รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Halloween: The Curse of Michael Myers (1995) มรดกหฤโหดฮัลโลวีน

Halloween6

ยังไม่จบไม่สิ้นครับ จริงๆ แล้วคนดูภาค 5 มาก่อนคงรู้แล้วล่ะว่ายังไงภาค 6 ก็ต้องถือกำเนิดขึ้นมาแน่ๆ ก็ตอนจบเล่นเปิดทางซะขนาดนั้น เหตุการณ์ในตอนนี้หลังจากภาคที่แล้ว 6 ปีครับ

หนังก็เริ่มต้นด้วยการตามล่าระหว่างพี่ไมเคิล ไมเยอร์สเจ้าเก่า กับเจมี่ ลอยด์ (J.C. Brandy) ที่ตอนนี้โตเป็นสาวแล้ว และเธอยังผ่าไปมีลูกด้วย

แล้วก็นั่นแหละครับ มันเลยเป็นการเพิ่มงานให้พี่ไมเคิลโดยปริยาย เพราะนอกจากต้องตามเก็บเจมี่แล้วยังต้องไล่ฆ่าลูกเธออีก (ผมเริ่มสงสารพี่ไมเคิลแล้วครับ … ไม่เหนื่อยบ้างเหรอ?) แล้วลูกเธอดันมีคนมาช่วยไปอีกต่อหนึ่งด้วย เขาคือ ทอมมี่ ดอยล์ (Paul Rudd) ซึ่งถ้าใครจำได้ ใน Halloween ภาคแรก ลอรี่ สโตรดทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงเด็กสองคน และหนึ่งในนั้นก็คือ ทอมมี่คนนี้นี่แหละครับ และทอมมี่ก็เลยทำหน้าที่ฮีโร่ทดแทนคุณที่ลอรี่เคยเลี้ยงตนมา และยังเป็นการแทนคุณที่หนักเอาเรื่อง เพราะมันทำให้เขาตกเป็นเป้าของไมเคิลไปโดยปริยาย

แล้วก็ตามเคยครับ ดร.แซม ลูมิส (Donald Pleasence) เจ้าเก่าก็ยังตามมาช่วยพวกพระเอกในการต่อกรกับไมเคิลอีกด้วย เอาล่ะ ที่เหลือก็ไปลุ้นกันต่อเถอะครับ ว่าเรื่องราวจะสรุปลงอย่างไร

ภาค 6 แล้วครับ เฮ่อ ยาวจัง (แต่พี่เจสันยาวกว่าครับ) เรื่องราวก็ยังคงผูกต่อมาได้เรื่อยๆ ก็คือคนมันจะสร้างหนังมาเอาตังค์น่ะครับ ยังไงก็ได้กำไรอยู่แล้ว ไหนจะตอนออกฉาย ไหนจะตอนออกวีดีโอ คนชอบหนังแนวนี้ก็ต้องตามไปดูอยู่แล้ว (อย่างผมนี่ไง) หนังมันเลยยืนยงคงประพันถึงปัจจุบันนี้ สำหรับตัวหนังเอง ภาคนี้แหวะสุดครับ แหวะที่สุดแล้ว ฉากการฆ่าได้ชื่อว่าโหดที่สุดแล้วล่ะ พี่ไมเคิลก็กลายเป็นตัวนรกอะไรไปแล้วก็ไม่ทราบ เรื่องการฆ่าพี่แกนั้นลืมไปได้เลยครับ เพราะแกไม่ตาย หน้าด้านขนาดนี้น่ะ ถ้าตายจริงแกนอนแหม่บตั้งแต่ภาคแรกแล้วล่ะ

ดังนั้นภาคนี้ก็ดูเพื่อความแหวะและสยองครับ เนื้อเรื่องอะไรแม้จะผูกมาได้ไม่เลว แต่ก็ไมได้น่าสนใจแล้วล่ะครับ เพราะมันเดิมๆ น่ะ ถ้าถอดเอาฉากแหวะๆ ออก มันก็เหมือนกับเรามานั่งดูเหตุการณ์วันฮัลโลวีนเดิมๆ ซ้ำอีกรอบนั่นแหละ มีคนตาย มีพี่ไมเคิล มีดร.ลูมิส แล้วยังไงพี่ไมเคิลก็ไม่ตาย จนตอนท้ายที่พระเอกจะมีทางที่ดูเหมือนจะหยุดยั้งพี่ไมเคิลได้ แต่พอฉากจบจริงๆ ท่านจะเห็นศพพี่ไมเคิลหายไปเรียบร้อยแล้วครับ

แล้วหนังภาคนี้ก็ใช้เวลานานพอดูกว่าจะสร้างต่อ และกว่าจะได้ฉายก็ไม่ใช่ง่ายๆ ครับเพราะทีมงานมีการขัดแย้งกันตลอดเลย เอาแค่บทหนังเนี่ย เห็นง่ายๆ แบบนี้เชื่อมั้ยครับว่ามีการเขียนใหม่ เกลาใหม่ตั้ง 11 ครั้งน่ะ (แต่มันก็ไม่ได้แปลกใหม่หรือเข้าท่ากว่าตอนก่อนเลย) ดาราก็ไม่ได้มีอะไรน่าพูดถึงครับ แม้แต่ Pleasence เองก็ดูเหมือนจะแสดงอย่างไม่ค่อยมีแรง ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกครับ เพราะตอนนั้นท่านก็ไม่สบายมากอยู่ และพอหนังถ่ายเสร็จท่านก็เสียชีวิตลงไป นี่จึงเป็นหนัง Halloween ตอนสุดท้ายที่มีบทดร.ลูมิสอยู่

ส่วนตัวหนังเองก็ตัดต่อใหม่ซะหลายครั้ง ตัวผู้กำกับ Joe Chappelle ก็มีปัญหากับผู้สร้าง และเขายังเห็นว่าการแสดงของ Pleasence ออกมาน่าเบื่อมาก เลยมีการตัดบทของเขาออกไปเยอะ (เราจะสัมผัสได้ว่าบทของหมอลูมิสภาคนี้มันโล่งๆ พิกล) แล้วก็มีการตัดต่ออะไรอีกหลายอย่าง ผลก็ออกมาอย่างที่เห็นน่ะครับ

แต่อย่างน้อยภาคนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดเบือนหน้าหนีหรอกนะครับ มันก็มีฉากแหวะๆ ที่พอจะพูดได้ว่าทำให้หนังดูสยองอยู่ แต่บทและการแสดงไม่ได้ทำให้หนังน่าติดตามเท่าไหร่ และก็อย่างที่บอกว่าหนังหมดลุ้นไปแล้ว เนื่องจากพี่ไมเคิลแกไม่ตายๆ แน่ๆ คนดูเลยไม่รู้จะลุ้นอะไรอีก

ดังนั้นถ้าถามว่าหนังมีอะไรให้ ก็บอกได้ว่ามีแต่ความแหวะน่ะครับ แต่พวกเรื่องมุมกล้อง การเดินเรื่อง ส่วนอื่นๆ ไม่ได้น่าสนใจเลยแม้แต่น้อย ทีนี้ก็แล้วแต่ท่านแล้วล่ะครับว่าจะดูหรือไม่ แต่ถ้าจะให้ผมแนะนำก็คือ ดูแค่สองภาคแรกแล้วข้ามมาภาค 7 ดีกว่า ถ้าท่านอยากดูหนังสยองที่เจ๋งๆ น่ะนะคัรบ

แต่ถ้าท่านเป็นแฟนพันธุ์แท้หนังไลฆ่าหรือหนัง Halloween แล้วอยากตามดูให้ครบ ก็ดูได้ครับ อย่างน้อยมันก็ยังเป็น Halloween อยู่ แต่อย่าคาดหวังแล้วกันครับ

ดาวครึ่งครับ

Star12

(5/10)

mikeh6original3

++ ด้านล่างนี้คือรีวิวเพิ่มเติมที่ผมเขียนไว้ลงใน Movie Time ครับ ++

ราวต้นยุค 90 ค่ายหนังเล็กๆ (ในขณะนั้น) อย่าง Miramax Films กำลังสนใจกว้านซื้อลิขสิทธิ์ภาคต่อของหนังสยองดังๆ มาป้อนให้กับ Dimension Films บริษัทลูกที่เปิดขึ้นเพื่อทำหนังสยองและหนังวัยรุ่นโดยเฉพาะ ซึ่งหนังสองชุดแรกที่ซื้อมาก็คือ Hellraiser และ Halloween โดย Hellraiser ถูกทำเป็นหนังก่อนตอนปี 1992 จากนั้นปี 1994 ก็มีคนสนใจจะเอา Halloween มาสานตำนานต่อ เขามีนามว่า Quentin Tarantino! (ชื่อคุ้นๆ มั้ยเอ่ย) แต่พี่แกก็หันไปสนใจโปรเจคท์อื่นอย่าง From Dusk till Dawn แทน …อยากรู้จัง ถ้าแกทำจริงๆ มันจะเป็นยังไง

โปรเจคท์ว่างได้ไม่นาน ทาง Dimension ก็เดินเครื่องต่อ เพราะเห็นว่าหนังขายได้อยู่แล้ว ขอให้ทำออกมาดีและมีความสด หน้าที่เขียนบทตกเป็นของ Daniel Farrands ส่วนเก้าอี้กำกับก็ได้คนทำหนังหน้าใหม่ Joe Chappelle มานั่ง แรกเริ่มเดิมทีหนังใช้ชื่อตอนว่า The Origin of Michael Myers เพราะเนื้อหาภาคนี้จะมุ่งไปที่การเฉลยความลับของไมเคิล ว่าทำไมเขาถึงกลายเป็นพวกบ้าชอบฆ่าคน และยังอมตะ คงกระพันชาตรีฆ่ากี่ทีก็ไม่ยอมตายเสียอีก แต่พอบทมันเกลาแล้วเกลาอีกถึง 11 ครั้ง เนื่องจากคนเขียนบท ผู้กำกับ ผู้อำนวยการสร้างเห็นไม่ตรงกันซักที ชื่อเลยเปลี่ยนมาเป็น Curse แทน เพื่อสื่อถึงปมหลักของหนังอันได้แก่ ลัทธิปีศาจและคำสาปซาตาน พอแฟนๆ ได้ยินเข้าก็เริ่มอึ้งในใจ สงสัยว่ามันจะลากพี่ไมเคิลไปไหนอีกล่ะเนี่ย มีซาตานด้วย เฮ่อ

ภาคนี้ไมเคิลยังคงเดินหน้าตามฆ่าเจมี่ต่อไป และเจมี่ดันมีลูกอีก พี่ไมเคิลเลยงานเข้าครับ ต้องรีบไปเชือดลูกเจมี่อีกต่อหนึ่ง (ผมเริ่มสงสารพี่แกแล้วล่ะ งานงอกออกมาอีก) แต่ลูกของเจมี่ก็รอดมาด้วยความช่วยเหลือของทอมมี่ (Paul Rudd) ไหนจะยังมีหมอลูมิสที่ไม่ยอมตายเหมือนกัน ตามมาหยุดยั้งพฤติการณ์โหดของไมเคิลต่ออีก ก็มาดูกันต่อไปครับว่าเรื่องมันจะเเถ เอ้ย เรื่องมันจะไปลงเอยอีท่าไหน

แม้เนื้อเรื่องภาคนี้จะยำมั่วเยอะมาก แต่ก็นับถือในความพยายามของทีมงาน Dimension ล่ะครับ ที่ริเริ่มสร้างสิ่งใหม่ เอาพี่ไมเคิลไปยำใหญ่กับลัทธิปีศาจ เนื้อเรื่องมันเฉลยให้เรารู้ว่า (ระวังนะครับ มีสปอยล์แน่นอน ถ้าไม่อยากทราบข้ามไปอ่านย่อหน้าอื่นโดยไว) สาเหตุแท้จริงที่ไมเคิลคลั่งฆ่าคนและฆ่าไม่ตาย เนื่องมาจากสมัยที่ไมเคิลเป็นคนไข้อยู่ที่สถาบันบำบัดจิต สมิธส์ โกรฟนั้น เพื่อนของหมอลูมิสแอบทำการทดลองลับๆ กับไมเคิล โดยการเอาพลังซาตานไปใส่ไว้ในตัวไมเคิล พี่แกเลยชั่วสุดพิกัด โดนปืนยิงระเบิดตูมก็ยังไม่ตาย เพราะได้ซาตานหนุนหลังนั่นเอง… แน่นอนว่า Carpenter ผู้ให้กำเนิดไมเคิลพูดไม่ออกเลยครับ มันไปไกลมากแล้วล่ะ

ก็นับว่าน่าสนใจดี แม้มันออกแนวเลอะไปนิด แต่ที่ถือว่าเข้าท่า คือที่มาของตัวเอกในเรื่อง พ่อหนุ่มทอมมี่ อันนี้ต้องย้อนไปภาคแรก ถ้าคุณจำได้ ลอรี่ สโตรด นั้นเป็นพี่เลี้ยงเด็ก และคืนนั้นเธอดูแลเด็กที่ชื่อทอมมี่อยู่ ซึ่งพระเอกภาค 6 ก็คือเจ้าหนูคนนั้นแหละ ดังนั้นการที่ทอมมี่ยอมเสี่ยงชีวิตช่วยลูกของเจมี่แล้วยังหาทางปราบไมเคิล ก็ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล เพราะถือเป็นการทดแทนบุญคุณที่ลอรี่เคยดูแลและช่วยเขาไว้เมื่อตอนเป็นเด็ก

ผลตอบรับภาคนี้เลยออกมากลางๆ ครับ คนที่ชอบก็ชอบเพราะหนังมีการสานต่อปมได้น่าสนใจ แต่คนที่ไม่ชอบก็คือแฟนรุ่นเก่าที่เห็นว่าการสานปมเฉลยเรื่องแบบนี้มันมั่วชัดๆ ก็ต้องแล้วแต่ความชอบนะครับ ส่วนในแง่ของความเป็นหนังสยอง ภาคนี้จัดว่าโหดที่สุด เลือดเยอะที่สุด ฉากแหวะก็มากที่สุดด้วย

โดยรวมๆ แล้วภาคนี้น่าพอใจกว่าภาคสี่และห้าพอสมควร แต่ก็ห่างชั้นกับสองภาคแรกเยอะเช่นกัน ความสำเร็จก็ไม่เลวครับ ลงทุนไป $5 ล้าน ได้มา $15 ล้าน พอคุ้มอยู่บ้าง จนมีการคุยเกี่ยวกับภาคต่อ แต่ Pleasence เจ้าของบทหมอลูมิสเสียชีวิตก่อนหนังออกฉายได้ไม่นาน ทำให้โครงการทั้งหมดหยุดชะงักลง …

 

Advertisements