รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

John Carpenter’s Halloween (1978) ฮาลโลวีน วันอำมหิต

Halloween1001

หลังจาก Psycho ประสบความสำเร็จและเป็นที่กล่าวขวัญเมื่อปี 1960 ก็ยังไม่มีหนังสยองเรื่องไหนออกมาเด็ดเทียบเท่าได้อีกเลย จนกระทั่งเรื่องนี้นีแหละครับ ที่นอกจากจะทำออกมาดีแล้วยังช่วยปลุกกระแสหนังสยองไล่ฆ่าให้กำเนิดแบบเป็นกอบเป็นกำอีกด้วย

เนื้อเรื่องก็คือ ไมเคิล ไมเยอร์ส ฆาตกรโรคจิตที่เคยก่อคดีฆ่าพี่สาวตนเองเมื่อตอนอายุ 6 ขวบ แล้วก็ถูกจับเข้าโรงบาลบ้า แล้วหลายสิบปีต่อมา ไมเคิลก็หนีออกจากโรงบาลเพื่อกลับไปยังแฮดดอนฟิลด์ อิลลินอยส์ จุดหมายก็เพื่อการเล่นเกมส์ฮาโลวีน (หรืออีกนัยนึง ไล่ฆ่าชาวบ้านนั่นเอง) และเป้าหมายที่โดนหนักเลยก็คือ ลอรี่ สโตรด (Jamie Lee Curtis) พี่เลี้ยงเด็กสาวที่ต้องมารับมือกับฆาตกรโหดแบบไม่ทันตั้งตัว

ขณะเดียวกันนั่นเอง หมอแซม ลูมิส (Donald Pleasence) จิตแพทย์ผู้ที่ติดตามดูแลอาการของไมเคิลมาตลอดและเชื่อมั่นว่าไมเคิลยังไงก็รักษาไม่หาย เลยต้องรีบเดินทางไปยับยั้งเกมส์สยองของไมเคิลในครั้งนี้

หนังสนุกครับ … มันสนุกสำหรับผมน่ะนะครับ แต่กับชาวบ้านคงต้องเรียกว่าสยองล่ะครับ อย่างที่บอกว่านี่เป็นหัวหอกหนังสยองไล่ฆ่าที่ตามมาอีกเป็นพรวนน่ะนะครับ มันน่ากลัวแบบกำลังดี บรรยากาศหนังก็ให้อารมณ์ลึกลับ ไม่น่าไว้วางใจอยู่ตลอด ฉากฆ่าก็ไม่แหวะมาก แค่พอเห็นว่าโดนเชือด (ซึ่งเป็นการเดินรอยตามหนัง Psycho ครับ เรื่องนั้นก็เหมือนกันตรงที่ แม้จะมีฉากเอามีดถือมาไล่ทิ่ม แต่หากเอามาดูดีๆ หนังพวกนั้นไม่มีฉากไหนเลยครับที่เราเห็นจะๆ ว่ามีดบาดลงในเนื้อของเหยื่อ เราจะเห็นแค่ง้างและทำท่าแทงเท่านั้น)

หนังเปิดเรื่องการฆ่าพี่สาวของไมเคิลได้น่าสนใจครับ ส่วนฉากต่อๆ มาก็ยังน่าติดตาม จะมีช่วงพักก็ตอนกลางๆ หน่อย ที่เราจะได้เห็นหน้าลอรี่และเพื่อนๆ ของเธอ (ที่จะต้องโดนฆ่าครับ … ดูโหงวเฮ้งก็รู้แล้วล่ะ ) พอมาตอนท้าย เข้าวันฮัลโลวีน ฟ้าเริ่มมืด พี่ไมเคิลก็มาเดินเล่นทันทีครับ แล้วการฆ่าก็เริ่มต้นอย่างนิ่งๆ แต่ก็น่าหวาดผวานะครับ เพราะฉากในเรื่องค่อนข้างมืด มีหลืบอับๆ เพียบไปหมดเลยครับ ทำให้ก่ออารมณ์อึดอัดขึ้นมาได้อย่างไม่ยากเย็น

halloween_1978_still

จุดที่ผมว่ามันน่าเชื่อถือและทำให้หนังแน่น ไม่ได้ไร้สาระอย่างหนังไล่ฆ่ายุคหลังๆ ก็คือ คนที่โดนฆ่าตายส่วนมากก็ไม่ได้ตายเพราะโง่นะครับ ก็พวกเขาไม่รู้นี่หน่าว่าจะมีคนมาตามฆ่า ช่วงต้นที่หนังฉายการดำเนินชีวิตของพวกมันก็บอกน่ะว่า วัยรุ่นพวกนี้สนุกไปวันๆ และบ้านเมืองก็สงบจะตาย ไม่เหมือนพวกหนังยุคต่อๆ มาครับ อย่างพวกเจสันเงี้ย มันจะมีการบอกก่อนครับว่าที่แห่งนี้มีตำนานว่ามีฆาตกรมาเดินเล่น ซึ่งขนาดรู้แล้วพวกวัยรุ่นนั่นยังควายเดินคนเดียวให้มันฆ่าอีก

แต่กับเรื่องนี้ ไม่มีครับ เหมือนจู่ๆ มีใครก็ไม่รู้โผล่มาเก็บพวกเขาทีละคน มันก็สยองอยู่นะครับ เพราะมันใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้น่ะ คนเสียสติมาไล่ฆ่าดื้อๆ พวกที่โดนฆ่าก็ตายโดยไม่รู้ตัวทั้งนั้นครับ ส่วนลอรี่ จะเรียกว่าโชคดีก็ได้ เพราะโดนไล่ล่าเป็นรายสุดท้ายพอดี และเธอก็ฉลาดครับ เริ่มสังเกตความผิดปกติบางอย่าง เช่น โทรไปเพื่อนไม่รับหรือมีใครก็ไม่รู้มาเดินข้างนอกบ้านน่ะ

แล้วฉากต่อมาพอเธอได้เห็นเพื่อนเป็นศพ การหนีก็เริ่มขึ้น ซึ่งการล่าก็ดำเนินไปอย่างน่าตื่นเต้นครับ ด้วยความมืดที่ปกคลุมเมือง และดูเหมือนจะไม่มีใครช่วยเธอได้เลยหลายๆ ครั้งเธอก็จนมุมจนอดเสียวไส้ไม่ได้ครับ แต่เธอก็รอดมาได้ แต่ก็หวุดหวิดครับ

ส่วนตอนจบก็จบได้ดี ชนิดที่หนังแนวเดียวกันที่สร้างตามมาก็ล้วนเอาอย่าง แต่กับเรื่องนี้มันดูสมเหตุสมผลครับ และทำให้ตัวละครไมเคิลดูน่ากลัวมากขึ้นด้วย

ทั้งนี้และทั้งนั้นก็ต้องยอมรับความแน่ของ ลุง John Carpenter กับ Debra Hill ที่ร่วมกันสร้างเรื่องนี้ขึ้นมานะ โดยมากพล็อตและชื่อตัวละครก็เอามาจากคนใกล้ตัวหรือไม่ก็หนังที่พวกเขาชอบนั่นล่ะครับ อย่างชื่อลอรี่ สโตรดก็เป็นชื่อแฟนคนแรกของลุง John นั่นแหละ หรือเมืองแฮดดอนฟิลด์ ก็เป็นเมืองบ้านเกิดของ Debra Hill นั่นเอง (แต่ของจริงอยู่ที่นิว เจอร์ซี่ย์ครับ ไม่ใช่อิลลินอยส์อย่างในหนัง) หรือชื่อตัวละครอย่าง หมอแซม ลูมิส หรือนางพยาบาลแมเรียน ก็เอามาจากตัวละครในหนัง Psycho ทั้งนั้นล่ะครับ

แล้วหนังเรื่องนี้ก็เป็นทุนต่ำครับผม สร้างด้วยงบจำกัดเพียง 300,000 เหรียญ ก็มีการประหยัดเต็มที่ล่ะครับ อย่างหน้ากากที่เขาใส่นั่น ตอนแรกเห็นว่าจะมีการออกแบบนะครับ แต่เพื่อประหยัดงบก็เลยเล่นง่ายๆ ครับ โดยให้ทีมงานเดินเข้าไปในร้านขายหน้ากากแล้วซื้อหน้ากากที่คาถูกที่สุดมา และหน้ากากที่ว่านั่นก็คือ หน้ากากกัปตันเคิร์ก จากหนัง Star Trek ครับ (เวรกรรม ตัวละครที่ผมชอบที่สุด ดันมีราคาหน้ากากถูกสุดเหรอวะเนี่ย ) แล้วก็เอามาทาสีขาว ตัดขนาดตาซะใหม่ แล้วก็กลายมาเป็นหน้ากากประจำตัวของพี่ไมเคิลนับแต่นั้นมาครับ

แต่ครับ แต่ … เฮ่อ พอหนังถ่ายทำเสร็จ ดันไม่มีบริษัทใหญ่ๆ เจ้าไหนยอมซื้อไปฉายแม้แต่รายเดียว จนในที่สุด Irwin Yablans ผู้อำนวยการสร้างเจ้าของบริษัท Compass International ก็เลยตัดสินใจเอาออกฉายครับ

แล้วไงน่ะเหรอฮะ … หนังลงทุนสามแสน พอออกฉายปุ๊บหนังทำเงินเฉพาะในอเมริกาก็ไปเข้าไปตั้ง 47 ล้านเหรียญแล้วน่ะ ทำให้หนังได้ชื่อว่าเป็นหนังอิสระที่ทำเงินสูงที่สุดในตอนนั้นเลยทีเดียวล่ะครับ (แล้วภาคต่อมา Universal ก็มาติดต่อขอจัดจำหน่ายหนังให้ครับ … เป็นไงล่ะ)

ถ้าท่านอยากดูหนังสยองดีๆ ซักเรื่อง ผมว่าอันนี้แหละครับที่ท่านน่าจะพึงพอใจ บรรยากาศดี และดนตรีเฉียบขาดที่ลุง John Carpenter แกโซโล่ด้วยตัวเอง (ซึ่งเพลงหลักของหนังเรื่องนี้ ท่านๆ ต้องคุ้นหูแน่ครับ เพราะละครบ้านเราเอามาใช้บ่อยมากๆๆๆๆๆๆๆๆ) ก็เรียกว่าทำมันทุกงานครับ กำกับก็ทำ เขียนบทก็เอา ดนตรีก็ได้ ตอนนั้นแกไฟแรงครับ และมีความสามารถมากๆ ด้วย (มาหลังๆ ไฟเริ่มมอดครับ ทำหนังเมาๆ ยังไงก็ไม่รู้)

ตื่นเต้น เข้าท่า คุ้มค่าสำหรับคอหนังสยอง

สามดาวครับ

Star31

(8/10)

ปล. ชื่อตอนออกแผ่นคือ “ฮัลโลวีนเลือด” ครับ

 

halloween-1920x1080

++ ด้านล่างนี้คือรีวิวฉบับเต็มที่ผมเขียนไว้ลงใน Movie Time ครับ ++

พี่ไมเคิลถือเป็นฆาตกรโหดบนแผ่นฟิล์มที่มีชื่อมาก คอหนังสยองยกให้เป็นรุ่นลูกของนอร์แมน เบตส์ แห่ง Psycho (1960) เป็นรุ่นน้องของเลทเธอร์เฟซ (The Texas Chainsaw Massacre ปี1974) และเป็นรุ่นพี่ของเจสัน วอร์ฮีส์ (Friday the 13th ปี 1980) กับเฟรดดี้ ครูเกอร์ (A Nightmare on Elm Street ปี 1984) แต่ถ้าพูดถึงต้นแบบฆาตกรฆ่าวัยรุ่นตามบ้านรวมไปถึงไล่เชือดคู่รักที่ชอบมีเซ็กซ์กันล่ะก็ พี่ไมเคิลนี่แหละครับเจ้าแรก

จุดกำเนิดของหนังชุดนี้ต้องย้อนไปช่วงปี 1976 ตอนนั้นผู้กำกับ John Carpenter เริ่มจะมีชื่อจาก Assault on Precinct 13 หนังบู๊ยิงกันสนั่นเมือง (ที่รีเมกไปเรียบร้อย) ตอนที่หนังได้ไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์ที่มิลาน ความมันส์และลงตัวของหนังก็ไปเข้าตา Irwin Yablans ผู้อำนวยการสร้างอิสระและ Moustapha Akkad นักลงทุนที่กำลังสนใจธุรกิจภาพยนตร์ ทั้งสองเลยติดต่อกับ Carpenter ว่าอยากทำหนังแนวฆาตกรโรคจิตไล่เชือดวัยรุ่นสักเรื่องหนึ่งและอยากได้ Carpenter มากำกับพร้อมควบตำแหน่งเขียนบทด้วย

ลุงแกก็สนใจสิครับ รีบกลับมาหารือกับ Debra Hill แฟนสาว (ในตอนนั้น) เพื่อช่วยกันร่างบทขึ้นมา ตั้งชื่อว่า The Babysitter Murders เนื้อหาก็เกี่ยวกับฆาตกรต่อเนื่องที่ไล่ฆ่าวัยรุ่นสาวๆ ซึ่งบทเดิมนั้นเหตุการณ์จะกินเวลาหลายวันมาก เนื้อหาก็ซับซ้อนพอตัว พอลุง John เอาบทไปเสนอ Yablans กับ Akkad ก็ตอบแบบตรงๆ ว่าทุนของพวกเขามีไม่มากมายอะไร ลงให้เต็มที่ได้แค่ $325,000 เหรียญเท่านั้น พอเป็นเช่นนี้ Carpenter เลยถอยกลับมาตั้งหลักใหม่ เปลี่ยนบทให้ใช้ทุนน้อยลง ใช้สถานที่น้อยกว่าเดิม เหตุการณ์ก็ต้องรวบให้จบในหนึ่งวัน

ทีนี้เขากับ Hill ก็มีแนวคิดว่า ถ้าจะให้เรื่องจบในหนึ่งวัน ทำไมไม่ให้เหตุมันเกิดในวันที่น่ากลัวที่สุดแห่งปีไปเลยล่ะ แน่นอนครับ วันที่ว่าคือฮาโลวีน วันปล่อยผีของฝรั่ง ส่วนตัวร้ายของเรื่อง Carpenter ก็วาดไว้ว่าจะให้มันเป็นฆาตกรโรคจิตที่ไร้ความรู้สึก เดินไปฆ่าคนไปแบบไม่กระพริบตา ไม่พูดไม่จาใดๆ ซึ่งอิงคาแร็คเตอร์มาจากวายร้ายหุ่นยนต์ (รับบทโดย Yul Brynner) ใน Westworld (1973) แล้วที่ลืมไม่ได้คือหมอนี่ต้องเป็นโรคจิตเสมือนว่าโดนผีปีศาจสิงจึงทำสิ่งชั่วร้ายได้โดยไม่รู้สึกอะไร แต่ครั้นจะให้มันร้ายแบบไม่มีที่มาก็กระไรอยู่ ทำให้ต้องเพิ่มตัวละครจิตแพทย์ลงไปพื่อใช้อธิบายว่าไมเคิลไม่ใช่มนุษย์ที่มีจิตปกติ ส่วนตัวเอกของเรื่องก็กำหนดให้เป็นหญิงสาว เพราะตามหลักแล้ว คนทั่วไปย่อมสงสารและอยากเอาใจช่วยผู้หญิงมากกว่าเสมอล่ะครับ นอกจากนี้พวกชื่อตัวละครก็หยิบมาจากคนใกล้ตัวของ Carpenter และ Hill หรือไม่ก็ยืมมาจากหนังที่พวกเขาชอบทั้งนั้น

บทหนัง The Babysitter Murders เขียนเสร็จในเวลาเพียงไม่กี่วัน พอสองผู้สร้างรับไปก็โอเคกับบท แต่ Yablans ติดใจเรื่องชื่อนิดหน่อย ว่าอยากให้หนังใช้ชื่ออื่นที่มันติดหู ให้อารมณ์สยองมากกว่านี้ เพราะชื่อเดิมมันฟังไม่ระทึกเท่าไร Yablans เลยนั่งนึกไปนึกมา เห็นว่าเหตุเกิดในคืนวันฮาโลวีนอยู่แล้วอีกทั้งพี่ท่านลองไปค้นรายชื่อหนังก็ดีใจแบบงงๆ ครับ เพราะในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมายังไม่เคยมีเรื่องไหนใช้คำว่า Halloween มาก่อน Yablans เลยตัดสินใจใช้ชื่อนี้ทันที

michael-myers-halloween0563

Yablans ไม่มีปัญหาแล้วนะครับ แต่ Akkad กลับเป็นฝ่ายเริ่มมีปัญหาแทน เพราะพอเขาจะต้องควักทุนเป็นแสนๆ เหรียญ (เปรียบได้กับเงินล้านในปัจจุบัน) มันก็ให้เสียวไส้กลัวจะได้เงินไม่คุ้มทุน อีกทั้งชื่อของ Carpenter ก็ยังไม่แพร่หลายในวงการ การันตีไม่ได้เลยว่าหนังจะประสบความสำเร็จ เขาเลยนัด Carpenter มาจับเข่าคุย ถามว่า Carpenter แน่ใจแค่ไหนว่าหนังจะออกมาดี ฝ่ายหลังก็ยืดอกยืนยันเลยว่ามีสองเหตุผลที่ทำให้เขามั่นใจ ข้อแรกคือเขาเตรียมการที่จะถ่ายทำหนังเรื่องนี้ให้ออกมาตื่นเต้น ระทึกขวัญทุกฉากทุกตอน แม้แต้ฉากวัยรุ่นคุยกันเขาก็จะจัดบรรยากาศให้ชวนผวา น่ากลัวเหมือนว่ามีใครสักคนกำลังซุ่มมองอยู่ เหตุผลข้อที่สองคือเขาจะรับค่าจ้างสำหรับกำกับ, เขียนบท, ทำดนตรีให้ในราคา $10,000 เหรียญถ้วน ไม่ขอเพิ่มกว่านี้ ยกเว้นหนังได้เงินขึ้นมาค่อยแบ่งเปอร์เซ็นต์ เมื่อได้ยินดังนี้ Akkad ก็โอเคครับ เพราะเห็นว่าผู้กำกับคนนี้ใช้ได้ มีความรับผิดชอบและไม่เรื่องมากเรื่องเงินทองแต่อย่างใด

ทีนี้ก็มาถึงขั้นตอนเลือกคนแสดงครับ ตัวเอกสำคัญคือจิตแพทย์แซม ลูมิส ตอนแรก Carpenter ก็ดอดเข้าไปติดต่อสองดาราหนังสยองขวัญชื่อดังแห่งยุคอย่าง Peter Cushing และ Christopher Lee แต่ก็โดนปฏิเสธหมดเพราะค่าจ้างถูกเกินไปครับ (แต่ล่าสุด Lee ได้ออกมาสัมภาษณ์ว่านั่นถือเป็นการตัดสินใจพลาดครั้งใหญ่ในชีวิตการแสดงของเขาเลย) ทีมงานเลยต้องดิ่งไปหาตัวเลือกที่สาม ได้แก่ Donald Pleasence ดาราขาประจำหนังสยองที่เคยสร้างชื่อจากบท เอิร์นท์ สตาฟโร โบลเฟลด์ หัวหน้าตัวร้ายในหนังเจมส์ บอนด์ตอน You Only Live Twice (1967) โชคดีที่ Pleasence ตอบรับ ส่วนสนนราคาค่าจ้างก็อยู่ที่ $20,000 เหรียญสำหรับการทำงาน 5 วัน

ส่วนบทลอรี่ สโตรด นางเอกของเรื่อง คนแรกที่ Carpenter คือ Anne Lockhart ลูกสาวของ June Lockhart นางเอกซีรี่ส์สุดฮิตในยุคนั้นอย่าง Lassie แต่คุณเธอก็งานเยอะน่ะครับ ตอนนั้นเนื้อกำลังหอมไม่มีเวลามาเล่นให้ ตัวเลือกเลยย้ายไปที่ Jamie Lee Curtis ดาราสาวหน้าใหม่ที่ปรากฏตัวในหนังทีวีเพียงไม่กี่เรื่อง แต่ Hill ไปค้นเจอว่า Jamie คือลูกสาวของ Janet Leigh ตัวเอกในหนังเชือดอมตะอย่าง Psycho ลองเข้าอีหรอบนี้ทีมงานเลยคัดตัวแคสติ้งบท และ Curtis ก็ไม่ทำให้ใครต้องผิดหวังครับ เธอเล่นได้เหมาะ บทจึงตกเป็นของเธอ ส่วนค่าตัวก็ประมาณ $8,000 เหรียญ และตัวร้ายของเรื่องอย่างไมเคิล ไมเยอร์ส รายนี้ไม่ต้องเอาดาราดังมาแสดงก็ได้ครับ เพราะบทกำหนดอยู่แล้วว่าต้องสวมหน้ากาก คนเล่นก็เลยสลับกันสามคนครับ ได้แก่ Tony Moran รายนี้คือไมเคิลตอนที่ยังไม่สวมหน้ากาก ส่วน Nick Castle เป็นไมเคิลตอนสวมหน้ากากเรียบร้อย สลับกับ Tommy Lee Wallace รายหลังนี่ควบตำแหน่งโปรดักชั่น ดีไซเนอร์, กำกับศิลป์, ฝ่ายสถานที่และผู้ช่วยตัดต่อ งานเยอะจริงๆ

ดาราพร้อม กล้องพร้อม สถานที่พร้อมก็ได้ฤกษ์เปิดกล้อง หนังใช้เวลาถ่ายทำแบบจำกัดมากๆ ครับ แค่ 22 วันในเดือนเมษายนปี 1978 เพื่อประหยัดงบทีมงานเลยต้องตามญาติมาช่วยทำ สถานที่ก็เลือกง่ายๆ ถ่ายแบบยาวข้ามคืน Pleasence ก็เล่นแบบเต็มที่ครับ แม้จะใช้เวลาแค่ 5 วันแต่ก็มืออาชีพมากครับ

เรื่องหนึ่งที่เป็นตำนานคือที่มาของ “หน้ากาก” ที่ไมเคิลใส่ ซึ่งทีมงานเคยคิดเหมือนกันว่าจะสร้างหน้ากากแบบสยองๆ ดีไหม ออกแบบใหม่เลย แต่พอเงยหน้ามองตัวเลขงบก็ก้มหน้าแทบไม่ทัน หันไปเจอตารางเวลาก็กระชั้นเข้ามา จน Wallace เจ้าหน้าที่ฝ่ายอุปกรณ์ (หมอนี่ควบหลายตำแหน่งมาก) ตัดสินใจเดินเข้าไปในร้านขายของเล่น ซื้อหน้ากากกัปตันเจมส์ ที เคิร์ก แห่งซีรี่ส์ Star Trek มา เหตุผลเพราะมันราคาถูกที่สุดในร้านครับ แค่ $1.98 เหรียญเท่านั้น แล้วก็ทาสีขาว ตัดขนาดตาใหม่ ใส่ได้ทันที แหม ยังกะหน้ากากกึ่งสำเร็จรูปแน่ะ

ที่บอกว่าเป็นตำนานก็เพราะมันไม่ต้องออกแบบอะไรเลยครับ แค่หน้ากากโล่งๆ ไม่มีลาย ใส่แล้วดูสยองได้ เข้ากับตัวตนของไมเคิลแบบสุดๆ เพราะแกไม่มีบุคลิกอะไรเลยครับ ไร้ความรู้สึก ไร้ความดี มันแค่เดินมาฆ่า ฆ่า และฆ่าอย่างอำมหิต พี่ไมเคิลแกติดทำเนียบฆาตกรบนแผ่นฟิล์มส่วนหนึ่งก็เพราะหน้ากากที่ดูไร้ความสยองนี่แหละ

0564

พอ Halloween ถ่ายทำเสร็จ ก็ต้องเจอปัญหาเดียวกับหนังฟอร์มเล็กอีกหลายเรื่อง นั่นคือ ไม่มีสตูดิโอไหนยอมรับไปจัดจำหน่าย จน Yablans ไม่รออีกต่อไป ตั้งบริษัท Compass International ขึ้นมาเพื่อหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะ แล้วผลที่ได้ก็ตามรอยความสำเร็จแบบ Night of The Living Dead (1968) แม้ช่วงแรกที่หนังฉาย Halloween ไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าไร นักวิจารณ์ทั้งหลายไม่คิดจะไปดูมาเขียนลงด้วยซ้ำ แต่ด้วยพลังปากต่อปาก ทำให้คำร่ำลือเรื่องความสยองพุ่งมากระแทกหูจนคนไปดูกันเยอะ ในที่สุดเหล่าสถาบันวิจารณ์พากันยกย่อง Carpenter ในแง่การวางมุมกล้องที่กดดัน ลุ้นระทึกตั้งแต่ต้นจนจบ (เป็นไปตามที่ Carpenter บอกกับ Akkad แต่แรกว่าเขาจะทำหนังให้น่ากลัวทุกฉากทุกตอน) และที่นักวิจารณ์ชมบนความงงก็คือ มันสยอง ตื่นเต้น แต่ไม่กลับไม่เห็นเลือดหรือฉากเชือดที่โหดเหี้ยมแต่อย่างใด อย่างมากก็แค่ไมเคิลพุ่งเข้าหาคนโน้น ง้างมีดจะแทงคนนี้ แค่นั้นเอง… ไม่เลอะเลือดแต่สยองกว่าหนังเชือดแบบโหดถึงเนื้อ ไม่ชื่นชมก็แปลกล่ะครับ

พล็อตเรื่องของ Halloween ว่าด้วยเด็กน้อยวัย 6 ปี ไมเคิล ไมเยอร์สเกิดคลั่งเอามีดแทงพี่สาวจนตาย เขาเลยถูกจับเข้าสถาบันบำบัดจิคสมิธส์ โกรฟ โดยได้รับการดูแลจากจิตแพทย์ที่ชื่อแซม ลูมิสอย่างใกล้ชิด จน 15 ปีผ่านไป หมอลูมิสก็บอกกับใครๆ ว่าไมเคิลเป็นคนไข้ที่อันตรายมาก เขาแทบไม่มีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่ จึงต้องรีบกักตัวให้แน่นหนา แต่ก็ไม่สำเร็จครับ ไมเคิลแหกห้องขังตรงดิ่งไปยังแฮดดอนฟิลด์ รัฐอิลลินอยส์ เมืองบ้านเกิด เพื่อกลับมาเล่นเกมโหดฮาโลวีนฆ่าหนุ่มสาวในย่านนั้น ลอรี่ก็เลยซวยครับ ดันรับเลี้ยงเด็กแถวนั้นพอดีด้วย ก็ต้องมาลุ้นกันล่ะครับว่าเธอจะรอดหรือไม่ และหมอลูมิสจะตามมาจัดการไมเคิลอย่างไร

ถ้าจะให้บรรยายสรรพคุณความเด็ดของหนังก็ต้องยกให้บรรยากาศครับ ไม่ว่าจะมืดหรือสว่างก็สยองได้ มุมกล้องมันชวนเครียดจริงๆ ครับ เหมือนว่าเมืองนี้กำลังมีอะไรบางอย่างที่อันตรายสุดขั้วคืบคลานเข้ามา ยอมรับเลยว่า Carpenter คุมหนังเก่งมากๆ แล้วยังทำดนตรีประกอบด้วย เพลงธีมของหนังรับประกันเลยว่าคุณๆ ต้องเคยได้ยินแน่ เพราะบ้านเราเอามาใช้บ่อย แม้จะมีโน้ตแค่ไม่กี่ตัว แต่น่ากลัวชวนเสียวสันหลังทุกครั้งที่ได้ยิน ขึ้นหิ้งเป็นสกอร์สยองคลาสสิกเรียบร้อย ส่วนตัวหนังก็ลึกลับ น่าติดตาม การไล่ฆ่าของไมเคิลในตอนท้ายก็ลุ้นสุดๆ ก่อนจะปิดท้ายด้วยตอนจบแบบที่หนังสยองทั้งหลายพากันเดินตาม นั่นคือ ไมเคิล ไมเยอร์ส… ยังไม่ตาย

หนังกระหน่ำโดยเงินไป $55 ล้านเหรียญจากทั่วโลก (ถ้านับเฉพาะเมืองมะกันก็ $47 ล้านครับ) ได้ตำแหน่งหนังทุนต่ำทำเงินสูงที่สุดตลอดกาลในขณะนั้นไปครอง ส่งชื่ให้ Curtis กลายเป็นเจ้าแม่หนังสยองขวัญยุคใหม่ตามแม่ของตัวเองไปติดๆ แล้วก็มีงานหนังไหลมาเทมา คนทั้งโลกรู้จักเธอก็เพราะบทพี่เลี้ยงเด็กเคราะห์ร้ายนี่แหละครับ เช่นเดียวกับ Carpenter ที่กลายเป็นผู้กำกับหนังสยองของร้อนแห่งวงการทันที ส่วน Pleasence ที่ดังอยู่แล้วก็ดังขึ้นไปอีก และบทหมอลูมิสยังได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในตัวละครคลาสสิกของภาพยนตร์แนวสยอง

 

Advertisements