รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Waxwork (1988) อาถรรพ์หุ่นขี้ผึ้ง

waxwork1

เฮ่อ ทุกข์ประการสำคัญของคนพิมพ์งานลงคอมพ์แล้วก็โพสต์ลงเว็บคือ ตอนไฟตกหรือเครื่องค้างนี่แหละครับ ถ้าไม่ได้เซฟไว้ก็คงเป็นคราวซวยแบบสุดๆ ซึ่งผมล่ะเจอโคตรบ่อยเลยให้ตายเถอะ พิมพ์ๆ ไปจู่เครื่องค้าง จู่ๆ เมื่อกี้ก็ไฟตกทั้งๆ ที่พิมพ์ไปจะหมดแล้ว ต้องมานั่งระลึกชาติอีกตูว่าพิมพ์อะไรไปบ้าง แล้วอารมณ์มันจะเหมือนเดิมมั้ยล่ะครับเนี่ย (ผมบ่นแบบเซ็งชีวิตครับ แต่ก็ไม่โทษใครหรอก เพราะมันเป็นเรื่องที่เกิดไปแล้วนี่หน่า) แล้วตอนเซฟๆๆๆ ไม่มีตกเลยครับ อยากให้มันตกจะได้ยิ้มเยาะมันก็ไม่ตกเลย แต่พอไม่เซฟหรือพิมพ์เพลินๆ ล่ะมันเอาเราทุกที เฮ่อ เรื่องมันเศร้า

เอาล่ะ หมดเรื่องการทอดอาลัยแล้วนะครับ เข้าเรื่องดีกว่า นี่ก็เป็นเทศกาลขอมาจัดให้ครับ อยากรู้รีวิวเรื่องไหนถ้าเคยดูก็จะเอามาบอกนะครับ และนี่ก็คือหนังชุดสองภาคจบชุดอาถรรรพ์หุ่นขี้ผึ้ง (คนละเรื่องกับ House of Wax นะครับ ไม่เกี่ยวกันแต่อย่างใด) งานจัดจำหน่ายของค่าย Vestron Video ค่าย VDO ที่ชอบขยับมาทำหนังช่วงปี 80 น่ะครับ งานดังๆ ก็อย่าง Dirty Dancing เป็นต้น … จริงๆ มีที่มันดังจังๆ ก็แค่นี้แหละครับ

หนังเล่าถึงวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งที่เข้าไปเที่ยวยังพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งที่จัดแสดงงานเป็นแนวสยองนะครับ มีห้องของปีศาจในตำนานต่างๆ อย่างแดร็กคูล่า, แฟรงเกนสไตน์, มนุษย์หมาป่า แล้วก็อีกเยอะครับ

แต่ที่นี่ไม่ใช่แค่หุ่นกับห้องธรรมดาน่ะสิครับ เพราะแต่ละห้องมันสามารถดึงคนดูเข้าไปสู่มิติของแต่ละห้องได้ แล้วพวกเขาก็ต้องพบกับความตายอย่างสยดสยองทีละรายๆ

อะไรคือความลับของสถานที่นี้ และคนที่เหลือจะหาทางรอดไปได้หรือไม่ ไม่ดูไม่รู้ครับผม

ฮ่า ช่าย หนังทุนต่ำเกรดบีตามสไตล์น่ะครับ แต่ไม่เลวเลยนะ สนุกบันเทิงใช้ได้ เรื่องราวอาจจะไม่ซับซ้อนซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดครับ ก็ Anthony Hickox ผู้ที่ควบทั้งหน้าที่กำกับและเขียนบทหนังเรื่องนี้ จัดการปั่นบทออกมาเสร็จในเวลาแค่ 3 วันเท่านั้น มันเลยง่ายๆ ครับ วัยรุ่นไปเจอดีในพิพิธภัณฑ์แต่นั้นเอง

แต่นั่นแหละครับ ดูถูกไม่ได้ เพราะแม้บทไม่ซับซ้อน แต่จุดสำคัญอยู่ตรงที่หนังสนุกน่าติดตามหรือเปล่า และผลที่ได้ออกมาผมว่าโอเคนะครับ จริงๆ ผมออกจะชอบเลยด้วย เพราะมันเหมือนยำอารมณ์หนังสยองหลายๆ เรื่องเข้าด้วยกัน เรื่องแต่ละห้องหุ่นก็แตกต่างไป มันเลยออกจะกึ่งๆ ผจญภัยอยู่เหมือนกัน ว่าแต่ละคนจะไปเจออาถรรพ์รูปแบบไหนในห้องบ้าง

หนังเลยน่าติดตามประมาณหนึ่ง แล้วก็สยองพอได้ ที่บอกว่าสยองนี่เป็นสยองแบบอเมริกันนะครับ ไม่เหมือนเอเซียที่มักจะสยองด้วยการหลอน การจัดภาพที่บิดเบี้ยวน่ากลัวและความมืดพร้อมด้วยความเงียบ แต่กับสไตล์สยองแบบหนังไดรฟ์อินอเมริกันมันจะประมาณพวก Friday the 13th น่ะแหละ เน้นสยองทางภาพ เช่น ภาพปราสาทหรือพวกเลือดเยอะๆ พวกตัวประหลาด แล้วก็เน้นดนตรีไม่เน้นเงียบเหมือนบ้านเรา แต่เรื่องนี้ไม่โหดมากครับ สยองแบบเบาะๆ แต่ก็น่าพอใจ

ที่ผมสนุกกับหนังส่วนหนึ่งคงเพราะชอบสไตล์สยองแบบมะกันนี่พอควรล่ะครับ ดูเยอะจนพอมาดูเรื่องนี้มันก็เหมือนยำเอาหนังหลายๆ เรื่องมาผสมกัน แม้จะไม่สุดยอดเท่าต้นฉบับ แต่ก็ดีกว่าหนังทุนต่ำหลังๆ นี่แหละครับ อย่างน้อยผมว่าเขาทำแบบตั้งใจกึ่งคารวะเรื่องก่อนๆ นะ

waxwork

พวกฉากและโปรดักชั่นก็นับว่าโอเคแล้วล่ะครับสำหรับหนังทุนต่ำ แต่ก็จัดแสงได้ไม่เลวนะ ไม่เสียชื่อที่เป็นหนังออกมาจาก Vestron (ส่วนใหญ่หนังสยองจากค่ายนี้มักจัดบรรยากาศโอเคน่ะครับ มืดแบบไม่หม่นแต่ไม่น่าไปเดินเฉียด นึกออกมั้ยครับ)

ส่วนนักแสดงนั้น คนเป็นพระเอกนางเอกจัดว่าธรรมดาสุดในเรื่องครับ Zach Galligan พระเอกจาก Gremlins ทั้งสองภาคมาเป็นมาร์ค ลอฟมอร์ ขานี้เล่นกี่เรื่องก็เหมือนเดิมครับ เป็นหนุ่มหน้าตาละอ่อน เป็นคนดีที่โลกรออะไรทำนองนั้น แต่ก็ไม่ได้มีอะไรให้ติให้ชม พอๆ กับนางเอกของเรื่องซาร่าห์ ไบร์ทแมน แสดงโดย Deborah Foreman ก็ไม่มีอะไรน่าจดจำพอๆ กันน่ะฮะ

ไปๆ มาๆ ที่น่าพูดถึงดันเป็นเหล่าบทสมทบมากกว่า อย่าง Michelle Johnson ในบทไชน่า เว็บสเตอร์ ที่ทั้งสวยและเซ็กซี่กว่านางเอกหลายกิโลขีดนัก แล้วก็ Patrick Macnee อดีตเจ้าของบทเอเย่นต์จอห์น สตีดแห่งซีรี่ส์ The Avengers มาเป็นเซอร์วิลเฟรด ชายชราบนรถเข็นผู้ที่คอยช่วยเหลือพวกพระเอก ก็ยังไว้ใจได้ครับกับบทอบอุ่นใจดีแบบนี้

David Warner ดาราที่โผล่ตามหนังสยองสมัยก่อนบ่อยมากๆ บทที่น่าจะเป็นที่คุ้นเคยก็คือบทช่างภาพแห่ง The Omen ต้นฉบับ มาเองนี้รับบทเดวิด ลินคอล์น เจ้าของพิพิธภัณฑ์จอมวายร้าย ขานี้ก็ไม่ต้องห่วงครับ เล่นเป็นคนดีก็ซื่อซะเต็มที่ แต่พอร้ายนี่ก็นิ่งๆ โหดผ่านทางสีหน้าที่เย็นชาได้สบายๆ

และแน่นอนครับ ก็ต้องมีเหล่าหุ่นในห้องหุ่น มีท่านเจ้าคุณมีหุ่นเจ้าหญิง เอ้ย ไม่ช่ายยยยยยยย ก็มีพวกแดร็กคูล่านะครับ แสดงโดย Miles O’Keeffe ซึ่งดูเป็นแดร็กเวอร์ชั่นเท่ห์และทรงเสน่ห์มากกว่าจะน่ากลัว ก็น่าสนครับถ้าแกได้เล่นเป็นเจ้าชายจอมคาถาน่าจะเข้านะผมว่า หลายคนบอกแกไม่เหมาะเป็นพี่แดร็ก ผมก็เห็นด้วยแหละครับ แต่มาคิดๆ ดูเหตุการณ์ในเรื่องพี่แดร็กต้องหล่ออ้ะ (เพราะอะไรไปดูเอง) จะไปหาคนหน้าเหมือน Christopher Lee มาก็ได้ มันจะเหมือนพี่แดร็ก แต่มันจะไม่เข้ากับเหตุการณ์ในเรื่องน่ะครับ

แล้วยังมี John Rhys-Davies เจ้าของบทกิมลี่ในหนัง Lord มาเป็นมนุษย์หมาป่าครับ และ J. Kenneth Campbell เป็นมาร์ควิส เดอ ซาร์ด

นี่ถือเป็นงานชิ้นที่เข้าท่าเข้าทางมากอีกเรื่องของ Anthony Hickox นะครับ สนุกดี สยองด้วย เลือดเยอะพอประมาณตามสูตร การเดินเรื่องก็น่าติดตามดี ฉากก็หลากหลาย นอกจากที่พูดไปมันยังมีฉากแบบ Night of The Living Dead อีกนะครับ

ในความจริงแล้ว หนังจะสยองและเลือดสาดมากกว่านี้ครับ อย่างฉากในห้องของแดร็กคูล่านั้น เลือดจะมากมายสุดๆ ซึ่งพี่ผู้กำกับเจตนาจะให้มันเป็นฉากที่เปรอะเลือดสุดสยองที่สุดเท่าที่เคยมีมา และผลที่ได้คือ … โดนตัดออก ไม่งั้นเรตทะลุ R ครับ (สยองขนาดไหนคิดดูเองครับ) ผมก็เสียดายเหมือนกันครับ อยากเห็นอ้ะ ต้องไปตามหาเวอร์ชั่น Unrate เอาครับ ได้ข่าวว่าเด็ดกว่าฉบับปกติมากนัก (สำหรับคอที่ชอบหนังข้าวเหนียวลาบเลือดนะครับ เลือดเป็นตันน่ะ เขาว่ากัน)

ส่วนเท่าที่เป็นอยู่นี่ก็สยองใช้ได้แล้วล่ะครับ (ผมมันโรคจิตครับ เลยอยากดูฉบับเต็ม อย่าถือสาคนต๊องๆ อย่างผมเลยก๊าบ ) สนุกและบรรยากาศไม่น่าไว้วางใจดี คือถ้าเป็นผมก็คงไม่เข้าไปหรอกครับไอ้พิพิธภัณฑ์บ้าเนี่ย เอาแค่ความมืดความน่ากลัวของตัวพิพิธภัณฑ์ก็ไมน่าเข้าไปข้องแวะแล้วล่ะ

โดยรวมๆ ผมชอบเลยล่ะครับ สนุกแบบไม่มีสาระดี สยองกำลังดี (แต่ถ้ามากกว่านี้คงแจ๋ว) คอหนังสยองดูเอาสนุกได้เลยครับ ไม่น่าผิดหวังนะ มันดูลึกลับไปในตัวด้วย และหนังยังมีตอนจบที่มั่วได้ใจ ไม่ได้หมายถึงมั่วแบบดูไม่รู้เรื่องนะครับ หมายถึงมันจะมีการตีกันแบบยกพวกตีกันอ้ะ ดูไปก็กึ่งฮากึ่งมันส์ครับ มันสยองมาค่อนเรื่อง มาตอนจบทำเป็นเด็กเดนไปได้ ก็แปลกตาดี มิหนำซ้ำตอน End Credits ยังจบด้วยเพลง It’s my Party อีก เอากันเข้าไป ผมว่าหนังคงทำสนองตัณหาผู้กำกับไม่ใช่น้อยล่ะครับแบบนี้น่ะ

ถ้าชอบหนังสยองแบบปนฮาหน่อยๆ นะครับ เรื่องนี้แนะนำ ไม่น่าผิดหวังฮะ ดูได้เลย

สองดาวเฉียดครึ่งครับ

Star21

(6.5/10)