รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Grand Canyon (1991) แกรนด์ แคนยอน

timthumb.php

หนังชีวิตของผู้กำกับ Lawrence Kasdan ที่เล่าเรื่องราวของคนหลายๆ คนที่ได้มาพบเจอกันโดยบังเอิญแล้วชีวิตก็มาข้องเกี่ยวกัน เช่น แมค (Kevin Kline) ชายผิวขาวที่รถเกิดมาเสียกลางถนนสายเปลี่ยวและเขากำลังจะโดนแก๊งวัยรุ่นแถวนั้นทำร้าย แล้วจากนั้นชายผิวดำนามว่า ไซม่อน (Danny Glover) ก็มาช่วยเขาให้พ้นภัย และมิตรไมตรีทั้งหลายก็เริ่มจากตรงนั้นครับ

การจะพูดถึงหนังเรื่องนี้ จะว่าง่ายก็ง่ายครับ เพราะนี่คือหนังดีๆ อีกเรื่องหนึ่ง เป็นหนังแนวชีวิตที่จับเอาตัวละครกลุ่มหนึ่งมาพบกัน เนื้อหาเลยค่อยข้างจะมีรายละเอียดมาก เช่นเดียวกับตัวละครที่มีกันหลายคน แต่ Kasdan สามารถเกลี่ยบทได้สม่ำเสมอดีมาก (จนได้เข้าชิงออสการ์ สาขาบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมน่ะครับ แต่ปีนั้น Thelma & Louise เป็นเรื่องที่ได้รางวัลสาขานี้ไปครับ)

Kasdan เป็นผู้กำกับที่เก่งคนหนึ่งครับ หนังที่เขาถนัดมากคือแนวชีวิต โดยเฉพาะการเล่าเรื่องราวผ่านคนมากมาย หนังส่วนมากของเขาจะมีดาราน้อยใหญ่มาแสดงกันเยอะครับ (เหมือนหนังของ Robert Altman น่ะแหละ) เหมือนเป็นการเล่าเรื่องช่วงหนึ่งของชีวิตคนกลุ่มหนึ่งที่ได้มาเกี่ยวข้องกันน่ะครับ ซึ่งผมชอบนะ หนังแบบเนี้ย มันดูเพลินและเหมือนเราได้เรียนรู้ชีวิตของพวกเขาด้วย เราสามารถเก็บเอาสิ่งที่พวกเขาเจอ (ในหนัง) มาคิดและตกผลึกในตัวเรา ให้มันงอกเงยในหัวเราได้

ผมว่าหนังแบบนี้มีประโยชน์ครับ เหมือนเราได้รับสารอาหารในร่างกายแล้วส่วนต่างๆ ของเราก็นำไปใช้ เพียงแต่กับหนังมันจะเป็นว่าเราได้แง่คิดเข้ามาในหัว แต่เราจะนำไปใช้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเอามันไปคิดต่อยอดหรือไม่น่ะครับ

หนังได้นักแสดงชั้นดีมาประชันฝีมือกันเพียบ Kline ไปได้ดีกับบทชายวัยกลางคนที่พบเจอเรื่องคอขาดบาดตายจนทำให้เขาเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับความหมายของชีวิต แต่คนที่ผมยกนิ้วให้เลยคือ Glover ที่ทำให้ ไซม่อน มีความน่าสนใจ เขาอาจไม่ใช่คนร่ำรวยอะไร เขาเป็นแค่คนธรรมดาที่ผ่านอะไรมามาก และนั่นทำให้เขามีมุมมองที่หลากหลายเกี่ยวกับชีวิต มีแง่คิดหลายอย่างเอาไว้สอนคนรอบตัว

แต่ก็น่าคิดครับที่มีเพียงน้อยคนที่จะตั้งใจฟังสาระที่เขาพยายามบอกอย่างจริงจัง อย่างตัวแมคเอง เอาเข้าจริงๆ แล้วหากเขาไม่ได้บังเอิญมาเจอกับเรื่องคอขาดบาดตาย เขาก็อาจจะทำตัวเหมือนคนอีกมากมายที่ใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ แบบไม่ได้ฉุกคิดถึงความหมายของชีวิต

บางครั้งเราจะเริ่มมาคิดเกี่ยวกับชีวิตแบบจริงจัง ก็ตอนที่เราตระหนักว่า “ชีวิตเป็นอะไรที่สามารถ “เสีย” ไปได้” นั่นเอง

ผมชอบฉากที่ไซม่อนพูดกับอันธพาล (ที่จะปล้นแมคตอนต้นเรื่อง) เขาพยายามไกล่เกลี่ยเพื่อที่จะได้ต่างคนต่างไป จนถึงจุดหนึ่งเจ้าหัวหน้าอันธพาลนั้นถามไซม่อนว่า “ที่แกพยายามพูดดีกับฉันนี่เพราะแกเคารพฉันหรือเพราะฉันมีปืน”

ไซม่อนตอบว่า “เอาจริงๆ เลยนะ… มันไม่ควรจะเป็นแบบนี้ ฉันควรแค่ทำหน้าที่ของฉัน (คือการมาลากรถที่เสียของแมคไปเข้าอู่) แล้วนายคนนั้นก็แค่เอารถเขาไปซ่อม ทุกอย่างควรดำเนินไปอย่างนั้น”

“นายยังไม่ได้ตอบคำถามฉัน” อันธพาลถามย้ำ

“ถ้านายไม่มีปืนนะ เราคงไม่ต้องมาคุยกันอยู่ตรงนี้หรอก จริงไหม?” ไซม่อนตอบ

ส่วน Steve Martin รับบทเป็น เดวิส นักสร้างหนังที่ประสบสถานการณ์คล้ายๆ กับแมค แต่ผลลงเอยกลับแตกต่างกัน ซึ่งอันนี้ก็บ่งบอกได้หลายอย่าง จะเป็นเรื่องของโชค กรรม หรือวาสนา หรือเป็นเพราะการกระทำของเจ้าตัวเองที่แม้จะอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน แต่ทำต่างกัน เลยได้ผลต่างกัน ของแบบนี้ก็สอนเราเรื่องสติในการดำเนินชีวิตได้ครับ

และว่ากันว่าตัวละครที่ Martin เล่นนั้น อ้างอิงจาก Joel Silver ผู้อำนวยการสร้างหนังดังๆ อย่าง Die Hard, Lethal Weapon และ The Matrix ครับ (ว่ากันว่าตัวจริงของพี่แกก็เกรี้ยวกราดประมาณนี้แหละครับ)

สำหรับผมหนังแบบนี้มันน่าติดตามครับ เราได้ดูชีวิตคนไปเรื่อยๆ  ได้ซึมซับประสบการณ์บางอย่างของพวกเขา และเรียนรู้จากมัน หนังค่อยๆ แนะนำให้เราได้รู้จักตัวละคร แล้วก็จะพาเราไปดูชีวิตในช่วงต่อๆ มา ซึ่งผมว่ามันน่าติดตามนะ อันนี้ผมก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกันครับ แต่หนังทำให้เราอยากรู้น่ะว่าต่อไปเขาจะต้องเจอกับอะไรบ้าง และเราจะได้เรียนรู้อะไรเพิ่มอีกบ้าง

ในแง่หนึ่ง ก็คงเพราะผมอยากรู้เรื่องของพวกเขาด้วย… ก็เป็นเรื่องธรรมดาครับ คนเราชอบรู้เรื่องชีวิตของคนอื่นอยู่แล้วนี่หน่า

หนังยังมีความเข้มข้นและมีบทสนทนาที่ชวนให้ขบคิด มีแง่มุมชีวิตที่น่าสนใจและน่าติดตาม คอหนังชีวิตไม่ควรพลาดครับ เพราะผมเชื่อว่า คุณจะได้อะไรจากหนังเรื่องนี้ไปไม่น้อยทีเดียว ดาราดี มีสาระ การเดินเรื่องก็ดีครับ มีความหลากหลายเพราะมันไม่ใช่แค่เล่าเรื่องชีวิตไปเรื่อยๆ เท่านั้น มันยังมีลีลาการเล่าที่เหนือจริงในบางจังหวะ ซึ่งขับเน้นความน่าสนใจให้หนังมีมากขึ้นไปอีก

มีคนเคยเปรียบเปรยหนังเรื่องนี้ว่าเป็นเหมือน “ลำนำกวีชีวิต” ซึ่งผมเห็นด้วยครับ เพราะหนังมันมีอะไรมากกว่าแค่คำว่า “หนังชีวิต” จริงๆ

นี่คือเป็นหนังลำดับที่ 2 ของ Generation Trilogy ของ Kasdan ครับ (เรื่องแรกคือ The Big Chill (1983) ส่วนเรื่องที่ 3 คือ Darling Companion (2012) แต่ละเรื่องนำแสดงโดย Kevin Kline ทั้งสิ้น) 

ผมชอบฉากที่แมคนั่งคุยกับไซม่อน ชายผิวดำที่ช่วยเขาเอาไว้ (ซึ่งก็คือภาพในโปสเตอร์นั่นแหละครับ เห็นมั้ยฮะว่าเขาจับมือกัน) มันก็แปลกดีครับ ชีวิตน่ะ คนสองคนที่ไม่มีเหตุผลให้รู้จักกันเลยกลับได้รู้จักกันในคืนหนึ่ง แล้วมิตรภาพดีๆ ก็เริ่มขึ้น ผมว่ามันมีความหมายนะครับ

ย้ำอีกที คอหนังชีวิตไม่ควรพลาดครับ

สองดาวครึ่งกว่าๆ ครับ

Star22

(7.5/10)

p13661_p_v8_aa

โฆษณา