รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Red Corner (1997) เรด คอร์เนอร์ เหนือกว่ารัก หักเหลี่ยมมังกร

Red_corner_poster

ผมร่ำๆ ว่าจะพูดถึงหนังเรื่องนี้หลายครั้งแล้วครับ แต่ก็เจอเรื่องอื่นเบียดไปทุกที โดยส่วนตัวผมว่าหนังเรื่องนี้ทำได้เข้มข้น น่าติดตามกำลังดีทีเดียว

เรื่องเกิดเมื่อ แจ๊ค มัวร์ (Richard Gere) นักธุรกิจอเมริกันที่เดินทางไปเมืองจีนเพื่อเจรจาการค้าเกี่ยวกับสัมปทานเครือข่ายดาวเทียมในจีน ก็เป็นธุรกิจหลายร้อยหลายพันล้านล่ะครับ การเจรจาก็ดูจะราบรื่นดีไม่มีปัญหา แล้วเขาก็ได้พบกับหงหลิง (Jessey Meng) สาวสวยเซ็กซี่ชาวจีนที่เขามีสัมพันธ์ด้วยตั้งแต่แรกเจอ… พอตื่นเช้ามา… เธอเป็นศพเรียบร้อย

ทางการจีนไม่รอช้าครับ คนอเมริกันมาฆ่าคนถึงแดนจีนก็ต้องโดนดำเนินคดีตามกฎอันเข้มงวด แล้วที่ร้ายหนักคือหงหลิงนั้นเป็นลูกสาวนายพลด้วย เอาล่ะครับงานนี้แจ๊คตายแน่ๆ เพราะทางการเชื่อว่าเขาคือคนทำ เนื่องจากในห้องก็มีแค่เขากับเธอเท่านั้น “ถ้าแจ๊คไม่ทำแล้วใครจะทำ” เขาสรุปแบบนี้กันเลยล่ะครับ

แต่ตามระเบียบ แม้ทุกคนจะปักใจเชื่อว่าแจ๊คคือฆาตกร (ซึ่งคนดูก็ปักใจได้เหมือนกันว่าเขาไม่ได้ทำ) ก็ต้องมีการส่งทนายจำเลยมาช่วยแก้ต่าง เขาก็ได้เป็นทนายสาวเฉินยู่หลิน (Bai Ling) มาช่วยเหลือ ซึ่งในตอนแรกแจ๊คก็ไม่ใคร่จะให้ความร่วมมือทั้งนั้น เพราะโดนทางการกับคนในคุกจีนทารุณกรรมจนเขาไม่ไว้ใจใครอีกต่อไป แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็เริ่มเห็นว่าทนายสาวยู่หลินนั้น แม้จะเป็นชาวจีน แต่ก็มีหัวสมัยใหม่ ไม่ได้ตัดสินคนก่อนความจริงจะปรากฏ พวกเขาเลยเริ่มเข้าใจกัน แล้วกระบวนการแก้ปมปริศนาว่าใครฆ่าหงหลิงกันแน่ก็เริ่ม ท่ามกลางการขัดขวางทั้งจากเจ้าพนักงานและจากฆาตกรตัวจริง

… แล้วใครเป็นคนฆ่า… แจ๊คจะพ้นข้อกล่าวหรือไม่… ติดตามได้ใน Red Corner

image-w1280

อย่างแรกที่ขอชมเลยคือการเนรมิตเมืองปักกิ่งขึ้นมาครับ เพราะส่วนใหญ่ที่เรานึกว่าเป็นจีนน่ะ เขาถ่ายในอเมริกาแทบจะทั้งนั้น อย่างฉากในเมืองเงี้ยครับ จริงๆ ถ่ายกันข้างสนามบินแอลเอ พร้อมทั้งหารถจักรยาน 300 คัน กับรถแบบจีนอีก 15 คัน ซึ่งอุปกรณ์ประกอบฉากส่วนใหญ่ก็ส่งตรงมาจากจีนทั้งสิ้น แหม นับถือในความพยายามเลยครับ เพราะหลายฉากเนี่ยจะไปถ่ายในจีนก็ไม่ได้อยู่แล้ว พวกฉากบู๊ วิ่งไต่โน่นนี่ ทางการจีนได้เอาตำรวจมาจับกันพอดี แต่ก็เนรมิตได้สมจริงมากๆ ครับ

ส่วนต่อมาคือเรื่องราว อันนี้เข้มดีครับ แรกๆ อาจจะเรื่อยๆ เอื่อยๆ บ้าง แต่พอเกิดคดีฆาตกรรมแล้วหนังก็กระชับขึ้นหน่อย แล้วก็มาอ่อยลงอีกเล็กน้อยตอนกลางเรื่อง ก่อนที่จะเร่งแบบเต็มที่ในตอนท้ายเมือปมของคดีกำลังคลี่คลาย ก็ถือว่าน่าติดตามล่ะครับ ตามมาตรฐานของผู้กำกับ Jon Avnet ที่มีเร่งมีผ่อนตามจังหวะ แต่ช่วงผ่อนของพี่ Jon แกจะเอื่อยไปหน่อยเป็นประจำ แต่ก็ดีครับที่ได้โครงเรื่องเนื้อหาน่าสนใจ

จุดที่ผมว่าเข้าท่าคือการเอาแบบฉบับการตัดสินคดีของจีนมาตีความบอกเล่าให้เรารู้ ซึ่งดูๆ ไปมันก็เด็ดขาดมากจนอาจจะเรียกได้ว่ามากๆ เลยล่ะครับ การตัดสินก็เน้นเร็ว หลักฐานอะไรชัดหน่อยก็สอยนักโทษลงมาลงทัณฑ์ได้เลย เร็วดีเด็ดขาดดี แต่ขณะเดียวกันโอกาสผิดพลาดก็มีค่อนข้างมาก อย่างกรณีของแจ๊คเนี่ยครับ ถ้าดูจากหลักฐานเบื้องต้นและพยานแวดล้อมสรุปแบบง่ายๆ ว่าในที่เกิดเหตุมีแค่เขากับผู้ตาย การสรุปแบบนี้แจ๊คย่อมตกเป็นฆาตกรอย่างไม่มีทางเลี่ยง

แบบนี้ก็สอนให้เรารู้ว่าการมองอะไรอย่างง่ายเกินไปบางครั้งก็เป็นเรื่องอันตรายไม่ใช่เล่น… โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องเกี่ยวกับความเป็นความตาย

มองๆ ไปก็เข้าใจระบบของจีนอยู่เหมือนกันครับ เด็ดขาดแบบเขียนเสือให้วัวกลัว และมั่นใจในการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ แต่ก็นั่นแหละ เด็ดขาดน่ะไม่ว่า ตัดสินเร็วก็ไม่ว่า แต่ขอให้หลักฐานมันชัวร์ก็แล้วกันว่าเรากำลังจะประหารคนที่ผิดจริง ไม่ใช่ประหารแพะ

จริงๆ ในใจก็อยากได้บางส่วนของกระบวนการยุติธรรมของจีนมาใช้ในบ้านเราเหมือนกัน (แค่บางส่วนเน้อ) ตรงความเด็ดขาด รักษากฏระเบียบให้ศักดิ์สิทธิ์ คนจะได้รู้ว่าบ้านเมืองมีขื่อมีแป ไม่กล้าทำอะไรผิดให้มันมากเกินไปนัก แต่พวกความโหดหรือการลงทัณฑ์หนักๆ ตามอำเภอใจนั้นไม่ต้องเอามาก็ได้ครับ ควรจะพอดีๆ น่ะเน้อะ

สำหรับการสืบสวนก็ใช้ได้ล่ะครับ ปมฆาตกรรมก็ถือว่ารับได้ อย่างที่บอกครับตอนแรกๆ ก็เรื่อยๆ แต่พอคดีดำเนินไป ปมเริ่มเผยทีละจุดความมันส์ก็ค่อยๆ เพิ่มตามลำดับ ยิ่งฉากสืบกันในศาลตอนสุดท้ายนี่มันส์มากครับ ถกกัน สืบกัน ลุ้นจริงๆ เพราะคดีมันจะถึงที่สุดแล้ว ศาลก็จะตัดสินให้มันจบๆ ไป เวลาของแจ๊คกับยู่หลินก็น้อยลงเรื่อยๆ เรียกว่าถ้ายู่หลินหัวไม่ไว ซักค้านไม่ทันก่อนศาลจะตัดสินล่ะแจ๊คตายสถานเดียว

อีกช่วงก็ตอนขึ้นศาลครับ สาเหตุที่เป็นศาลจีนเขาเลยพูดแต่ภาษาจีน แต่แจ๊คเป็นคนอเมริกันนี่ครับ ฟังเสียงจีนออกที่ไหน เขาถามอะไรมาตอบอะไรไป ใครพูดอะไรก็ไม่รู้เรื่อง จนต้องเรียกร้องสิทธิ์ขอคนแปลให้ ตอนแรกเหมือนจะเรียบร้อยครับ แต่พอสืบไปปรากฏว่าบางช่วงคนแปลก็หยุดแปลครับ ต้องหยุดเนื่องจากเป็นเรื่องภายในประเทศ ช่วงนั้นผมว่าแจ๊คก็กดดันน่าดูเลยล่ะครับ ยอมรับว่าฉากในศาลทำได้น่าติดตามดีจริงๆ

ผมชอบประโยคที่ยู่หลินพูดกับเหล่านายพลและผู้พิพากษาเก่าแก่ของจีนว่า “เรามีศาลก็เหมือนไม่มี ทำไมเราไม่ยื่นหน้าไปเจอแสงตะวันบ้างละคะ” ก็ประมาณว่า เราจะปิดหูปิดตาตัดสินแบบลวกๆ ไปอีกนานแค่ไหนถามแบบนี้โดนประเทศเลยนะครับเนี่ยมิสยู่หลิน

สรุปว่าถ้าชอบหนังแนวขึ้นศาล แล้วเรื่องนี้ไปขึ้นหลังม่านไม้ไผ่ด้วย ก็ทำได้สนุกน่าติดตามดีครับ มีอืดบ้างแต่ก็ไม่มีปัญหา อร่อยใช้ได้สำหรับหนังสืบสวนแบบขึ้นศาลครับ

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

Advertisements