ ไม่มีใครอยากซื้อไปฉายหรอกครับ หนังสยองสามชั่วโมง ไม่ค่อยมีคนดูหรอก เลยต้องตัดเอาบางฉากออก เหลือแค่เนื้อเรื่องเท่าที่จำเป็น จึงเป็นสาเหตุให้บางฉากบางตอนดูไม่ต่อกันบ้าง และตอนท้ายอาจจะจบลงแบบห้วนนิดหน่อย แต่ก็พอดูได้ครับ ส่วนฟุตเตจที่ตัดออกไปนั้น Coscarelli ก็เก็บเอาไว้เผื่อต้องใช้ในวันข้างหน้า … และเขาก็ได้ใช้จริงๆ ครับ ในภาคที่ 4 ซึ่งไว้ผมจะเอามาเล่าต่อไป

แต่ก็ต้องบอกก่อนครับ แม้ผมจะดูจบ 4 ภาคแต่ใช่ว่าภาระหน้าที่ต้องหนังเรื่องนี้ของผมจะหมดลง เพราะล่าสุด Coscarelli ประกาศทำภาค 5 มาแล้วครับ ฉายปีหน้ากระมัง (แต่บ้านเราไม่รู้จะได้ดูเมื่อไร) ซึ่งจะเป็นตอนสรุปตำนานลูกเหล็กปีศาจกับเจ้าทอลแมนนี่ลงซะที หลังจากภาคสี่จบแบบค้างๆ คาๆ ใจ ก็รอกันต่อไปครับว่าเขาจะสรุปเรื่องลงอีท่าไหน

ถ้าอยากลองสยองแบบแปลกๆ ทุนไม่สูงแต่สร้างความพรั่งพรึงได้ ก็ลิ้มลองเลยครับ เลือดสาดนิดหน่อยนะ อันนี้บอกก่อน

ถ้าอยากพิสูจน์หนังแบบชิมลาง ดูตัวอย่างหน่อยก็ดีครับ คุณจะได้ยินครบทั้งเพลงธีมหลอนๆ และบรรยากาศน่ากลัวๆ กับฉากในสถานเก็บศพหินอ่อนนั่น

ส่วนตัวผมนั้น ชอบครับ แต่หนังก็ยังไม่ดีเยี่ยมสุดยอดหรอก อย่างที่บอกล่ะ มีพร่องไปบ้างเรื่องความต่อเนื่อง และการเดินเรื่องที่มีอืดบางนิดหน่อย ตามสไตล์หนังสยองเก่าๆ น่ะครับ มันมักมีช่วงผ่อนๆ อืดๆ บ้าง แต่ถ้าทำใจได้ … หนังก็คุ้มค่าแก่การดูครับ

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

Advertisements