รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย (2006)

seasons_00

ก็อยากดูมานานแล้วน่ะครับสำหรับเดอะ กิ๊ก เอ้ย ไม่ช่าย เฮ่อ จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ดูเดอะ กิ๊ก คือกะจะรอแผ่นครับเอามาดูซ้ำเก็บความขาว เอ้ย หมายถึงความน่ารัก เว้ย … รายละเอียดครับ เห็นมีสมาชิกเราคนหนึ่งเอาไปเปรียบกันอเมริกันพายยิ่งทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจขึ้นนะ ชักอยากดูขึ้นเหมือนกัน แต่ก็รอไว้ทีหลังครับ เพราะหนังเรื่องนี้ (ที่ผมจะพูดถึงอยู่เนี่ย) จัดว่ามาแรงในใจผมทีเดียว

แทบจะเป็นธรรมเนียมแล้วล่ะครับที่ทุกช่วงนี้ของปี Gmm ไท หับ เขาจะจองคิววางโปรแกรมไว้สำหรับหนังแนวชีวิตรักวัยรุ่นใสๆ ซักเรื่อง จนมาปีนี้ผมก็เล็งเลยครับ กะฉายเมื่อไหร่ล่ะเคลียร์คิวไปดูแน่นอน และเท่าที่ผ่านมาสองปี หนังของเขาก็ไม่ทำให้เราผิดหวังซักเท่าไหร่ จะแฟนฉัน จะเพื่อนสนิท ดูแล้วโดนใจทั้งสิ้น หนัง Seasons Change เรื่องนี้ก็นอนมาล่ะครับ เอาแค่โรงฉายนี่ก็ปูพรมแบบสุดๆ แล้ว

แล้วก็เช่นเคย หนังต้องจับเอาเรื่องรักๆ ของวัยรุ่น ม.ปลาย พระเอกของเราคือนายป้อมนะครับ (วิทวัส สิงห์ลำพอง) ที่ตัดสินใจเข้าเรียนที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล สาเหตุประการสำคัญเนื่องมาจากความรักครับ เขาแอบชอบสาวน้อยน่ารักนามว่าดาว (ยุวนาถ อาระยานิมิตสกุล) เลยตามเธอมาเรียนที่นี่เพื่อแอบชอบเธอต่อไป

่แล้วเรื่องวุ่นก็เริ่มก่อตัวครับ อย่างแรกเลยคือแม้เขาจะได้เรียนที่นี่ และเขามีฝีมือเป็นเยี่ยมในการตีกลองในระดับที่สามารถจะไปชิงทุนต่อนอกได้เลย แต่เขาไม่กล้าบอกพ่อว่าเรียนดนตรี เพราะโดนด่าแหงๆ ส่วนคุณพ่อก็เข้าใจไปเองว่าลูกตัวเองเรียนเตรียมแพทย์ (เออ คิดไปนั่นเลยนะครับ ) การปิดบังเลยเริ่มต้น

แต่เวรกรรมนำหนุนครับ เมื่อเพื่อนพ่อเขาดันรู้ว่านายป้อมเรียนดนตรี เขาเลยต้องไปขอร้องให้ อ้อม (ชุติมา ทีปะนาถ) ลูกสาวของเพื่อนพ่อคนนั้นให้ช่วยที ช่วยบอกกับพ่อของเธอว่าอย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกพ่อเขานะ อันทำให้เขาค่อยๆ กลายเป็นเพื่อนซี้กับอ้อมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเธอก็เรียนดนตรีอยู่เหมือนกัน

นี่แหละครับเรื่องเบื้องต้น จากนี้ไปก็ต้องไปทัศนากันต่อเองว่าเรื่องราวจะดำเนินเดินไปในทิศทางใด นายป้อมของเราจะเล่นของสูงตะกุยฟ้าไปคว้าดาวหรือแกจะเห็นความดีในตัวเพื่อนสนิทอย่างอ้อม ตีตั๋วเข้าไปรับชมได้เลยครับ

ถ้าถามว่าทำไมผมต้องเล่าเนื้อเรื่องซ้ำซากอีหรอบนี้ทุกทีก็ขอบอกเลยครับว่ามันเป็นกุศโลบายที่ทำให้รีวิวยาวขึ้น (5555) จริงๆก็ เพราะเวลาไม่รู้จะเขียนอีท่าไหนก็ต้องพิมพ์เกริ่นก่อนเดี๋ยวอะไรๆ มันจะได้ตามมา เอาล่ะมาว่ากันถึงตัวหนังได้แล้วนะครับ ถ้าพูดแบบตรงๆ ถึงเป้าไปเลยก็ต้องบอกว่า GTH ยังฟอร์มสวยเช่นเคยนะครับ ผมว่านาทีนี้เราวางใจหนังค่ายนี้โดยไม่ต้องเปิดอภิปรายได้แล้วล่ะครับ พวกพี่แกตั้งใจทำหนังคุณภาพออกมาจริงๆ ยิ่งทีมผู้กำกับ 365 Film นี่ก็พอกันน่ะ รับประกันคุณภาพแหงมๆ ว่าต้องออกมาดี แต่จะดีมากหรือดีน้อยก็ค่อยมาจาระไนกันแบบลึกๆ อีกที แต่เป็นไปได้ว่าที่ผมจะคุยจากนี้ไปอาจมีการกล่าวถึงเนื้อในของเรื่องนะครับ ซึ่งถ้าท่านอยากจะมีใจใสแจ๋วไม่อยากรับรู้อะไรเกี่ยวกับหนังเลยก็ไม่ต้องอ่านก็ได้ครับ แต่ผมจะพยายามไม่สปอยล์นะ อันไหนปอยล์หนักจริงผมจะบอกเตือนท่านแล้วกัน

แต่ในเบื้องต้นก็บอกได้ว่า เรื่องนี้คุ้มค่าเงินพอสมควรครับ เพียงแค่ความยอดเยี่ยมยังไม่เท่ากับระดับที่ “แฟนฉัน” กับ “เพื่อนสนิท” เคยทำเอาไว้ … จริงๆ ต้องบอกว่าดีเกือบเท่า แต่มาเบาเอาตอนปลายนี่แหละ

โดยส่วนตัวผมชอบนะครับ ไม่ใช่แค่หนังเรื่องนี้นะ แต่หมายรวมถึงหนังทุกเรื่องจากค่ายนี้และทีมนี้ ส่วนมากพวกเขาจะจับตลาดวัยรุ่นน่ะครับ ซึ่งผมไม่แปลกใจนะว่าทำไมพวกพี่แกถึงทำเรื่องวนๆ อยู่ ไม่วัยเด็กก็วัยรุ่น มองได้สองประการ อย่างแรกคือตลาดครับ บัดนี้คงต้องยอมรับเลยว่ากลุ่มคนดูที่เป็นวัยรุ่นนี่เป็นกลุ่มที่ใหญ่เอาการ ไม่เชื่อลองสังเกตตามโรงหนังสิครับ ต่อแถวส่วนใหญ่วัยไหนกันบ้างล่ะคับ วันธรรมดานี่แต่งเครื่องแบบเต็มยศกันมาดูหลังเลิกเรียนเลยล่ะ

ส่วนประการที่สองก็ต้องมองว่าเรื่องราวช่วงวัยรุ่นนี่เป็นอะไรที่อยู่ในความทรงจำนะ ลองสังเกตมาแต่ละเรื่องที่พวกเขาทำก็เหมือนจะเป็นการเอาบันทึกหน้าหนึ่งในชีวิตของพวกเขามาถ่ายทอดบนแผ่นฟิล์ม บันทึกที่อยากให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วมไปในประสบการณ์แบบนั้น ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าพวกพี่แกคิดแบบนี้หรือเปล่า แต่สำหรับผมถ้ามีโอกาสทำก็คงทำอะไรแบบนี้แหละครับ เพราะประสบการณ์ช่วงที่สนุกสุดๆ ก็หนีไม่พ้นช่วงเรียนนี่แหละ

และยิ่งกว่านั้นคือ เรื่องช่วงวัยเรียนนี่เรียกลูกค้าได้ค่อนข้างชะงัดนะ คือยังไงวัยรุ่นก็สนใจอยู่แล้ว ส่วนพวกผู้ใหญ่ก็อยากจะขอพักจากความเป็นผู้ใหญ่ที่วุ่นวายมารำลึกความหลังเหมือนกัน

เรื่องราวใน SC ก็อย่างที่เล่าล่ะครับ วัยรุ่นกับเรื่องรัก แต่หนังก็ไม่ได้เน้นที่รักๆๆ อย่างเดียวนะครับ มันยังมีพล็อตรองเจ๋งๆ ไม่ว่าจะเรื่องอนาคต เรื่องทางเลือก เรื่องครอบครัวอีกหย่อมหนึ่ง ซึ่งก็รู้สึกว่ามันจะเป็นอะไรที่ผมคาดหวังได้จากทีมนี้อยู่แล้วและเป็นจุดที่ยกระดับหนังจากทีมนี้ให้เหนือจากหนังวัยรุ่นไร้สาระทั่วๆ ไป (ผมว่ามันออกจะเหนือกว่าหนังจากมะกันหลายเรื่องด้วยซ้ำ)

ความดีของ SC มันก็แทบจะเหมือนกับเรื่องก่อนๆ ครับ เริ่มจากบรรยากาศการเดินเรื่องที่ลงตัวพอเหมาะ การถ่ายภาพ มุมกล้อง ความฮาที่แทรกมาเป็นพักๆ ดูได้เพลินเลยล่ะครับ และจุดที่ถือว่าดีแบบเหนือความคาดหมายก็คือเหล่านักแสดงที่แม้จะหน้าใหม่ แต่เล่นดีอ้ะ โดยเฉพาะนายวิทวัสพระเอกของเรื่อง ลื่นมากครับ อันนี้ขอชมเลย ดีจริงๆ สีหน้าแววตาท่าทางสื่ออารมณ์ได้ หรืออย่างตอนไปยืนรอดาว ประมาณกะจะรอเธอออกมาแล้วทำเป็นเหมือนว่า “อ้ะ เจอพอดี กลับด้วยกันมั้ย” อ้า ไอ้หนุ่มหลายรายที่เคยผ่านพิธีกรรมนี้มาแล้วน่าจะโดนล่ะ มันใช่อ้ะ ไปยืนรอเขา นานก็รอ แต่ก็ไม่รู้จะทำอะไรเลยฟอร์มจับกระจกบ้าง ดูนาฬิกาบ้างดูแล้วก็ดูเล่าจนสายคาดจะเน่าคามือก็ดูไป ฟอร์มน่ะครับว่างั้นเหอะ

จริงๆ ช่วงต้นเหมือนจะสับสนคาแร็คเตอร์ของป้อมเหมือนกันนะครับ ประมาณว่าแกดูเหมือนจะเป็นพระเอกวัยรุ่นพิมพ์นิยม นั่นคือ หงิมๆ ติ๋มๆ ไม่กล้าพูดจา แต่ดูไปก็มีบางอารมณ์พี่แกก็ดูเฮ้วชะมัดตกลงยังไงกันแน่ พอดูไปซักพัก ก็ถึงบางอ้อครับ ว่าแกจะดูเงียบๆ ทำอะไรไม่เป็นก็อีตอนเห็นดาวผู้น่ารักน่ะแหละ ในขณะที่ช่วงเวลาอื่นๆ เขาก็เป็นเด็กผู้ชายที่เฮฮาน่าคบคนหนึ่ง ซึ่งสำหรับคนอื่นไม่รู้จะว่าไงนะ แต่ผมเห็นว่ามันเป็นอะไรที่ดีนะครับ ทำให้หนังมันดูมีรสชาติมากขึ้น จะให้มาเห็นพระเอกทำอะไรไม่เป็นเลยหงิมตลอดเราก็คงไม่ใคร่จะเอาใจช่วยเขาเท่าไหร่ แต่นี่ค่อยน่าลุ้นหน่อย และทำให้ป้อมของเราดูมีมิติขึ้นอีกด้วย

ลองว่าพระเอกมีสีสัน หนังก็เป็นต่อแล้วครับ แล้วยิ่งนางเอกสองคนเล่นดีอีกก็ไปกันใหญ่ล่ะ

อืมม์ อันนี้ผมค่อนข้างชอบนะ คือดาราหน้าใหม่ก็จริงแต่เล่นได้ดีอ้ะ อาจไม่ถึงกับสุดยอดแต่ดูถ้าเล่นแล้วหนังไม่สะดุด ต่อเนื่องทางอารมณ์ไปแบบไม่ลื่นมันก็ต้องชมกันหน่อย

สองสาวของเรานั้น … คือ … น่ารักอ้ะคับ ฮิฮิฮิ (โทษครับ เก็บอาการไม่อยู่) น่ารักจริงๆ นะท่านสุภาพบุรุษร่วมโลกทั้งหลาย อันนี้ถ้ามองในแง่หนังถือว่าเลือกมาได้ดีน่ะครับ ดูสดใส ร่าเริงและเข้ากับบทด้วย สาวที่รับบทอ้อมนี่ออกจะเด่นมากเลยล่ะครับ น่ารักร่าเริงดี แววตาสื่ออารมณ์อีกแล้ว ไม่ต้องอื่นไกลครับ ไอ้ฉากควักร่มออกมาแล้วยัดคืนลงไปนี่แหละ โอ้ แม่เจ้า หรือฉากง่ายๆ อย่างนายป้อมเราไปซื้อผักมาให้ก็พอกัน โอ้ แม่เจ้าภาค 2

บางคนงง ผมจะไปชอบอะไรแววตานักหนา คืออยากจะบอกว่าเวลาดูหนังแล้วตัวละครจะเร้าอารมณ์เรานี่ ดวงตาเป็นจุดสำคัญเหมือนกันนะครับ จุดที่จะทำให้หนังซึ้ง ได้อารมณ์หรือไม่ ไม่ได้มาจากภาษาปากอย่างเดียว ภาษากายนี่ก็สำคัญ และภาษาส่วนมากก็จะผ่านทางตานี่แหละ และอย่าว่างั้นงี้นะครับคือดาราจริงๆ หลายรายยังทำไม่ได้เล้ย พอเจอแบบนี้เลยอดดี๊ด๊าไม่ได้ แม้น้องเขาจะไม่ได้เล่นเยี่ยมขนาดนั้น แต่ทำได้ขนาดนี้ก็ขอให้กำลังใจหน่อยล่ะครับ (ทำหยั่งกะเค้าจะมาอ่าน เอิ้กๆ )

ซึ่งน้องที่มาเล่นเป็นอ้อมก็คือชุติมา ทีปะนาถนะฮะ เธอสมเป็นตัวแทนความหมายของฤดูร้อนจริงๆ ดูร่าเริง ติงต๊อง น่ารัก เฮ้วนิดห้าวหน่อยกำลังดีเลยครับ ส่วนสาวอีกเจ้าก็คือดาว รับบทโดยน้องนาถรายนี้ก็น่ารักแบบหวานๆ นิ่งๆ ซึ่งถือเป็นการแบ่งสไตล์ได้เฉียบนะครับ คนนี้ดูเป็นดาวจริงๆ หน้าตาจิ้มลิ้มเหมือนตุ๊กตา เป็นที่หมายปองของคนทั่วไป (อาจเป็นสาเหตุที่ตัวละครนี้ชื่อดาวก็ได้) ท่าทางอ่อนหวาน คบหาง่าย

งานนี้เลยบอกได้เต็มปากว่าดารานำดี เหมาะกับบท ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง

maxreslhuigdefault

ส่วนดาราสมทบนี่ส่วนมากก็นอนมาอีกแล้วครับ เล่นได้เอาฮาสบาย แต่รายที่เด็ดดวงเหนือใครหนีไม่พ้นอาจารย์ตีกลองผู้น่ารักของนายป้อมเขา เจ้าเดียวกับที่แสดงเป็นแฟนชราภาพของนีน่าในแก๊งชะนีน่ะครับ เรื่องนั้นมานิ่งๆ ขโมยแบบนิ่ง แต่มาเรื่องนี้ขโมยแบบกระจุยครับ เล่นเอาเจ้าอื่นทำตาปริบๆ ไปเลย

หนังมีการแบ่งช่วงออกเป็นฤดูกาลสมกับชื่อเรื่องจริงๆ ครับ เปิดมาก็ร้อน ต่อมาก็ฝน และลงเอยด้วยหนาว ซึ่งในช่วงสองฤดูแรกถือว่าออกมาโอเลยล่ะครับ แนะนำตัวละคร ฮากำลังดี และจุดที่สมควรอย่างยิ่งคือการเอา “สภาวะ” ของฤดูนั้นมาเป็นฉากหลัง ช่วงหน้าร้อนนี่ยังพื้นๆ ครับ พอมาถึงฝนนี่เรียกว่าใช้งานได้คุ้มมาก เอาแค่ประเด็นเรื่องร่มนี่ก็สื่อความหมายได้ดีมากๆ แล้ว แต่สำหรับฤดูสุดท้ายมันกลับไม่ค่อยจะเป็นอย่างที่คาดเท่าไหร่ … ไว้ว่าที่หลังในส่วนการบ่นนะครับ

ผมว่าคนที่จะสนุกกับหนังได้มากหน่อยก็น่าจะเป็นคนที่เคยมีประสบการณ์ร่วมแบบตัวละครในหนังน่ะครับ เหมือนสองเรื่องก่อนน่ะแหละ อย่างถ้าใครเคยมีเพื่อนสนิท พอดูเพื่อนสนิทก็จะโดนแบบป้ากๆๆๆๆ (ผมโดนซะหัวชาเลยล่ะ) สำหรับเรื่องนี้ก็จะเป็นเรื่องของผู้ชายที่ทำเพื่อความรักน่ะครับ อย่างตามไปเข้าชมรมที่เธอไปเข้า เราก็เข้าไปแบบอย่างนั้นๆ โดยจุดใหญ่ใจความก็เพื่อตามไปแอบมองคนที่เราชอบอยู่น่ะแหละ หรือการที่เราไปทำฟอร์มยืนรอคนที่เราชอบเพื่อที่จะได้กลับบ้านพร้อมเธอ และจะได้รู้จักพูดคุยกับเธอ อันนี้ใครเคยก็คงแอบขำลึกๆ ล่ะครับ แต่ก็ต้องยอมรับอย่างว่าประเด็นทั้งหมด ในเรื่องแม้จะน่าสนใจและทำออกมาอย่างเพลิน แต่ความลงตัวยังไม่รวบรัดลงลึกเท่าสองเรื่องที่แล้ว ยังไม่ถึงกับป้ากน่ะว่างั้นเถอะ

โดยส่วนตัวผมชอบช่วงสองฤดูแรกของหนังมากเลยนะครับ มันเดินแบบเรื่อยๆ แต่อิ่มลึก ได้เห็นป้อมแอบมองดาวเป็นพักๆ ได้เห็นป้อมกับอ้อมคบหาสนิทกัน ได้เห็นทั้งสองฝ่าฝน ได้ฮาเป็นระยะๆ จนอดคิดไม่ได้ว่าการสรุปเรื่องราวมันจะตรึงใจมากน้อยแค่ไหนกันนะ แต่เอาเข้าจริงในตอนท้ายการสรุปเรื่องกลับแผ่วลงไปหน่อย … อันนี้จะเป็นการบ่นแล้วนะครับมีการเผยเนื้อเรื่องชัวร์ ไม่อยากทราบข้ามไปอ่านดาวตอนท้ายเลยแล้วกัน อันนี้เหมาะกับคนที่ดูมาแล้วมากกว่านะครับ

เริ่มจากเรื่องราวต่างๆ ที่เป็นปมที่ออกจะแก้ยากหน่อยอย่างเรื่องพ่อที่ไม่รู้ว่าลูกชายตัวเองเรียนดนตรีแทนที่จะเป็นหมอ จริงๆ ปมนี้นับว่าใหญ่นะครับ แม้หนังจะแก้ปมนี้ได้ไม่เลวแต่ผมว่ายังขาดๆ หน่อยอ้ะ จริงๆ ปมนี้เล่นได้แรงระดับที่จะทำให้คนดูร้องไห้ได้เลยนะครับ อย่างการที่พ่อตัดสินใจยอมตามใจลูกเพราะลูกรักดนตรีจริงๆ แม้หนังจะสื่อตามนี้ แต่ภาพยังไม่ครบถ้วนทางกระบวนอารมณ์ ถ้ามีการเสริมเติมต่อนิด อย่างตอนที่พ่อเข้าไปแกะโปสเตอร์ลูกนั่น ถ้าเปลี่ยนเป็นเห็นลูกตั้งใจเล่นดนตรีจริงๆ มันคงชวนซึ้งกว่านี้นะครับ

ผมนึกว่าตอนคลายเรื่องจะเป็นประมาณว่า พ่อหงุดหงิดไม่พอใจเรื่องนี้ แล้วซักพักก็ไปคุยกับเพื่อน เพื่อนก็บอกให้ตามใจลูกเถอะ มันรักมันชอบอะไรก็ปล่อยไปตามนั้น แล้วก็ให้พ่อได้เห็นว่าลูกตั้งใจรักดนตรีจริงๆ อาจจะผ่านทางเทปก็ได้ ที่มันอัดไว้ตอนป้อมเล่นกลองคู่กับอาจารย์น่ะครับ (ตอนแรกผมนึกว่าอาจารย์ผู้น่ารักของป้อมจะเอาเทปม้วนนั้นมาให้พ่อป้อมดูซะอีก ไม่รู้ซี่ผมว่ามันจะหนักแน่นทางอารมณ์มากขึ้นน่ะ ถ้าพ่อได้เห็นความตั้งใจจริงของลูกซักครั้งก่อนตัดสินใจน่ะ อันนี้ความเห็นส่วนตัวนะไม่ต้องสนมากหรอกครับ คิดว่าผมเพ้อแล้วกัน)

และอีกจุดที่หนังดันโผล่มากล่าวเน้นในช่วงท้ายของหนัง แต่ช่วงต้นๆ กลับไม่ใคร่จะกล่าวถึงแบบจริงจังเท่าไหร่คือ เรื่องที่ป้อมรักดนตรี ซึ่งตลอดทั้งเรื่องอารมณ์ของป้อมเหมือนมันจะกึ่งๆ มาตลอดครับ แต่เหตุผลจริงๆ ของการที่เขามาเรียนที่นี่ก็เพราะชอบดาว นั่นก็คือธีมที่ช่วงต้นเน้นมาตลอด แต่พอเข้าสู่ช่วงท้ายจู่ๆ แกก็ดูเหมือนจะเป็นคนรักดนตรีขึ้นมาซะอย่างงั้น อย่างฉากที่เขามองเพื่อนๆ ร่วมวงเล่นดนตรีกันในขณะที่เขาตัดสินใจก้าวออกจากวงแล้ว แต่พอดูๆ ไปในที่สุดเขาก็อดรนทนไม่ได้ เหมือนมันผูกพันกับวงนี้ไปแล้วเขาจึงวิ่งไปหาวงและไปยืนยังตำแหน่งเดิมที่เขายืนมาตลอดเทอม ประเด็นนี้จริงๆ ผมถือว่าเฉียบเลยนะครับ เพียงแต่การนำเสนอมันออกจะห้วนน่ะ อย่างน้อยที่สุดน่าจะปูพื้นอารมณ์ผูกพันกับวงมากกว่านี้นิดนึง คือไม่จำเป็นต้องให้ป้อมผูกพันกับวงก็ได้ครับ แต่แค่ทำให้ป้อมดูเป็นส่วนหนึ่งกับวงจริงๆ แล้วพอเข้าฉากที่ว่ามันจะได้โอเคเบตงกว่าที่เป็นซะหน่อย

จะว่าไปก็แปลก หนังทำให้เราเชื่อว่าป้อมเล่นดนตรียอดเยี่ยม แต่ไอ้เรื่องที่ว่าป้อมรักดนตรีนี่ยังกึ่งๆ ครับ ไม่ค่อยจะน่าเชื่อเต็มตัวเท่าไหร่ ซึ่งจุดนี้ออกจะพร่องๆ หน่อย ถ้าเต็มล่ะมันจะเด็ดมากครับ เพราะมันสามารถสรุปได้ในตอนท้ายเลยว่า ที่แห่งนี้ เขาได้พบทั้งสิ่งที่เขารัก และคนที่เขารัก ซึ่งมันจะสอดคล้องกับสิ่งที่เขาตัดสินใจในตอนท้ายด้วย

ก็ยังไม่หมดน่ะนะครับ ช่วงท้ายผมออกจะบ่นเยอะหน่อยแต่โปรดเข้าใจครับ มันรักหนังเรื่องนี้อ้ะ ดังนั้นตรงไหนที่มันรู้สึกตะขิดตะขวงก็อยากบอกให้หมด เพราะหนังมันเกือบยอดมากๆ ในความคิคผมนะครับ ประเด็นดีอ้ะ แต่ตอนท้ายนี่มันออกจะหายและห้วนไปในหลายๆ อย่าง

นอกจากปมพ่อที่ลงง่ายไปหน่อย (จริงๆ ในหนังดีแล้วล่ะครับ แต่มันยังไม่สุดตีน) ปมรักดนตรีที่นึกจะมาก็มา อีกอันในช่วงท้ายเลยก็คือบทสรุป ซึ่งคนที่ดูแล้วคงรู้นะครับว่าพระเอกเลือกใคร ซึ่งไม่แปลกใจอันนี้ผมยอมรับว่ามันควรจะเป็นอย่างนั้นแหละ แต่มันดูจะขาดที่มาที่ไปนิดนึงน่ะครับ หรืออาจจะเพราะผมมันนิสัยเสียจินตนาการไม่ถึงก็ได้ เลยชอบให้มีฉากเรียกน้ำตาให้เราเก็ทว่าทำไมตัวละครจึงตัดสินใจแบบนั้น เพราะอย่างในแฟนฉันก็มีฉากวิ่งตามรถเรียกน้ำตา ในเพื่อนสนิทก็มีฉากเจอรูปวาด ไอ้ฉากพวกนี้มันจะสื่อความหมายต่อบทสรุปของเรื่อง มันจะโน้มนำเราไปสู่ตอนจบได้อย่างสนิทใจ แต่กับเรื่องนี้มันเหมือนขาดอะไรไปบางอย่าง เหมือนกับว่าการที่ป้อมจะเลือกผู้หญิงคนนี้ มันเพราะอะไรอ้ะ อะไรที่ทำให้มันโดน ที่ทำให้มันป้าก อะไรที่มันมีฤทธิ์แรงยิ่งกว่ารักครั้งแรก รักที่เขาเฝ้ารอมาเป็นปี แม้จะมีฉากทำนองนั้นอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่แรงขนาดนั้นน่ะครับ แค่พอเข้าใจ แต่ไม่ถึงกับโน้มอารมณ์ได้

ทำให้ที่ผมอิ่มๆ มาสองช่วงเหมือนสะดุดครับ ประมาณเหมือนตัวเองนั่งอยู่บนเครื่องบิน กำลังสบายเลยครับ แอร์ เอ้ย กัปตันขับมาดี แม้จะมีตกหลุมอากาศก็ยังประคองเครื่องได้ แต่พอตอนถึงที่หมายดันทิ่งดิ่งแบบนิ่งเกินเหตุ ผู้โดยสารก็งงว่า อ้าว ถึงที่หมายแล้วเหรอครับ ไอ้อารมณ์หวิวๆ อารมณ์ไคลแม็กซ์ตอนเครื่องค่อยๆ ร่อนเข้ารันเวย์ดันหายไปหมดเลย เช่นกันในเรื่องรู้ตัวอีกทีจบแล้ว … คือสารภาพนะ รู้อยู่แล้วว่าต้องจบแบบนี้ แต่ที่อุตส่าห์เข้าไปนั่งดูน่ะไม่ใช่เพื่อดูตอนจบ เพราะยังไงมันก็เดาได้ มันไม่หักมุมหรอก คือพระเอกมันคงไม่โดนผู้ก่อการร้ายเอาระเบิดพลีชีพมาขว้างตอนแสดงหรอกจริงมั้งครับ นี่มัน “อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย” ไม่ใช่ “รัฐบาลเปลี่ยนแปลงหน่อย” ตอนจบน่ะรู้ตั้งแต่ในมุ้งครับ แต่อยากดูตรงที่ว่า ผู้กำกับจะนำเรื่องสู่ตอนจบอย่างไร กินใจหรือไม่ เร้าอารมณ์หรือไม่ ได้ร้องไห้อีกหรือไม่ เพราะตอนจบน่ะใครก็เล่าได้ครับ แต่การจะเล่าให้ถึงอารมณ์นั้น เราหวังพึ่งพาทีมงานเลยนะครับว่าจะทำให้เราอึ้งได้มั้ย ให้กินใจได้มั้ย แต่ผลที่ได้คือช่วงที่ว่า ช่วงที่ผมถือว่าเป็นไคลแม็กซ์กลับหายไปครับ ทำให้ช่วงท้ายออกจะอ่อนพลังลงอย่างน่าเสียดาย

นอกจากนี้ เรื่องของ “ฤดู” อย่างที่ผมบอกนะครับ เปิดมาดีเลยนะ ร้อนก็โอเค เข้าช่วงหน้าฝนก็ดี และชื่อหนังมันก็บอกว่า อากาศปลี่ยนแปลงบ่อย ผมก็ลุ้นแทบตายว่า เอาเว้ย หน้าร้อนมันเพลินเว้ย หน้าฝนก็เริ่มชุ่มฉ่ำด้วยไอรักเว้ย มีหวานหน่อยเว้ย แล้วช่วงสุดท้ายมันจะยังไงเว้ย

… แต่พอถึงฤดูสุดท้าย … จบแล้วเว้ย

มันฮวบนะพี่ อุตส่าห์ลุ้นอ้ะ คือผมก็นึกว่ามันจะมี “ความเป็นฤดูหนาว” มาเป็น Back นิดนึง และอย่างที่ทราบกัน บรรยากาศช่วงหน้าหนาวนี่มันเนรมิตความสวีทหวานแหววได้สบายจะตายไป โอเค ผมไม่ปฏิเสธ แม้ความจริงในบ้านเรามันจะมีสามฤดูจริง คือ ร้อน ร้อนกว่า และร้อนที่สุด แต่นี่มันหนังอ้ะพี่ เว่อร์หน่อยก็ไม่เป็นไร ไม่ใช่พยากรณ์อากาศไม่ต้องไปขึ้นกับกรมอุตุมากก็ได้ ให้มีนิดนึง บรรยากาศหนาวนิดๆ ให้มันน่าหาไออุ่นมาเคียงคู่หน่อย หรือไม่งั้นอย่างน้อยก็ให้มีฉากลมพัดหวิวๆ ก็ได้ แค่นี้คนดูก็ตีความว่าหนาวแล้ว ไม่ต้องมีหิมะหรอกครับ

และการจบด้วยอารมณ์หน้าหนาวนี่ผมว่ามันเหมาะนะ ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่มันออกจะเหมาะน่ะ อากาศช่วงหน้าหนาวมันเหมาะแก่การโรแมนติกอยู่ไม่ใช่น้อย (จริงๆ ถ้าเล่นเรื่องความรักและให้มันเดินไปตามเวลา ตามฤดูนะ มันก็สามารถเล่นวันวาเลนไทน์ได้น่ะครับ (หมดหนาวพอดี) จับมาเล่นได้ แต่สงสัยเรื่องมันจะยาวเกินไปมั้งทีมงานเลยไม่เอามา ไม่เป็นไรครับผมขอเก็บไว้ใช้แล้วกัน 555)

ทั้งหมดทั้งปวงที่ผมบ่นมาทำให้ช่วงท้ายออกจะพร่องพลังลงไปหาน้อยไม่ คนอื่นอาจไม่เป็นนะครับ แต่ผมเป็นก็ขอบ่นหน่อยละกัน ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว

เอาเป็นว่าหนังเรื่องนี้ ผมว่ามันก็ดีล่ะครับ ดูแล้วอิ่มในระดับหนึ่ง แต่ช่วงท้ายมันจะวืดไปนิด ส่งอารมณ์คนดูแบบทิ้งดิ่งไปหน่อย แต่ก็ไม่ถึงกับทำให้หนังกร่อย เพียงแค่ทำให้มันรู้สึกขาดอะไรไปบางอย่างเท่านั้น เอาเข้าจริงมาหักกลบลบกับหนังทั้งเรื่อง นี่ก็ยังถือเป็นงานที่น่าดูอยู่ดีแหละครับ ไอ้ผมมันคนพันธุ์บ้า ดูหนังหลังๆ นี่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ไม่เป็นกับเขาแล้ว เห็นอะไรก็ว่าตามนั้น แล้วก็ไม่รู้ตัวเองจะไปใส่ใจรายละเอียดทำไมนักหนา (ท่าจะโรคจิตแฮะเรา) แต่ที่ทำไปนี่ไม่ใช่ติเพื่อด่าครับ ติเพื่อก่อนาอันนี้บอกก่อน

ออ อีกอย่างที่ไม่พูดถึงเห็นจะไม่ได้คือ ดนตรีครับ ที่หนังโปรโมตแทบตายน่ะแหละ ออกมาก็ดีครับ เพียงแต่ช่วงท้ายอย่างที่บอกมันไม่ถึงกับทำให้เราหัวใจพองโต คงเดาได้นะครับมันต้องจบด้วยการที่ออเครสตร้าบรรเลงเพลง ฤดูที่แตกต่าง ของพี่บอยด์ มันทำให้เรารู้สึกดีครับ แต่ไม่ถึงกับเปรมปรีดิ์อย่างที่สุด แต่เรื่องดนตรีในหนังจัดว่าดีครับ น่าพอใจ

 

แต่โดยสรุปหลงจ้งตอนท้ายผมก็ชอบหนังเรื่องนี้อยู่ดีน่ะครับ ในใจยังอยากไปดูซ้ำเลยนะฮะ เพราะมันดูแล้วสบายใจ เพลินดี จริงๆ อารมณ์หนังมันดีนะครับ งดงามเพลินเพลิน เฮฮา ทุกอย่างจัดว่าเข้าที่มาก คือกับเพื่อนสนิทหรือแฟนฉันผมยังดูรอบเดียวแล้ว ชอบก็พอนะ แต่กับเรื่องนี้แม้ผมจะบ่นๆ ก็เถอะ แต่บรรยากาศในหนังมันน่าไปดูซ้ำ อาจเพราะนักแสดงที่ลื่นไหล เรื่องราวก็ลื่น การดำเนินมันก็ดี เพียงแต่จะไปพร่องตรงประเด็นหน่อยเท่านั้นเอง กับช่วงท้ายที่เล่นสโลปเข้าที่ราบไวไปนิด กล่าวคือหนังมีจุดโหว่ครับใช่ว่าจะสมบูรณ์พร้อม แต่กระนั้นผมก็เชื่อนะ เชื่ออย่างแรงว่าเอาเข้าจริงๆ พอดูจบคุณอาจจะติดใจหงุดหงิดกับช่องโหว่เล่านั้นอยู่พักนึง แต่พอนั่งนึกๆ สิครับ นั่งนึกถึงเหตุการณ์ในหนัง นึกถึงความร่าเริงของตัวละคร นึกถึงดนตรี นึกถึงความสนุกและความฮาของพวกเขา เชื่อเถอะ คุณจะค่อยๆ คลายความหงุดหงิดนั้นลงไม่มากก็น้อย

สำหรับผมมันเป็นเช่นนั้นครับ ตอนแรกหงุดหงิด รู้สึกเสียดายที่หนังโหว่เยอะ แต่พอนึกๆ ถึงเรื่องราวมันก็ยิ้มได้ นึกถึงตอนนายป้อมตีกลองครั้งแรก นึกถึงท่าเต้นของอ้อม นึกถึงภาพดาวตอนสีไวโอลิน … ผมกลับรู้สึกดีขึ้นเยอะเลยแฮะ เหมือนกับแม้หนังจะทำประเด็นให้ประทับใจไม่สำเร็จทั้งหมด แต่หนังกลับทำให้คนดูอิ่มใจได้สำเร็จครับ

อยู่ที่คุณแล้วนะครับว่าจะเอายังไง ผมบอกไว้ก่อนเลยว่าหนังไม่สุดยอด ไม่ทำให้ร้องไห้ … แต่ทำให้คุณนึกถึงแล้วยิ้มได้ก็แล้วกัน

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)

Advertisements