รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Father of the Bride (1991) พ่อตา จ. จุ้น

father-of-the-bride.29423

แล้วหนังเรื่องนี้ก็มาถึง หนังที่ผมที่ชอบที่สุดในบรรดาหนังที่ลุง Steve Martin แกแสดงมา… ไม่ใช่สิ …. ต้องบอกว่า นี่เป็นหนังที่ผมชอบที่สุดเท่าที่ผมเคยดูหนังมา!!!!!!

ดังนั้น ถ้าผมจะมองหนังเรื่องนี้ในแง่บวกแบบโคตรๆ ก็อย่าถือสาครับ เพราะคนมันชอบหนังเรื่องนี้จริงๆ แบบหมดหัวใจเลยล่ะ

หนังก็เป็นเรื่องราวของจอร์จ สแตนลี่ย์ แบงค์ (Steve Martin) คุณพ่อที่พบว่าลูกสาวของเขา แอนนี่ (Kimberly Williams) เจอหนุ่มถูกใจ นามว่า ไบรอัน (George Newbern) แต่นั่นยังไม่เท่าไหร่ เพราะสิ่งที่ทำให้จอร์จแทบบ้าคือ เขาทั้งคู่กำลังจะแต่งงานกัน… โอ้ พระเจ้า

ทำไมผมถึงชอบหนังเรื่องนี้โคตรๆ น่ะเหรอครับ มาจะบอกให้ฟัง อย่างแรก ดาราทุกคนล้วนยอดฝีมือทั้งสิ้น นอกจากที่กล่าวไป ยังมี Diane Keaton ในบทนีน่า ภรรยาสุดน่ารักของจอร์จ (ขานี้วิ่งเข้าชิงออสการ์มากี่รอบแล้วครับ), Martin Short กับ B.D. Wong มาเป็นคู่แต๋วนักจัดเลี้ยงที่เสริมเสียงฮาให้กับหนังได้อย่างสุดๆ โดยเฉพาะสำเนียงที่น่าถีบของ Short

Williams กับบทแอนนี่ ลูกสาวสุดที่รักของจอร์จ กับอีกหนึ่งบทยอดเยี่ยมครับ เธอเล่นได้น่ารักสุดๆ อย่างตอนพูดถึงไบรอันครั้งแรกนั่น สีหน้าแววตาบอกเลยครับว่าเธอปลื้มหนุ่มคนนี้แค่ไหน แล้วยังมีฉากเยี่ยมอีกมากมายในเรื่องนะครับ เดี๋ยวจะทยอยเล่าแล้วกัน

เอาเป็นว่าด้านดารานี่โอเคหมดครับ แน่นอนว่า โดยเฉพาะ ลุง Steve ของผม เพราะ เขาเก่งในเรื่องลีลายึกยักสุดฮา อันเป็นเอกลักษณ์ ที่เจ๋งยิ่งกว่าคือ เขาเป็นหนึ่งในดาราที่เล่นเป็นพ่อได้ดีแบบสุดๆ ทั้งๆ ที่เขาไม่มีลูกเลยนะฮะ แต่เล่นได้อย่างเข้าถึงครับ ทั้งสีหน้าท่าทาง แค่แววตาที่มองลูกหรือตอนที่เขานอนนึกถึงแอนนี่ ตอนยังเป็นเด็กเล็กๆ สีหน้าเนี่ย คุณเอ้ยยยยยยยยยย…มันถึงจริงๆ ดูแล้วนึกว่าไอ้ครอบครัวในหนังเป็นครอบครัวกันจริงๆ น่ะ

แล้วการที่จอร์จในเรื่อง ที่เป็นพ่อน่ะนะครับ สาเหตุที่พี่แกต้องเต้นเป็นเจ้าเข้า เมื่อรู้ว่าลูกสาวสุดเลิฟกำลังจะแต่งงาน ก็เพราะ ในอดีตแอนนี่เห็นจอร์จเป็นฮีโร่หมายเลขหนึ่งครับ เหมือนเด็กทั่วไปนั่นแหละ ตอนยังเล็กๆ นี่ พ่อแม่คือฮีโร่จริงๆ เอะอะเราก็อ้อน เอะอะเราก็เข้าไปกระแซะใช่มั้ยครับ แต่พอถึงจุดหนึ่ง เมื่อเราเข้าวัยรุ่นบทบาทพ่อแม่เริ่มลดลง ที่ลดไม่ใช่เพราะท่านลดเองแต่ฝ่ายเดียวนะครับ เรานี่แหละที่ค่อยๆ ลดบทบาทท่านลง เริ่มติดเพื่อน ถ้ามีแฟนก็ติดแฟน ติดเที่ยว ติดโน่นติดนี่ ติดยาก็มี (อันนี้ไม่ดีครับ อย่าทำเลย) สุดท้ายเราก็ค่อยๆ ห่างจากท่าน

ถ้าลองนึกถึงตรงนี้ก็เข้าใจล่ะครับ ว่าทำไมจอร์จต้องเสียขวัญขนาดนี้

ก็เป็นฮีโร่ของลูกมาเป็น 10 ปี จู่ๆ ก็มีไอ้หนุ่มที่ไหนก็ไม่รู้มาคว้าหัวใจลูกไปเนี่ย จะให้ใจร่มๆ ไหวรึ อีกอย่าง ตามประเพณีทั่วๆ ไปครับ ลูกสาวแต่งงานก็ต้องไปอยู่กับเจ้าบ่าวที่บ้านทางโน้น ทีนี้แหละ ลูกห่างจากอกขนานแท้เลยล่ะ

แต่ท้ายสุด สุดท้าย .. ก็พ่อน่ะครับ ย่อมต้องตามใจลูก อย่างที่จอร์จพูดไว้ตอนต้นเรื่องว่า “ตอนแรกเราก็ห่วงว่าเขาจะเจอคนผิด คนที่หวังจะเคลมแกอย่างเดียว เพราะตอนที่เราเป็นหนุ่มๆ ก็เคยหวังแบบนั้นเหมือนกันน่ะนะครับ แต่ที่นี้ พอเวลาผ่านไป เราก็เริ่มกลัวว่า …เขา…จะพบคนถูก….และนั่น เป็นความกลัวแบบสุดๆ เลยทีเดียว”

father-of-the-bride.1002

ซึ่งคนที่มาเป็นลูกเขยของจอร์จในเรื่อง ก็ดันเป็นคนดีซะด้วยครับ เขาคือไบรอัน แม็คเคนซี่ ซึ่ง George Newbern แสดงได้อย่างดีครับ ฉากแรกที่เขาพบพ่อตาแม่ยายนี่ดูออกเลยว่าเกร็งมากแค่ไหน หรือตอนที่ทะเลาะกับแอนนี่ขึ้นมา เขาดูโทรมไปเลย ซึ่งเห็นแบบนี้จอร์จก็ทั้งดีใจและใจหายล่ะครับ ที่ดีใจคือ ลูกสาวตัวเองได้เจอคนที่รักเธอจริงเข้าแล้ว แต่ที่ใจหายก็เพราะ งานนี้แอนนี่ต้งออกจากอ้อมอกเข้าไปอย่างแน่นอน

สุดท้ายจอร์จก็ยอมให้แต่ง … แต่ก็นั่นแหละครับ ไอ้งานแต่งนี่แหละตัวดี ช่วงที่จะจัดงาน เตรียมงานที่บ้านนี่แหละ ที่มีความฮาแบบเต็มพิกัดรออยู่เพียบ ต้องไปดูเองครับ เล่าไปเดี๋ยวไม่สนุก

หนังเรื่องนี้เกี่ยวกับพ่อลูกครับ ไม่ใช่นำเสนอเฉพาะเรื่องพ่อกับลูกสาวเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของพ่อกับลูกชายด้วย โดยจอร์จยังมีลูกอีกคน ชื่อว่า แมทตี้ (Kieran Culkin) เป็นลูกชายคนเล็กครับ จุดที่ผมชอบคือ ฉากที่จอร์จมาพูดกับแมทตี้ว่า

“ช่วงนี้พ่อยุ่งเรื่องจัดงานแต่งงานให้พี่เขา ลูกโอเคนะ”

แมทตี้ตอบกลับได้ประทับใจผมมากครับ

“ครับ … ผมไม่เป็นไร พ่อไม่ต้องห่วงว่าผมจะขาดความอบอุ่นหรอก”

……ที่ผมประทับใจก็คือ เด็กมันคิดเป็นน่ะครับ เข้าใจความหมายของผมมั้ยครับ เด็กรู้จักคิดและรับผิดชอบตัวเองน่ะ รู้ว่าพ่อแม่ยุ่งน้า เข้าใจ ไม่ว่าอะไร เราก็เป็นลูกที่ดีไป …

… ผมเลยลองมาคิดว่าเด็กบางคนต้องมาเสียเด็ก เสียคน เพราะพ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้ มันก็ไม่ถูกเรื่องนะ คือ ทำประชดพ่อแม่อะไรเงี้ย จะทำไปทำไมล่ะครับ โอเคล่ะ บางคนพ่อแม่ไม่มีเวลาให้จริงๆ ไม่สนลูกเลย อันนั้นก็พอเข้าใจว่าอยากประชดให้พ่อแม่สนใจซะบ้าง แต่กับบางกรณี พ่อแม่ไม่ว่างเพียงระยะเวลาหนึ่ง แต่ลูกกลับไม่เข้าใจ หันไปทำตัวเสเพล มันไม่ถูกต้องนา ผมว่า

และการประชดไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดที่จะทำให้พ่อแม่หันมาสนใจหรอกครับ เชื่อผมเถอะ … ต่อให้ท่านสนก็สนด้วยความไม่เข้าใจ แล้วสนใจแบบนั้นมันมีประโยชน์อันใดล่ะครับ ?

นอกจากประเด็นเกี่ยวกับครอบครัวที่หนังทำออกมาได้ ประทับใจผมแล้ว ประเด็นชีวิตคู่ก็ดีไม่แพ้กันครับ เอาแค่เรื่องที่แอนนี่กับไบรอันทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ประมาณว่า ไบรอันซื้อเครื่องปั่นให้แอนนี่เป็นของขวัญวันครบรอบ เพราะเขาเห็นว่าแอนนี่ชอบปั่นบานาน่าเชคกิน แต่แอนนี่โกรธ เพราะดันไปตีความคิดว่าไบรอันมองเธอเป็นอีนังก้นครัว กะจะกดขี่ให้เธออยู่แต่บ้าน …

… ไอ้การมองต่างมุมของหญิงชาย โดยเฉพาะตอนเป็นแฟนกันเนี่ย มันมีอะไรให้ฮาเยอะครับ แต่ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าตอนที่เราเจอ เราก็มืดแปดด้านนะ คิดดูบางทีจู่ๆ เรามาดีๆ แต่แฟนดันหงุดหงิดโมโหอะไรซักอย่างอยู่ เราก็ถามด้วยความเป็นห่วงว่าเป็นอะไร เจ๊แกดันตอบมาว่า “ยังไม่รู้ตัวอีกเหรอ” อ้าว!!! ถ้ารู้แล้วจะถามมั้ยครับ ที่ถามเนี่ยก็เพราะอยากรู้ พอถามต่อว่า “อะไรล่ะ” เจ๊แกก็ยังย้ำต่อว่า “รู้ตัวแล้วค่อยมาพูดกัน” เอ้อ!! …อะไรนักหนาอ้ะ นี่ผมต้องไปนั่งทบทวนตั้งแต่ตอนก้าวเท้าออกจากบ้านเลยมั้ยว่าทำอะไรมาน่ะ เฮ่อ

เรื่องทะเลาะกันแบบนี้ มานึกตอนที่ผ่านไปแล้ว มันก็ฮาดีอยู่อ้ะครับ แต่ตอนที่เจอจริงๆ ยามนั้น มันมึนตึ้บๆจริง ไม่รู้จะปรึกษาใคร ตอนนั้น ผมก็เคยลองปรึกษาเพื่อน มันแนะนำดีมากเลยครับว่า “เลิกซะ”…ขอบใจไอ้เวร แค่คุยไม่รู้เรื่องแกจะเลิก ถ้างี้แฟนแกเผลอเหยียบเท้า แกไม่เอามีดไล่จิ้มเลยเรอะฟะ

เนี่ยครับ หนังมีประเด็น สาระดีๆ สื่ออยู่เพียบ บวกด้วยความฮาชั้นยอดเพราะจอร์จพอรู้ว่าแอนนี่จะแต่งงาน พี่ท่านก็เพี้ยนขึ้นมาทันที แต่เพี้ยน ณ. ทีนี้คือเพี้ยนอย่างพอดีนะครับ ไม่ได้เว่อร์หลุดไปแต่อย่างใด เพี้ยนแบบฮาๆ แล้วก็ความวุ่นวายทั้งหลายที่มีมาตลอดทั้งเรื่อง เรียกว่าท่านจะยิ้มตลอดครับ ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องฮาๆ ก็จะต้องยิ้มด้วยความประทับใจอย่างแน่นอน

และ …. และครับ.. และ อีกสิ่งที่โคตรยอดคือ ดนตรีกับเพลงประกอบประดามี ที่ Alan Silvestri แกบรรจงยัดลงมาแบบเต็มอารมณ์ ดนตรี Build อารมณ์ได้ดีอย่างมากมาย ทั้งซึ้งและอบอุ่นนะครับ จังหวะดนตรีธีมหลักของหนังเรื่องนี้สุดยอดครับ มันแฝงโทนของความรักและความห่วงใยที่พ่อมีต่อลูกสาวได้อย่างดีจริงๆ

และเพลงประกอบก็เข้ากับทุกๆ ฉากแบบโคตรๆ ครับ

หนังเรื่องนี้กำกับโดย Charles Shyer นะครับ ซึ่งเขาร่วมทำหนังเรื่องนี้คู่กับ Nancy Meyers ภรรยาในเวลานั้นของเขาซึ่งคู่นี้เขาถนัดทำหนังเกี่ยวกับครอบครัวครับ ทำได้ถึงมากๆ เหมือนกับสามารถจับจังหวะเรื่องราวของชีวิตคู่และครอบครัวมาเล่าได้อย่างตรงจุดที่สุด และยังเล่าในมุมสนุกสนานด้วยนะครับ

ครับ ผมชอบหนังเรื่องนี้มากที่สุด อาจเป็นเพียงความชอบส่วนตัว คุณๆ ลองดูแล้วอาจจะเฉยๆ ก็ได้ อันนี้สุดแท้แต่ครับ แต่สำหรับผม หนังเรื่องนี้คือสุดยอดจริงๆ

ฉากบรรยากาศในหนังแฝงความอบอุ่นไม่เว้นช่วงเลยครับ โดยเฉพาะฉากแต่งงาน … มันงดงามอย่างที่สุด ผมไม่รู้ว่าทีมงานทำได้ยังไงนะครับ แต่ถ่ายภาพออกมาได้สุดยอด มุมกล้องเฉียบขาดมาก มีทั้งภาพซอฟท์ ภาพแทนสายตา คือมันให้อารมณ์เหมือนเราอยู่ในงาน และถ้าท่านบความรู้สึกของจอร์จในเรื่องได้ ท่านจะสัมผัสครับว่ามุมกล้องที่ว่าแทนมุมมองสายของจอร์จชัดๆ มันเป็น … การมองลุกสาวด้วยความห่วงใยระคนยินดี … ระคนความรู้สึกหวิวๆ ในใจ ที่จากวันนี้ไป แอนนี่จะมีบทบาทใหม่ นั่นคือ ภรรยาของใครคนหนึ่ง … เธอจะไม่ใช่แค่ลูกสาวของเราอีกต่อไปแล้ว

นอกจากนี้ยังมีฉากประทับใจมากมายครับ อย่างฉากที่จอร์จกับแอนนี่เล่นบาสแข่งกัน หรือฉากที่จอร์จมองลูกสาวตัวเองหลับคาหนังสือ “แคตตาล็อคการจัดงานแต่งงานแบบประหยัด” เพราะจอร์จไปบ่นเอาไว้ครับว่าการจัดงานนี้มันแพง เลยไม่เห็นด้วยกับการแต่งงาน แอนนี่เลยหาทางจัดงานเองโดยประหยัดทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ …

… แต่คนเป็นพ่อนี่ครับ เห็นลูกในสภาพนั้นแล้วจะใจแข็งได้ยังไง

อีกฉากหนึ่งที่ประทับใจอย่างหนักสำหรับผมก็คือ คืนก่อนการแต่งงานที่หนังเรียงช็อตได้อย่างยอดเยี่ยมครับ เริ่มจากการที่จอร์จคุยกับแม็ตตี้ (ไอ้ประโยคที่ผมบอกว่า “ไม่ต้องห่วงว่าผมจะขาดความอบอุ่นหรอก” นั่นแหละ) ตามด้วยจอร์จนอนนึกภาพแอนนี่ตั้งแต่เด็กยันโตเป็นสาว (พร้อมด้วยเพลงที่มีเนื้อสุดยอดอย่าง “(Today I Met) The Boy I’m Gonna Marry” แค่ชื่อเพลงก็บอกแล้วนะครับว่ามันตรงยังไง) แล้วจอร์จก็ลุกขึ้นเดินไปเจอลูกสาวที่กำลัยินอยู่ใต้สนามบาสที่เธอเล่นกับพ่อประจำตอนยังเด็ก … ตามด้วยบทสนทนาที่กินใจที่สุดระหว่างพ่อกับลูกสาว …

… ฉากเปิดใจน่ะครับว่าลูกก็ไม่อยากจากพ่อแม่ไป ในขณะที่จอร์จแม้จะรู้สึกเช่นนั้น แต่เขาก็ไม่ยอมเอ่ยออกมา … เพราะถ้าเขายิ่งพูด ลูกสาวตัวน้อยก็จะยิ่งอาวรณ์มากขึ้น จนอาจจะร้องไห้ … จอร์จก็แค่ไม่ต้องการให้ลูกต้องหลั่งน้ำตาในคืนสุดท้ายในบ้านหลังนี้ ไงล่ะครับ

… อย่าว่างั้นงี้เลยนะครับ ขนาดผมพิมพ์ไปนึกภาพไป ตายังรู้สึกเหมือนมีน้ำมาเอ่อยังไงก็ไม่รู้สิเนี่ย

เฮ่อ นั่นแหละครับ หนังที่ผมต้องเปิดดูอย่างน้อยเดือนละครั้งตลอดเวลาหลายปีตั้งแต่ผมซื้อหนังเรื่องนี้มาได้

อีกเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้ผมรักหนังเรื่องนี้ที่สุดคือ นี่เป็นหนังเรื่องเดียว เรื่องเดียวจริงๆ ครับ ที่ผมเปิดเมื่อใด พ่อของผมจะมานั่งดูด้วย โดยมิได้นัดหมาย … ตามปกติพ่อผมเป็นคอ Action ครับ ประเภทไม่เห็นระเบิด ไม่เห็นเลือดเป็นนอนไม่หลับ แต่กับเรื่องนี้ ไม่ว่าผมจะเปิดดูเป็นครั้งที่เท่าไหร่ ไม่ว่าผมจะเปิดดูเมื่อไหร่ ถ้าพ่อผมผ่านมาเจอว่าผมดูอยู่ พ่อผมจะนั่งลงดูด้วย แล้วก็ไม่พูดอะไรทั้งสิ้น จนหนังจบ แล้วก็ไปทำอะไรของท่านต่อ ครับ ท่านไม่พูดอะไร แต่รอยยิ้มหลังดูจบของท่านนั้น แฝงความนัยไว้อย่างแน่นอน

ตกลงว่าครบเครื่องครับ หนังมีดาราสุดยอด มุขตลกเยี่ยมๆ ดนตรีและเพลงประกอบที่คัดสรรมาอย่างดี เรื่องราวที่แฝงสาระและแง่คิดเอาไว้ตลอดเกี่ยวกับเรื่องที่ใกล้ตัวเราที่สุด นั่นคือเรื่องครอบครัวนั่นเอง

สำหรับผม เรื่องนี้ที่สุดตลอดกาลครับ

ดาวแรกให้ลุง Steve Martin แบบเต็มๆ ครับ

ดาวที่สองก็ให้เหล่านักแสดงสมทบทั้งหลาย ตามด้วยคู่สามีภรรยา Charles Shyer – Nancy Meyers กันงานหนังครอบครัวที่ประทับใจชิ้นนี้

ดาวที่สามให้ดนตรีที่โคตรจะไพเราะจากฝีมือของ Alan Silvestri และเพลงเยี่ยมๆ ที่กินใจในทุกฉาก

ดาวที่สี่ให้เนื้อเรื่องที่โดนใจ และแง่คิดง่ายๆ เกี่ยวกับครอบครัวที่เราอาจมองข้าม

ดาวที่สี่ ให้บรรยากาศและฉากที่แสนอบอุ่นในหนัง

โอ้ะ เต็มพอดีแล้วสินะครับ มากที่สุดเท่าที่ผมจะให้ได้แล้ว … นี่แหละครับ หนังอันดับหนึ่งในดวงใจผม

ห้าดาวเต็มครับ

Star5

(10/10)