Action

Mercenary (2006) ภารกิจล่า คนมหากาฬ

MV5BMjNiZmM1ZGUtYmIzMi00N2Q3LWFhZWEtMzkwOTRkMTMyYzdlXkEyXkFqcGdeQXVyMDI4NjM1MQ@@._V1_

นี่คือหนังเรื่องล่าสดุของพี่ Steven Seagal ที่โผล่มาในบ้านเราครับ แต่ยังไม่ใช่เรื่องสุดท้ายอีกนั่นแหละ เพราะหนังของแกยังจ่อคิวรออยู่อีกอย่างต่ำๆ 5 เรื่องนะครับ เตรียมชะเง้อคอรออดูได้เลย หรือจะชะเง้อรอหลบก็สุดแท้แต่ครับ

เป็นความพอดีอย่างหนึ่ง หลังจากผมนั่งตะบันดูหนังทั้งหลายของพี่ท่านมา ผมก็สลับบรรยากาศโดยการหยิบเอา Transporter 2 มาดู แล้วก็ต่อด้วยเรื่องนี้นะครับ เลยเห็นสัจธรรมในบัดดลว่าความแตกต่างระหว่างหนังบู๊ดีๆ กับแย่ๆ น่ะเป็นอย่างไร

หนังเรื่องนี้ก็เป็นความพยายามอีกเรื่องของพี่ซีเก้าเบนโล ในการผูกเรื่องเชิงมิตรภาพทางทหาร คำสัญญา แล้วก็แอ๊คชั่นเข้ามาด้วยกัน ผมว่าเขาพยายามมากล่ะครับที่จะเพิ่มสาระและทำให้หนังตัวเองแปลกใหม่ แต่ปัญหาคือผลที่ได้มันแทบจะบอกได้เลยว่าน่าเบื่อเป็นอย่างยิ่ง

หนังเรื่องนี้เปิดมาก็ประมาณว่าพี่ซีเก้าเป็นทหารรับจ้างที่กำลังรบอยู่กลางสนาม ซึ่งดูปุ๊บก็เอาอีกแล้วครับ แกเอาอีกแล้ว เล่นอะไรที่ไม่ใช่ตัวเองอีกแล้ว เรื่องหักกระดูกเลยทำใจเลยครับไม่เจอแหงมๆ

หากว่ากันแฟร์ๆ ไม่ใช่ว่าแกไม่เหมาะกับบททหารรับจ้างนะครับ เพราะอย่างใน Executive Decision แกก็มาดให้กับบทหัวหน้าหน่วยซีล แต่ตอนนั้นแกยังหนุ่มและที่สำคัญคือไม่อ้วนบั่กแบบเนี้ย มันเลยน่าเชื่อครับว่าแกนำทีมทหารลุยได้ดี แต่เรื่องนี้พี่แกเหมาะจะพาลูกทีมไปเล่นมวยปล้ำมากกว่า ดูไปก็ขัดตากันไป

ยิ่งกว่านั้นพอดูหนังของแกมานานๆ เลยจับทางจุดบอดได้ว่า การที่หนังแกดูไม่ค่อยจะเอาอ่าวในช่วงหลังๆ นี้ก็เพราะ หนังแกมีหมื่นทิศทางครับ

ตัวอย่างเช่นหนังส่วนมากมันจะทางเดียวนึกออกมั้ยครับ อย่าง Independence Day ก็มีจุดหมายในการ “สู้กับเอเลี่ยนที่รุกรานโลก” หรือ The Rock ก็ “เน้นที่การกู้ระเบิด เล่นงานผู้ร้าย” คือหนังแอ๊คชั่นดีๆ มักมีทิศทางหลักๆ อย่างเดียวให้คนดูคล้อยตามและลุ้นไปกับภารกิจ รวมทั้งการเดินเรื่องที่ฉับไวมีอะไรน่าสนตามมาตลอด

แต่ที่ผมร่ายมานั้น ไม่มีในหนังของพี่ซีเก้ายุคออก VCD เลยครับ ยุคแรกๆ น่ะยังถือว่ามี แต่มาตั้งแต่ The Foreigner เนี่ยเริ่มเมาทางแล้วครับ จับเรื่องมายำมากเกินไป มาเรื่องนี้ก็เช่นกันบทมีอีรุงตุงนัง ไม่รู้จะไปทางไหน อารมณ์เลยไม่ไปซักทาง คือผมว่าหนังทำหลายอารมณ์ผสมกันที่ดีๆ ก็มีนะ แต่ปัญหาคือพี่ซีเก้าแกจะทะเยอทะยานไปหน่อย เพราะผู้กำกับที่ทำได้นี่ผมว่าต้องแน่ และทีมดาราก็ต้องเข้ม แต่พี่แกเล่นเอาทีมงานนี้มาทำ ยังไงมันก็ไม่ไหวน่ะครับ

เหมือนกินซาลาเปาซักลูกน่ะ ต่อให้เนื้อในไใส้หมุจะสดหวานแค่ไหน แต่ถ้าแป้งซาลาเปามันไม่เข้าขั้น ยังไงรสชาติมันก็ไม่อร่อยสมบูรณ์ได้ ตรงกันข้ามกินไปพาลจะสับสนด้วย เพราะรสชาติมันขัดแย้งไม่ได้ไปในทางเดียวกันน่ะ

อีกจุดที่ผมเห็นชัดเมื่อดู Transporter 2 แล้วต่อด้วยเรื่องนี้คือ “บทสนทนา” ครับ สังเกตได้เลยว่าพี่ซีเก้าหนังทุกเรื่องจะต้องพยายามยัดเยียดบทสนทนาที่ดูเหมือนจะคม คำพูดที่ดูเหมือนจะเท่ห์ใส่ลงไปตลอด อาจจะเพื่อให้ตัวเอกมีความน่าสนใจนะครับ แต่ปัญหาคือ Transporter 2 ก็มีเหมือนกัน แต่เขาดันทำได้ลื่นกว่า จุดแตกต่างมันอยู่ที่ “ความกระชับ” ครับ ใน T2 นั้นพูดแบบสั้นๆ แต่คมตรงเป้า แต่กับพี่ซีเก้า แกพูดไม่เถียงครับว่าพยายามคม แต่มันยืดน่ะ เหมือนดูลิเกที่ออกแขกนานเกินไป ความน่าเบื่อมันก็ต้องคลุมจนได้นั่นแหละ

เนี่ยครับ ดูหนังจนแยกแยะอะไรของแกได้หมดแล้วล่ะ ถ้าถามว่าผิดหวังมั้ยก็ไม่มีครับ มีแต่เสียดายที่พี่ซีเก้าแกไม่ยอมทำสิ่งที่ตัวเองเหมาะซะที มันต้องบทอย่าง Under Siege ครับ นี่ได้ข่าวว่าจะสร้างตอนสาม ทำก็ดีครับ น่าจะดีกับแก แต่ขอให้ฟิตหุ่นด้วยนะครับ เพราะลงพุงเกินไปมันไม่ไหวอ้ะ คนที่ลงพุงแล้วเจ๋งมีแค่ลุงหงจินเป่าเท่านั้นครับ

เอาเป็นว่าหนังไม่ได้น่าดูหรอกนะครับ น่าเบื่อมากกว่า ไม่แนะนำครับ ยกเว้นเป็นขาประจำพี่ซีเก้าเท่านั้น

อย่างน้อยก็ได้แง่คิดอย่างนึงว่า “ทำอะไรอย่าเกินตัว และจงทำที่มันเป็นตัวเรา”

ดาวนึงครับ

Star11

(4/10)

Advertisements