Action

Universal Soldier: The Return (1999) ยูนิเวอร์แซล โซลเยอร์ นักรบกระดูกสมองกล

UniversalSoldiers2001

ก่อนอื่น นี่ไม่ใช่ภาค 2 ของหนัง Universal Soldier เมื่อปี 1992 นะครับ ในความจริงแล้วมันคือภาค 4 ต่างหาก!

จริงๆ นะครับเนี่ย คืออย่างนี้ครับ หลังจากหนังดังไปพอตัวเมื่อปี 92 มันก็มีการพูดถึงการสร้างภาคต่ออยู่เนืองๆ แต่กว่าจะมาเป็นรูปเป็นร่างก็ราวๆ 5 ปีต่อมานั่นแหละ ทีมงานกะจะให้การกลับมาครั้งนี้ของยูนิเวอร์แซล โซลเยอร์ เป็นอะไรที่น่าจดจำและคงจะหวังเป็นแฟรนไชส์อะไรซักอย่างที่จะสร้างได้ยาวๆ พี่ท่านเลยมีการสร้าง Universal Soldier II: Brothers in Arms และ Universal Soldier III: Unfinished Business อันเป็นภาคสองและสามของหนังชุดนี้ออกมาฉายทางทีวี ซึ่งเรื่องราวยังเป็นของลุค เดเวอโรซ์ พระเอกจากภาคแรกอยู่เช่นเดิม (แต่เปลี่ยนคนเล่นครับ ให้ Matt Battaglia มาเล่นแทน) ซึ่งงานที่ออกมาก็ไม่ได้น่าจำเท่าไหร่เล้ย

และไม่รู้ว่าผู้สร้างแกไม่คิดจะเช็คเรตติ้งให้แน่ใจก่อนหรืออย่างไร แต่ดันเข็นหนังภาค The Return นี่ออกมาฉายโรงต่อในปี 1999 ดังนั้นโดยสรุป นี่จึงเป็นตอนต่อตอนที่ 4 ของหนังชุดนี้

… แต่อย่าว่างั้นงี้เลยครับ … เอ็งจะเข็นออกมาอีกทำมายยยยยยยย

แค่ภาคแรกก็พอแล้วอ่ะครับ มันไม่ได้ดีหรือน่าดูตอนต่อเลย แล้วยังไอ้ภาคฉายทีวีอีก คือมันไม่ได้ทำให้ใครเขากระหายใครดูตอนต่อๆ เลยนะฮะ (ใน IMDB ให้ 2 ให้ 3 กันเป็นแถบ คะแนนต่ำสุดๆ อ้ะ) แล้วยังอุตส่าห์จะทำออกมาอีก

อ้ะ ไม่เป็นไร ผมก็พยายามคิดในแง่ดีว่า หนังได้ Jean-Claude Van Damme กลับมารับบทเดิมเป็นลุค (จริงๆ จ้างใครก็ได้ที่มีกล้ามแล้วมีอารมณ์ขันน่ะครับ จะแสดงแข็งไม่แข็งไม่ว่ากัน เพราะมันก็ครือๆ กันนั่นแหละ) และได้ Mic Rodgers อดีตสตันท์นะครับ ที่ร่วมงานในหนังดังๆ มากมาย และยังเป็นสตั้นท์ส่วนตัวให้ Mel Gibson ด้วย อ้ะ แสดงว่าหมอนี่ต้องมีประสบการณ์เยอะในหนังแอ๊คชั่น และนี่คืองานกำกับชิ้นแรกของเขา … มันน่าจะโอเค … ?

แต่ท่านคงเดาออกใช่มั้ยครับว่าผมจะพูดอะไรต่อไป

ผมอยากตะโกนบอกพวกพี่ท่านว่า “ไม่คร้าบ มันไม่โอเคคคคคคคคคคคคคคคคคคค

ฮือๆๆๆ หรือช่วงนี้ผมจะเก็บกดจริงๆ หว่าเนี่ย

เอาล่ะมาว่าหนังกันทีละเรื่องครับ นักแสดงน่ะผมก็ไม่รู้จะชมใครดี และขณะเดียวกันก็ไม่ทราบจะด่าใครด้วย เพราะนี่มันหนังบู๊อ้ะครับ ไม่ใช่หนังชีวิตดังนั้นจะเล่นสมจริงหรือไม่แค่ไหน ผมว่าคงไม่ใช่ประเด็นที่จะยกมาพูดในหนังหรอกนะฮะ มาดูตรงตัวล่ำมั้ย บู๊ได้มั้ยดีกว่า ซึ่งก็โอเค ตัวล่ำดี ยังกะยกขบวนมาจากรายการโฆษณาสินค้าไอ้จอร์จกับเจ๊ซาร่าน่ะ นี่ถ้ามีไอ้ที่ออกกำลังตั้งอยู่ในฉากผมคงนั่งฮาเลยล่ะ

UniversalSoldiers2002

ส่วนฉากบู๊นั้น ดูไปก็เกรดบีเหมือนเดิม แต่ผมว่าก็ทำได้โอเคกว่าภาคแรกนะ อันนี้พูดถึงเฉพาะฉากต่อยตีนะครับ ก็คาดว่าคงได้อิทธิพลจากหนังใหม่ๆ แนวฮ่องกงเยอะ พวกตัวร้ายในเรื่องก็อัดกันไม่เลว

พวกตัวร้ายก็นั่นแหละครับ มาเป็นหุ่นทุกตัว Michael Jai White ที่เคยรับเป็นสปอว์นใน Spawn ภาคหนังใหญ่ก็มาเป็นเซ็ธ สมองกลรุ่นใหม่ที่เป็นตัววางแผนยึดครองกองกำลังยูนิเวอร์แซล โซลเยอร์เพื่อตนจะได้เอาไปใช้ทำเรื่องชั่วๆ น่ะครับ ซึ่งก็สบายแฮพี่แกไป เล่นเป็นหุ่นอ้ะ ปั้นหน้าโหดๆ ก็พอ

ส่วนสาวๆ ในเรื่องก็มี Heidi Schanz มารับบทอีริน ยังนะครับ เป็นนางเอก ก็สวยคมดีแหละ แต่ไม่มีอะไรให้จำ คือมาเพื่อสวยน่ะครับว่างั้นเถอะ

เนื้อเรื่องก็แทบไม่ต้องเล่าครับ พี่ลุคแกต้องกลับมารับมือกับกล่มสมองกลกบฎตนใหม่ เพื่อยับยั่งไม่ให้พวกมันออกไปทำร้ายผู้บริสุทธิ์ อ้า ใช่ แต่ในเรื่องก็พยายามเพิ่มปมความอ่อมโยนให้พี่ลุคนะครับ โดยการให้เขามีลูกสาว ชื่อ ฮิลลารี่ (Karis Paige Bryant) ซึ่งแน่นอนว่าหน้าที่หลักของหนูน้อยก็คือ โดนผู้ร้ายจับแล้วให้พระเอกตามไปช่วยครับ

เฮ่อ มีอะไรเดาไมได้บ้างมั้ยนี่

โอเค เดาได้หมด แต่ถ้าทำออกมาสนุกก็พอรับได้ แต่ไม่ต้องห่วงครับลองว่าผมบ่นเป็นหมีกินผึ้งสองรังครึ่งแบบนี้ย่อมแสดงว่าหนังหาได้น่าพอใจไม่

บทอ่อน ดาราเฉยๆ ฉากบู๊แม้จะพอไหว แต่ก็เป็นแบบผ่านมาแล้วผ่านไปน่ะครับ ผมเชื่อแล้วว่าพี่ผู้กำกับ Mic Rodgers แกเป็นสตั้นท์เก่า เพราะหนังมีฉากอัดกันเยอะมาก แต่ก็อย่างที่บอกครับว่าเป็น สตั้นท์ “เก่า” นั่นคือไอ้ฉากบู๊ที่ออกมาหาความใหม่ไม่เจอเลยให้ตายเถอะ เหมือนมานั่งย้อนดูงานเก่าๆ ของ Van Damme เขาน่ะครับ บู๊แบบเดิมๆ แต่ไม่ได้มีความลุ้นระทึกอะไรให้เลือดสูบฉีด

ส่วนที่นับว่าดีของหนังก็คือ ฉากครับ พวกภาพในฐานทัพหรือห้องทดลองลับดูลงทุนดีมาก ดูเป็นหนังเกรด A เลยล่ะ แต่ต้องเข้าใจครับว่าที่ผมดูหนังบู๊เนี่ย ก็เพื่ออยากได้ความมันส์ ถ้าผมจะดูภาพดี ฉากสวย ผมไปนั่งเปิดหนังสือบ้านและสวนก็ได้

ครับ ผมพูดเหมือนมองหนังในแง่ร้ายนะ แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ นี่รับ ดูแล้วไม่คุ้มก็ต้องว่าไปตามนั้น ยกเว้นว่าท่านจะเป็นแฟนพันธุ์แท้ๆๆๆๆ ของ Van Damme เท่านั้นแหละครับ ถึงจะพอไหว

ภาคแรกไม่ดูก็ไม่เสียดาย ส่วนภาคสองก็ไม่ต่างจากนั้นเท่าไหร่ล่ะครับ

แต่ถ้าให้พูดอย่างแฟร์ๆ หนังเรื่องนี้เข้าท่าเข้าทางกว่าหนังของพี่ Steven Seagal ในยุคหลังๆ ล่ะครับผม

ดาวกว่าๆ ครับ

Star11

(4/10)

Advertisements