รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

My Super Ex-Girlfriend (2006) กิ๊กเก่าผม เธอเป็นยอดมนุษย์

sxg_00

ไม่รู้ชื่อผู้กำกับ Ivan Reitman จะมีความหมายกับใครๆ หรือเปล่านะครับ พี่แกเป็นเจ้าของผลงานฮิตๆ เมื่อทศวรรษก่อน ไม่ว่าจะ Ghost Busters 2 ภาค, Twins, Kindergarten Cop, Junior, Dave, Fathers’ Day, Six Days Seven Nights (เยอะเหมือนกันเน้อะ) ซึ่งสำหรับผมชื่อนี้ค่อนข้างไว้ใจได้ครับ ดูได้เรื่อยๆ สนุกในระดับที่อาจจะไม่เปรี้ยงปร้างแต่ก็ไม่ถึงกับผิดหวัง

แต่ก็ได้ข่าวว่าหลายรายเข็ด Evolution แต่ผมก็ไม่ได้ผิดหวังอะไรกับงานนั้นเท่าไหร่ เพราะมันก็ดูแบบเพลินๆ น่ะครับ อีกอย่างสูตรมันก็ลงอีหรอบ Ghost Busters อยู่แล้ว เพียงแต่จังหวะจะโคนมันยังพร่องในหลายจุด ทว่าพอสรุปสำนวนออกมามันก็ถือเป็นหนังฮาต๊องๆ อีกเรื่องน่ะครับ

สำหรับงานอันนี้ก็แหกทางมาพอควร กับหนังฮาปนรักหน่อย มีเสียดสีบ้างเล็กๆ กับเรื่องราวของเจ้าหนุ่มแมทท์ ซอนเดอร์ส (Luke Wilson) ที่ฮึดเนื่องจากแรงยุของไอ้เพื่อนตัวดี ให้เดินตรงเข้าไปจีบผู้หญิงคนหนึ่งกลางรถไฟใต้ดิน เธอชื่อ เจนนี่ จอห์นสัน (Uma Thurman) ซึ่งท่าทางภายนอกดูนิ่งๆ เงียบๆ ออกไปในเชิงเรียบร้อย ตอนแรกสองคนก็เข้ากันได้อย่างดีล่ะครับ แม้แมทท์จะรู้สึกว่าเธอห่างเหินเขาและมีพฤติกรรมแปลกๆ มากหน่อยก็เถอะ

แต่ต่อมาเจนนี่ก็บอกแมทท์ตามความจริงว่า เธอคือ จี – เกิร์ล ซูเปอร์ฮีโร่ประจำเมืองที่คอยออกปราบเหล่าร้ายและปกป้องผองภัยจนขึ้นหน้าหนึ่งเป็นประจำ ซึ่งแมทท์ก็คิดว่าเท่ห์ดีออกมีแฟนเป็นฮีโร่ แต่มาระยะหลังๆ เจ๊แกดันเริ่มออกแนวเพี้ยนครับ เริ่มหึงออกหน้าออกตา เพราะแมทท์ดันทำท่าสนิทชิดเชื้อกับแฮนน่าห์ ลูอิส (Anna Faris) เพื่อนสาวที่ทำงานด้วยกัน ไอ้หึงไม่หึงเปล่าก็เจ๊แกเป็นซูเปอร์ฮีโร่อ้ะ หึงทีก็ทำท่าจะบี้แมทท์ให้จมดินอย่างเดียว พังข้าวของยับไปครึ่งแถบได้ล่ะมั้ง จนแมทท์ทนไม่ได้ครับ เลยตัดสินใจบอกเลิกกับเธอเพื่อตัดปัญหา

แต่หารู้ไม่ครับ นั่นแหละตัวเริ่มของความหายนะของแท้ เพราะงานนี้เจ๊แกอาละวาดแบบเต็มที่ ประมาณว่าถ้าแมทท์ไม่รีบไปขอคืนดี ชีวีคงหาไม่เป็นแน่

เอ แล้วแมทท์จะเอาไงดีล่ะครับ ฮ่าๆๆๆ เป็นผมก็คงคิดหนักน่ะแหละ

ผมถามหนุ่มๆ หน่อยนะครับ ปกติพอเอาคำว่า “ผู้หญิง” มาบวกกับคำว่า “หึง” ท่านนึกถึงอะไร เอาเป็นว่ามันคงไม่ใช่อะไรที่โสภาน่ะนะ ผู้หญิงหึงน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ถ้ากลายเป็นแฟนเราหึงล่ะเตรียมผจญความมันส์ของชีวิตได้เลยครับ หึงน้อยน่ะพอน่ารัก หึงหนักล่ะปอเต็กตึ้งสถานเดียว ไม่น่ารอดอ้ะ เจอระบำฟ้อนเล็บเจ็บตัวแน่นอนพี่น้องเอ๋ย แล้วช่วงนั้นต่อให้ท่านลิ้นทองแค่ไหนลองว่าของเจ๊แกขึ้นล่ะความกะล่อนลงหม้อหมดนะเอ้า

Don Payne คนเขียนบทก็เข้าใจคิดดีคับเอาเรื่องนี้มาทำ ซึ่งมันบ้าและฮาได้ง่ายๆ เลยล่ะ แล้วนี่ยังเป็นงานเขียนหนังใหญ่เรื่องแรกของแกด้วย (ก่อนหน้านี้ก็มีเขียน The Simpsons น่ะคับ แล้วผลงานต่อจากนี้คือ Fantastic Four ภาคต่อ) ไอเดียบรรเจิดพอใช้เลยนะฮะ ไม่น่าแปลกใจที่มันจะไปเตะตาพี่ Ivan Reitman จริงๆ ผมว่าพี่ Ivan แกกก็อยากจะกลับมาแจ้งเกิดอีกซักหนอยู่แล้วล่ะครับ งานก่อน Evolution ก็เล่นซะล่มจมไปหนแล้ว งานนี้ก็คงหวังจะดังน่ะ เพราะพล็อตมันขายอยู่แล้ว ฮาด้วย ฮีโร่ด้วย ออกแนวกัดๆ ดี แต่ที่ไหนได้ จอดป้าย Box Office ที่ 21 ล้าน วืดเลยนะครับนั่น

แต่พอดูๆ ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันไหงมันดันล่มได้ขนาดนั้น มันสนุกออกอ้ะ

คือหนังไม่ได้สุดยอดนะครับ บอกไว้ก่อน แต่มันดูได้เพลินๆ น่ะ ตามสไตล์พี่ Ivan น่ะแหละ ฮาด้วย สนุกเรื่อยๆ ดูจบแล้วก็เดินยิ้มออกมาได้ เฮ่อ ไอ้หนังแบบนี้เขียนถึงลำบากสุดๆ เลยนะครับจะว่าไป ถามว่าฮามั้ยก็คือฮา ดูดีมั้ยก็บอกได้ว่าดูไปเลย แล้วผมจะพูดถึงอะไรต่อดีล่ะเนี่ยหมดเรื่องแล้ว จบครับ 5555

ต้องขอบอกว่าหนังเรื่องนี้ผมไม่ได้ชอบเป็นจุดๆ นะ คือไม่ได้มีฉากไหนดีหรือเด่นขึ้นมาเต็มๆ แต่พอดูจบสรุปทั้งเรื่อง พอความยาว 95 ของหนังผ่านไปแล้วมันไปกันได้น่ะครับ ซึ่งอะไรแบบนี้ผมว่าก็ต้องชมรสมือของพี่ Ivan นะ คือแกเป็นผู้กำกับพันธุ์เสมอต้นเสมอปลายมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว คงที่ เริ่มมาแบบไหนช่วงที่เหลือตั้งมาตรฐานกับแกได้เลยครับว่าต้องเดินเรื่องและจบลงในระดับเดียวกัน ไม่มีอารมณ์โดด ไม่มีแบบว่า “เอ้ เปิดเรื่องมาดี ทำไมจบแล้วอ่อนกว่าตอนแรก” ไม่มีครับ เปิดมาไงก็อารมณ์นั้นตลอด ไอ้อะไรแบบนี้มันก็ไม่ใช่ของง่ายหรอกนะฮะ คือทำหนังให้ดีมันก็ยากแบบหนึ่ง หรือการทำหนังให้มันอารมณ์กลมกลืนตลอดเรื่องมันก็ยากอีกแบบหนึ่ง แต่พี่แกทำได้ครับ

ไม่เชื่อลองไปดู Evolution ก็ได้ แกเปิดมานิ่งๆ อย่างงั้นน่ะครับ ดังนั้นผมเลยไม่หวังอะไรแล้ว เพราะแกลองเปิดมาแบบนี้ก็เท่ากับเป็นการกำหนดมาตรฐานหนังแกไปในตัว ไม่มีการแบบช่วงต้นอ่อนๆ ก่อน แล้วตอนท้ายจะเร่งขึ้นๆ ไม่มีครับ ขนาด Ghost Busters หนังดังสุดของแกก็แบบเนี้ย เปิดมากึ่งฮากึ่งสยองมีแอ๊คชั่นเล็กน้อย แล้วเรื่องราวทั้งหมดก็เดินไปแบบนั้นตลอดเลยนะครับ คือมีผี ตลก แอ๊คชั่น ผี ตลก แอ๊คชั่น เวียนเทียนอยู่อย่างนั้นแหละจน End Credits ขึ้น

SXG-271R

ดังนั้น การรู้ใจรู้สไตล์แนวทางผู้กำกับก็ช่วยได้เยอะครับ ยิ่งกับผู้กำกับอย่างพี่ Ivan ทำให้สบายเลย ไม่ต้องหวังอะไรมากมาย

อารมณ์หนังทั้งเรื่องมันเลยเป็นเชิงตลก รักๆ มีแอ๊คชั่นปนตลอดเรื่อง ซึ่งเรื่องนี้ก็ทำได้ดีล่ะครับ ยอมรับเลยว่าลูกเล่นค่อนข้างลื่น เอาแค่ฉากบนเตียงนั่น หรือตอนไปทำอะไรกันบนท้องฟ้านี่ก็ฮาสุดๆ แล้ว มุขมันกึ่งๆ จะโลว์นะครับ แต่ก็ไม่โลว์ เพราะพี่ Ivan แกคุมอยู่ ดูท่าจะติดลมมาจากตอนสร้าง Road Trip ละมั้ง สมัยก่อนมุขใต้สะดือแกไม่ขนาดเนี้ยน่ะครับ จนมาเริ่มทำหนังวัยรุ่นสัปดนนี่แหละแกเลยขอบ้าง

อย่างที่ผมบอกนะครับ ผมชอบหนังโดยรวมทั้งเรื่อง ถ้าถามว่าหนังลงตัวทุกเม็ดมั้ยก็ยังหรอกครับ แต่มันเข้าใจผูกบทผูกเรื่อง ยำค่อนข้างดี ยิ่งบทสรุปนี่ผมว่าเหมาะสมเลยนะ ลงตัวมากๆ อยากเล่าเหมือนกันครับคันปาก แต่ไม่อยากสปอยล์ ไว้ผมสปอยล์หน่อยตอนท้ายแล้วกัน เพราะผมว่าหนังมันเข้าท่ามากตรงบทสรุปนี่แหละ

เรื่องดารานั้น ผมว่าสบายๆ ล่ะครับ แคสมาลงตัวดีแท้ Uma Thurman โคตรเหมาะอ้ะ คือเราดูก็รู้ครับว่าเจ๊แกแม้จะเป็นจี-เกิร์ล คอยช่วยชาวเมือง แต่มันออกแนวโรคจิตแน่ๆ คือถ้าเป็นฮีโร่ขนานแท้มันต้องแบบพี่สไปเดอร์แมนโน่น ประมาณว่า ทำเพื่อโลก เราจะมีแฟนไม่ได้ เราจะยอมก้มหน้า เราจะให้แมรี่ เจนมาลำบากคอยเสี่ยงอันตรายด้วยไม่ได้ มันต้องประมาณนั้น แต่มาเรื่องนี้เจ๊แกบ้าแหลกครับ ไอ้ต๊องน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ตอนหึงนี่ฮาอ้ะ อย่างช่วงที่มานั่งกินข้าวพร้อมแมทท์และแฮนนาห์ เธอก็อยากจะคอยจับตาดูสองคนไปตลอด เพราะหึง แต่ดันเกิดภัยพิบัติบ้าขอสารพัด เจ๊แกก็ยังนั่งเฉยประมาณว่าแฟนฉันจะโดนแย่งแล้วโว้ย ไม่มีเวลาไปปกป้องโลกหรอก เออ เอาเข้าไป

แล้วหน้าเจ๊ Uma แกชัดเจนครับ โรคจิตมาก สมัยก่อนเจ๊แกสวยน่ารักครับ สมัยโน้นเลยนะตอนเข้าวงการใหม่ๆ แต่ตอนนี้โหงวเฮ้งแกจ้องจะ Kill Bill อย่างเดียวครับ แค่แววตาก็ไม่น่าไปสบแล้วอ้ะ (ยังคิดในใจ ไอ้แมทท์แมร่งก็บ้าเน้อะ ไปจีบเจ๊แกได้ยังง๊าย) ถือเป็นตัวเลือกที่ถูกน่ะครับ เพราะเธอคนนี้ เจนนี่ จอห์นสันเป็นฮีโร่แบบต๊องๆ และมีเลือดมีเนื้อ ไม่รู้สิครับผมว่าตัวตนฮีโร่ในการ์ตูนต่างๆ มันออกจะอุดมคตินะ จะหาดีแบบนั้นท่าจะยากจริงๆ น่ะแหละ และเจ๊แกก็เลยเป็นอีกขั้วครับ บอกตามตรงว่าเป็นขั้วที่ผมอยากเห็นมานานแล้วด้วย

ผมว่าหนังคงมีรายละเอียดเยอะนะครับ แต่สุดท้ายก็ต้องเฉือนออกไปบ้าง อย่างปมของเจนนี่ผมว่าเธอต้องมีอะไรมากกว่านี้ แต่เท่าที่มีก็นับว่าพอเหมาะแล้วครับสำหรับหนังตลกแบบนี้ หนังมันยังพอมีประเด็นชีวิตเล็กๆ น้อยๆ แทรกเข้ามา อย่างตัวเจนนี่เองก็เป็นแค่คนธรรมดา (ที่ออกแนวบ้าหน่อย) แม้เธอจะเป็นฮีโร่ แต่เธอก็เหงาน่ะ ผมว่ามันสมเหตุสมผลมากเลยนะครับ โอเคกับบางคนที่มีจิตสำนึกดีระดับเทพเจ้ากลับชาติแบบปีเตอร์ ปาร์คเกอร์น่ะอาจคิดได้ เลยขอแยกตัวอยู่คนเดียว ไม่อยากให้คนอื่นเดือดร้อน แต่กับเจนนี่เองเธอก็ตั้งคำถามกับตัวเองบ่อยๆ ว่าเธอทำไปเพื่อใคร เธอช่วยโลก ช่วยคน แล้วก็ต้องมานั่งเดียวดาย แม้จะมีบ้านอยู่แล้วไงล่ะ ดันไม่มีใครเป็นแฟนซักคน ต้องมานั่งทำโทรมเพื่อปกปิดตนเอง ปลอมเป็นยัยเฉิ่ม (นี่ก็กัดซูเปอร์แมนเต็มๆ ครับ)

แล้วพอเจอแมทท์ ก็ดันมีเหตุให้ต้องเลิกไปอีก ผมว่าการที่เธอจะออกแนวบ้าหรือออกอาการหึงนี่สมเหตุผลมากครับ เหมือนกับอยู่คนเดียวมานาน แล้วฉันก็พยายามก่อกำแพงจนอยู่คนเดียวได้แล้ว แต่ดันมีชายคนหนึ่งก้าวเข้ามา เธอเลยอดหวั่นไหวไม่ได้ แล้วชายคนที่ว่าดันทนเธอไม่ได้อีก ก็บ้าสิครับ อุตส่าห์อยู่คนเดียวมาตั้งนานพอฟ้าเริ่มสว่างเสือกมืดลงทันตา ผมเลยว่านี่มันก็ไม่ใช่ตลกไร้สาระซะทีเดียวนะครับ มันเป็นไปได้อ้ะ เพราะเธอก็คน แม้จะมีพลังพิเศษร่างกายทนทานลูกกระสุนได้แค่ไหน แต่เรื่องหัวใจต่อให้มีพลังระดับจักรวาลขนาดไหนก็คุ้มกันไม่ได้หรอก

ในขณะที่แมทท์ จริงๆ พี่แกก็ไม่ได้เจตนาร้ายนะครับ เขาก็เป็นผู้ชายคนหนึ่งที่อยากมีผู้หญิงซักคนมาเคียงข้าง มากุมมือไรเงี้ย และการที่แกไปจีบเจนนี่ก็ไม่เชิงจะจีบดะหรอก ส่วนหนึ่งมาจากไอ้เพื่อนยุ แต่ลึกๆ เขาก็เห็นว่าเจนนี่ดูเรียบร้อยน่ะครับ (คือถ้าไม่นับแววตาโรคจิตน่ะนะครับ) อย่างที่บอก เธออยู่ในคราบหงิมๆ แบบเวลาซูเปอร์แมนปลอมเป็นคลาร์คนั่นแหละ แล้วแมทท์เองก็ดูเหมือนจะเหนื่อยมาจากการคบหาสาวเปรี้ยวสาวเที่ยวแล้วด้วย เขาเลยอยากหาใครที่คบได้ระยะยาว เขาก็เลยมองไปที่เจนนี่ แล้วจริงๆ ก็ดูเหมือนจะไปกันได้ครับ จนกระทั่งเจ๊แกหึงน่ะแหละที่วงเริ่มแตก และแมทท์เองก็เริ่มสนใจใครอีกคนที่ใช่กว่าด้วย เรื่องเลยไปกันใหญ่

อะไรทำนองนี้พูดลำบากนะครับ การที่แมทท์บอกเลิกเจนนี่ เพราะเจอคนที่ใช่ยิ่งกว่า คือถ้ามองในแง่หนึ่งก็เหมือนแมทท์เห็นแก่ตัว เจอคนใหม่ก็ทิ้งคนเก่า แต่หากมองอีกแง่ ไม่งั้นจะให้แมทท์ทำไงล่ะครับ ให้คั่วสองลองไปเรื่อยจนกว่าจะรู้ว่าคนไหนดีแล้วค่อยเลิกงั้นเหรอ? … นั่นก็โดนมองว่าเลวอีกอยู่ดี และแมทท์เองก็ชัวร์รู้ตัวแน่ว่าเขาไม่ได้ชอบเจนนี่แบบนั้น รู้ว่าไปกันไม่ได้ ก็เลยบอกเลิกซะเพื่อไม่ให้คบกันยาวไปกว่านี้ และไม่ให้ลำบากใจกันไปกว่านี้

เรื่องแบบนี้ไม่รู้จะว่าไงครับ คนที่ถูกทิ้งย่อมรู้สึกเศร้าและมองว่านี่เป็นเรื่องไม่ถูกต้องอยู่แล้วอ้ะ และเพื่อนของคนที่โดนทิ้งก็ต้องมองว่าอีกฝ่ายทำไม่ถูกอยู่แล้วอ้ะ ซึ่งนี่เป็นเรื่องทางอารมณ์ล้วนๆ ครับ แต่หากมองกันด้วยเหตุผล มันก็ต้องอย่างงั้นอ้ะ เมื่อเขาไม่รักเจนนี่ก็ต้องโบกมืออำลาจะให้ไปอยู่ก็ไม่ยุติธรรมต่อทั้งเขาและเธอ หรือจะไปคั่วสองมันก็เหมือนเห็นแก่ตัวอีก

เหตุผลมันง่ายน่ะครับ แค่ว่าไม่ชอบกันก็เลิกกันไป คนที่โดนทิ้งก็ไปหาคนใหม่ซะ ใช่ครับ เรื่องเหตุผลมันพูดง่าย แต่ในชีวิตจริงมันต้องมีอารมณ์มาผสมโรงด้วยเสมอ มันทำใจกันง่ายดายที่ไหนล่ะครับ

แม้มันจะเป็นหนังฮาเน้อะ แต่ก็ยังพอมีอะไรให้เก็บมาคิดได้ แต่เรื่องทำนองนี้คิดได้อย่างเดียวครับ ตัดสินไม่ได้ เข้าข้างไม่ได้ เพราะมันไม่มีใครถูกผิดหรอก ไอ้คำว่าคนนั้นทำถูก คนนี้ทำไม่ถูกน่ะ เราตัดสินเอาเองทั้งนั้น และมันขึ้นกับเราเข้าข้างฝ่ายไหนด้วย

ดังนั้นก็ทำได้แค่ ขออย่าให้เกิดเรื่องทำนองนี้กับเราเล้ย หรือหากถ้าเกิดก็ขอให้จบลงด้วยดี หากท่านเป็นคนทิ้งเค้าก็ต้องรู้จักถนอมน้ำใจเขาด้วยนะครับ และหากท่านเป็นคนถูกทิ้งก็ต้องเข้มแข็งไว้ครับ มีคนมากมายโดนแฟนทิ้ง ทุกคนล้วนเจ็บเจียนตายทั้งนั้น ผมก็เคยครับมันเป็นประสบการณ์ที่ไม่อยากเจอเลย แต่โปรดสังเกตให้ดี มีทั้งคนที่เจ็บแล้วลุกขึ้นกับเจ็บแล้วทรุดไม่ยอมลุก .. เพื่อตัวท่านเองและคนที่เป็นห่วงท่าน หวังว่าท่านคงจะทราบนะครับว่าควรพยายามลุกหรือนอนซมต่อไป

เป็นกำลังใจนะครับ

แล้วเราก็ขอจบรายการชูรสชูรสลงที่ตรงนี้ วะฮะฮะฮะฮ่า monkey.gif ไม่ช่าย ไปโน่นเลยผม นี่แหละครับที่เราสามารถเก็บได้จากการดูหนังทุกครั้ง ไม่ว่าจะหนังแนวไหน มันมีอะไรให้ท่านเสมอ แม้แต่หนังที่ห่วยที่สุดท่านก็สามารถหาสาระจากมันได้ (อย่างหนังห่วย ท่านก็หาสาระจากมันสิครับว่า หนังมันห่วยอย่างไร ผิดพลาดตรงไหน แค่นี้ท่านก็ได้สาระแล้วจริงมั้ยครับ) แต่หนังเรื่องนี้ไม่ได้ห่วยหรือไร้สาระนะครับ แค่บอกให้ฟังนะว่าสาระมันแทรกอยู่ทุกอณูดิน (นี่ผมชักจะออกแนวเทศน์ยังไงก็ไม่รู้สิ dot_bl_turn.gif )

เจ๊ Uma เล่นดีน่ะแหละครับ จอนฮาตีหน้าโหดก็สบายๆ เพียงแต่ด้วยบทและอะไรอีกมากมายเธอเลยไม่ได้แสดงอารมณ์ชิงดราม่า เพราะนี่มันหนังฮา อืมม์ จะว่าไปถ้าดูจากพล้อตจากสิ่งต่างๆ จะทำเป็นหนังดราม่าก็ได้ครับ ปมเหมาะ พูดถึงแง่จิตวิทยาก็เหมาะ แต่มันคงจะดูกดดันและหนักกันไปข้างหนึ่งเลยล่ะ ผมเลยว่ามาแนวทางนี้แหละดีแล้ว ดูแล้วยิ้มได้ดีกว่า

Luke Wilson ก็มามาดเดิม พระเอกแบบกึ่งหงอกึ่งแมนตามแบบฉบับ เห็นเป็นแบบนี้ทุกเรื่องน่ะ และบทในเรื่องมันต้องประมาณนี้ด้วยนั่นแหละครับ ไม่ใช่สุดยอดแมนเพอร์เฟ็กต์ ต้องมาในรูปหนุ่มนิสัยดีที่เจี๋ยมเจี๊ยมหน่อย ซึ่งในยุทธจักรดาราฟากโน้นคงมีแต่นาย Luke นี่แหละ

แต่รายที่ยังน่ารักไม่สร่างก็คือ Anna Faris นางเอกสาวจากหนัง Scary Movie ที่ผมชอบเธอนะ น่ารักดีออก น้ำเสียงก็แหบๆ แปลกๆ ดี มาในเรื่องก็รับบทแฮนน่าห์ สาวผมทองน่ารัก แต่ไม่ได้ไร้สมองนะครับ ได้ใจผมไปหลายฉาก ผมเธอคนนี้มีดีกว่าที่เราเห็นใน Scary เยอะครับ ขายฝีมือก็ได้ ทำตัวน่ารักติงต๊องก็ได้ แม้เธอจะไม่เด่นเท่าเจ๊ Uma นะ แต่ผมว่าเธอก็ไม่โดน Uma ข่มล่ะน่า ยิ่งมาช่วงท้ายด้วย (เป็นไงต้องไปดูครับ)

และไอ้บ้าที่ผมยกนิ้วให้เลยก็คือ Rainn Wilson ในบทวอห์น เพื่อนซี้จอมบ้าของที่ยังกับหลุดมาจากซีรี่ส์ Sex And The City น่ะครับ เอะอะคิดเรื่องเซ็กซ์ คิดเรื่องมองสาวอย่างเดียว และยังจ้องแบบหื่นๆ อีก คำแนะนำให้แมทท์ก็บรรเจิดทั้งนั้น หนังฮาได้อีกหลายกิโลก็เพราะไอ้บ้าคนนี้นี่แหละครับ

และที่ลืมไม่ได้ก็คือ Eddie Izzard ดาราหนังอินดี้น่ะนะครับ ไม่ค่อยคุ้นหน้าแก แต่ผมคุ้น หมอนี่เล่นหนังดีครับ ยิ่งมาเรื่องนี้ก็รับบทศาสตรจารย์เบดแลม ฝีมือล่ะหายห่วง ดูแล้วเป็นซูเปอร์วายร้ายชัวร์ แต่หนังยังสามารถทให้บทของแกไม่ใช่แค่วายร้ายทั่วไปครับ และนี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ผมชอบมากของหนัง

สงสัยผมจะต้องสปอยล์จริงล่ะมั้ง เอางี้นะท่านทั้งหลายระวังครับ ไปอ่านตรงท้ายๆ เลยนะครับ

*** สปอยล์นะจ้า ******

คือผมชอบการยำและการสรุปเรื่องของหนังมากน่ะครับ มันประมาณว่าจริงๆ แล้วจี-เกิร์ล กับเบดแลมรู้จักกันตั้งแต่มหาลัย และพวกเขาก็รักกันด้วย แต่พอเจนนี่มีพลังพิเศษเธอก็เริ่มห่างหายจากเขา เขาเลยผันตัวเองมาเป็นซูเปอร์วายร้าย เพราะมันเป็นเพียงทางเดียวที่จะทำให้เธอยังจำเขาได้ ยังมองเขาอยู่

ใช่ครับ เขายังรักเธอจนถึงทุกวันนี้

ใครว่าไงไม่รู้ แต่การสรุปบทแบบนี้ถือว่าเฉียบทั้งในฐานะหนังฮีโร่และโรแมนติก

ใครชอบหนังแนวฮีโร่ต้องทราบกฎมณเฑียรบาลข้อแรกๆ ของการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่ครับ นั่นคือ “ศัตรูตลอดกาลของซูเปอร์ฮีโร่ มักจะเป็นคนที่รู้จักหรือใกล้ชิดกับซูเปอร์ฮีโร่ที่สุด” นี่เลยครับ ใช่เลย มันตรงตามหลักที่ว่าเป๊ะ และหลายครั้งที่เดียวที่บ่อเกิดของซูเปอร์วายร้ายต้องมีเหตุมาจากการกระทำของฮีโร่ เช่นทำให้คนธรรมดาบาดเจ็บจากสารเคมีโดยไม่ตั้งใจ แล้วไอ้นั่นก็กลายเป็นวายร้าย เป็นต้น ซึ่งตัวเบดแลมก็เกิดมาด้วยเหตุที่ว่านี่แหละ ผมเลยถือว่าหนังเรื่องนี้ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ แต่ก็สามารถเอาประเด็นมณเฑียรบาลนี้มาใช้ได้อย่างดี

และยังสามารถเอาประเด็นนี้มาเชื่อมกับความเป็นหนังรักได้ นั่นคือ นายเบดแลมยังรักเธอไม่สร่างซา เขาเลยพยายามหาทางที่จะทำลายพลังของเธอ .. ไม่ใช่จะทำให้เธอหมดพลังแล้วฆ่าเธอ แต่เพื่อให้เธอได้กลับมาเป็นคนเดิม คนไร้พลังที่มองเขาและรักเขา เหมือนในอดีต

ไม่รู้ท่านคิดเหมือนผมมั้ย แต่ผมว่าแมร่งโรแมนติกว่ะ

ผมเลยออกจะชอบครับ บทสรุปมันจบลงประมาณเนี้ย เฉลยปมที่ว่าด้วยเรื่องความรัก จบดีอ้ะ จบดีมาก แล้วยังมีเรื่องเซอร์ไพร์สอีก คือเรื่องของแฮนน่าห์ ซึ่งผมว่ามันยำได้เหมาะมากครับ จนฉากสุดท้ายไอ้ตอนที่แมทท์กับเบดแลมมองฟนตัวเองทั้งสองบินขึ้นฟ้าไปแล้วก็ถามวว่า แล้วเราจะทำอย่างไรกับของพวกนี้ดีวะเนี่ย ประมาณว่าพวกเธอออกไปกู้โลกกัน แล้วปล่อยให้แฟนถือเสื้อผ้ากับกระเป๋าให้น่ะครับ ทั้งฮาทั้งสะใจเลย แล้วเป็นการสลับขั้วที่ดีมากน่ะครับ ส่วนใหญ่ผู้ชายจะเป็นฮีโร่ แล้วผู้หญิงก็อยู่บ้านรอ แต่นี่กลับกัน เอากะเขาสิครับ

+++++ หมดสปอยล์แล้วจ้า +++++

 

เอาเป็นว่าผมชอบหนังเรื่องนี้กว่าที่คาดนะครับ ตอนแรกนึกว่าจะแค่ไปดูแรงหึงของสาวจอมพลัง แต่ที่ไหนได้ดันมีเรื่องศาสตราจารย์เบดแลมนี่แหละมาทำให้ผมชอบหนังเรื่องนี้เข้าไปใหญ่ แล้วยังเรื่องของแฮนน่าห์อีก ช่วงท้ายนี่นัวเนียพัวพัน เหมือนจะมั่วนะครับแต่เมามันส์มาก ทั้งฮาทั้งโรแมนติกเลยล่ะ แต่ก็อย่างที่บอกครับหนังไม่ได้ลงตัวสุดยอด ไม่งั้นมันต้องทั้งฮา ทั้งมันส์ และเรียกน้ำตาประทับใจได้

.. แต่ได้แค่นี้ก็ถือว่าดีเหมือนความคาดหมายผมแล้วล่ะครับ

ช่วงนี้นะครับ นอกจาก Seasons Change ที่กำลังฮ็อตน่าดูอยู่ นี่ก็เป็นอีกทางเลือกครับ ฮาๆ สนุกสนาน ดูเพลินแล้วยังมีกำไรคิดหน่อยด้วยนะครับ (หมายถึงในกรณีที่จะคิดนะครับ แต่หากไม่ดูเพลินๆ อย่างเดียวก็ไม่ผิดกติกา) เป็นการคืนฟอร์มที่ไม่เลวของผู้กำกับ Ivan Reitman สนุกกว่า Evolution แน่ๆ ล่ะครับ เอาแค่มุขบนเตียงนี่ก็สุดๆ แล้ว

ออ เกือบลืม และครับ และ และไอ้ดนตรีประกอบ ท่านเอ้ย มันเกินไป จังหวะมันนิ่มอ้ะ น่าฟัง แม้หนังจะไม่ได้โรแมนติกหรือหวานมากมายนะครับ แต่ดนตรีมันถึงอ้ะ เหมือนกับตามความจริงผมว่าหนังไม่ได้หวานหรือซึ้งอะไรมากนะครับ แต่ดนตรีมันเร้าจนเราหวานไปด้วยได้ ซึ่งผมก็นั่งฟังสไตล์ไปตลอดทั้งเรื่อง (เพราะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหนังเท่าไหร่ครับ นอกจากผู้กำกับ) เพราะคอมโพเซอร์ขาประจำของพี่ Ivan แกไม่ดีขนาดนี้แน่ แล้วพอรอจนจบเครดิตก็ถึงบางอ้อ เขาอีกแล้วครับ ไอ้คุณพี่ Teddy Castellucci

โอเค ท่านอาจไม่รู้จักนะครับ แต่สำหรับผม บอกตรงๆ จำชื่อนี้ไม่เคยลืม มนุษย์ผู้นี้ทำดนตรีจนหนัง Adam Sandler ซึ้งได้อ้ะ ปกติหนังพี่ Adam แกจะฮาจะเป็นเด็กไม่รู้จักโตตามฟอร์มใช่มั้ยครับ หนังเลยไม่กินใจเท่าไหร่ แต่เพราะไอ้พี่คนนี้ครับ ตั้งแต่ Big Daddy ตรงฉากในศาล ตามด้วยฉากที่ Winona Ryder ร้องไห้ใน Mr.deeds พี่แกเกินคนอ้ะ แมร่งบรรเลงเร้าจนเราไม่เศร้าก็ไม่ได้ 50 First Dates ก็น่ารักซะอย่างนั้น มาเรื่องนี้ เอาอีกครับ หนังมันดีในระดับหนึ่ง แต่ผมก็งงนะ เพราะหนังมันไม่ได้หวานมาก แต่ทำไมผมถึงรู้สึกว่ามีกลิ่นอายความสวีทเจืออยู่ตลอด ที่ไหนได้ พี่แกนี่เองครับ แมร่งใส่ดนตรีหยอดน้ำตาลไอซิ่งตลอด ไม่หวานได้ไงอ้ะ

ยอดมากพี่ Teddy

ถือว่าคุ้มค่าตั๋วครับสำหรับคนชอบหนังฮาๆ นะ ใช้ได้ สนุกด้วย เป็นการยำหนังฮีโร่เข้ากับโรแมนติกคอเมดี้ที่ไม่เลว

สองดาวกว่าๆ ครับ

Star21

(6.5/10)