รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

The Vanishing (1993) เมียผมหายแบบสยอง

the-vanishing-poster

เป็นเรื่องปกติในยุค 90 นะครับที่ Hollywood มักจะนำเอาภาพยนตร์จากยุโรปมารีเมค กล่าวคือพี่แกเริ่มส่อแววมุขตันตั้งนานแล้วครับ ไม่ใช่เพิ่งมารีเมคหนังชาวบ้านในยุคนี้หรอก เพียงแต่ยุคนี้เขาจับหนังเอเซียเราไปทำเยอะไงครับ เราเลยสังเกตเห็นได้ชัดเจนหน่อย

สำหรับเรื่องนี้ก็รีเมคมาจากหนัง Spoorloos ของยุโรปนะครับ ซึ่งได้รับการกล่าวขวัญกันมากในเรื่องความน่ากลัว ที่ว่าน่ากลัวนี่ไม่ใช่มีเลือดสาด มีแขนขาดหรือมีผีมาไล่บีบคอนะครับ ไอ้ความน่ากลัวที่ว่านี่คือ ความน่ากลัวจากมนุษย์ นี่แหละ

และงานหนังเรื่องนั้นก็เตะตา Hollywood ครับ ทางโน้นเลยมีการเชิญผู้กำกับ George Sluizer ผู้ทำหนังต้นฉบับมารีเมคเป็นหนังฝรั่งให้ที

เรื่องราวก็เริ่มที่ เจฟฟ์ แฮริแมน (Kiefer Sutherland) กับแฟนสาว ไดแอน เชฟเวอร์ (Sandra Bullock) ได้ขับรถออกไปเที่ยวกันตามประสาคนรักน่ะครับ ระหว่างทางก็มีการจอดรถเติมน้ำมันพักตามเรื่อง เจฟฟ์ก็ปลีกตัวไปทำธุระเพียงครู่เดียวปล่อยให้ไดแอนนั่งรอเขาที่รถ

และพอเจฟฟ์กลับมา … ไดแอนได้หายตัวไปแล้ว

เจฟฟ์พยายามตามหาครับ สืบหาก็แล้ว แจ้งความก็แล้วแต่ก็ไม่มีใครพบเธอเลย ไม่มีใครทราบว่าเธอหายไปไหน จนเวลาผ่านไปหลายปี เจฟฟ์ก็เริ่มชีวิตใหม่ครับ คบกับริต้า เบคเกอร์ (Nancy Travis) สาวสวยผู้เข้าใจเขา แต่เขาเองก็ยังไม่เลิกความพยายามที่จะตามหาไดแอนอยู่ดี

จนกระทั่งวันหนึ่ง ได้มีชายท่าทางไร้พิษภัยที่ชื่อบาร์นี่ย์ คัสซิ่น (Jeff Bridges) มาพบกับเจฟฟ์ และบอกว่า เขารู้ว่าไดแอนหายไปไหน เจฟฟ์ก็ด้วยความอยากรู้และต้องการพบไดแอนอีกครั้ง เลยทำให้เขาก้าวเข้าไปสู่กับดักมรณะครับ

จะเกิดอะไรขึ้นกับเจฟฟ์ และเกิดอะไรกับไดแอนกันแน่? คำตอบอยู่ในหนังแล้วครับ

ผมดูหนังเรื่องนี้นานแล้วครับ ตั้งแต่ปี 2543 (ไม่ได้ดูตอนเข้าโรงครับ) ตอนนั้นตามหาตามลิสต์ “25 อันดับหนังสยองขวัญตลอดกาล” ก็กะจะดูให้ครบทุกเรื่องล่ะครับด้วยความเป็นคนรักหนังสยองอยู่แล้ว และเรื่องที่ติดหนึ่งใน 25 ก็มี Spoorloos หรือ The Vanishing ต้นฉบับอยู่ด้วย แต่ก็นั่นแหละครับ หามันจะมีง่ายๆ ที่ไหนเล่า ยุคนี้ยังหาดูแทบจะไม่ได้เลยอ้ะ ทำให้ผมต้องคว้าฉบับรีเมคมาดูแก้ขัดไปก่อนครับ เพราะโดยฟอร์มมันก็ไม่เลวนะครับ ดาราก็ดึงพอตัวแล้ว

ตัวหนังนั้น อันนี้ว่าตามจริงเลยก็คือ เป็น Hollywood ยุค 90 ครับ พอนึกภาพออกมั้ยฮะ คือยุคนั้นเนี่ยเราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าหนังฟากโน้นยังไม่ลึกซึ้งถึงอารมณ์ แม้แต่อารมณ์ผวาหรืออะไรก็ตามมันยังผวาแบบไม่ลึก พูดให้ชัดคือหนังสยองสไตล์เลือดๆ โหดๆ อำมหิตแหวะๆ นี่ Hollywood ทำได้ครับ แบบพวก Friday The 13th หรือ Hellraiser ไรเงี้ย แต่ถ้าเป็นสยองแบบให้อารมณ์หวาดผวานั้นต้องจัดว่าน้อยเรื่องจริงๆ ที่จะเด็ด ระดับ Alfred Hitchcock นั่นแหละรับถึงจะพอพูดได้เต็มปากว่าทำให้เราผวาเวลาดู แต่นอกนั้นทำไม่ถึงซักเท่าไหร่

และหนังเรื่องนี่ก็ไม่พ้นข้อจำกัดนั้นครับ คือดูได้นะ เรื่อยๆ แต่ไม่ได้ผวาอย่างที่ควรจะเป็น หากให้เปรียบแนวของหนังกับยุคปัจจุบันผมว่าเรื่องที่แนวทางเดียวกันแต่ทำได้ดีกว่าก็คือ Saw ที่เล่นกับอารมณ์ของคนดูตลอด ให้เราผวา นั่นแหละครับมันต้องอย่างนั้น มีการพลิกผัน เปิดปมที่พอเหมาะและมีฉากสยองแบบพอเหมาะ ความน่ากลัวก็จะเรื่อยๆ ครับ ไหลมาตลอด

แต่แนวหนังไม่ใช่แบบ Saw นะครับ แค่หมายถึงหนังจะสมบูรณ์มากหากหนังสามารถเร้าอารมณ์หรือหลอกล่อต่อความรู้สึกของคนดูได้เท่ากับ Saw แต่ที่หนังทำได้ต้องบอกว่าเป็นไปอย่างพื้นๆ น่ะครับ

และไม่รู้เป็นโรคอะไร ยุคนั้นหากสังเกตกันดีๆ หนังจากค่าย 20th Century Fox แต่ละเรื่องมักจะมีฉากใกล้ๆ กัน บรรยากาศอารมณ์ก็ประมาณเดียวกันครับ ฟิล์มแบบเดียวกัน การเดินเรื่องก็มักจะเนิ่บๆ ไม่รู้ผมอธิบายเห็นภาพมั้ยนะครับ แต่ที่ผมรู้สึกคือถ้าไม่บอกบางทีผมก็เดาไม่ออกนะเวลาดูหนังจาก Fox ในช่วงยุคนั้น คือนึกว่าหนังแต่ละเรื่องมันเป็นเรื่องเดียวกันน่ะครับ บรรยากาศก็ใกล้กันเหลือเกิน วิธีจัดบ้านเงี้ยครับ รูปแบบบ้านของหนังแต่ละเรื่องมันใกล้กันมาก หรือในห้องแลปวิทยาศาสตร์เงี้ย ใกล้กันมากครับจัดแพทเทิร์นเดียวกันเลยอ้ะ

ที่ผมบ่นก็เพื่อจะบอกว่า ยุคนั้นดูหนัง Fox แล้วมันไม่แหวกเท่าไหร่ เหมือนดู TV Series ที่เปลี่ยนตอนไปเรื่อยๆ มากกว่าที่จะได้ดูหนังใหม่ และหนัง Fox ช่วงนั้นก็มีน้อยเรื่องมากที่จะเด่นขึ้นมากว่ากัน กับบางคนอาจไม่มีผล แต่กับผมซึ่งดูหนังเยอะๆ บางทีก็แปลกๆ ครับ มันสะดุดน่ะ เหมือนพอดูหนังเรื่องใหม่ แต่อารมณ์ผมมันเหมือนกับดูหนังเรื่องเมื่อกี้ ที่มีฉากใกล้กัน สไตล์เนิ่บๆ เหมือนกัน มันออกจะเบื่อน่ะครับนี่ว่าตามจริงเลย

ที่ผมบ่นไม่ต้องฟังมากก็ได้นะครับ แต่เชื่อสิ ลองไปขุดหนัง Fox ยุคนั้นมา สไตล์มันแนวเดียวกันจริงๆ ครับ

ส่วนตัวหนังนั้น แม้จะได้คนเก่าจากต้นฉบับ แต่ผมว่ามันคงโดนความเป็น Hollywood เกลาลงไปเยอะ คือเล่นกับอารมณ์ก็ไม่แรงเท่าไหร่ ทิ้งปมก็ยังไม่ลง ไม่รู้ Sluizer เขาเกร็งหรือเปล่านะครับ ประมาณว่าไหนจะต้องรีเมคหนังตัวเองมันก็เป็นการแบกภาระอย่างหนึ่งล่ะ แล้วหนังอันเก่าดันออกมาดีด้วย ไม่กดดันก็ไม่ไหวล่ะครับ

ซึ่งจากที่ดูในหนัง ต้องบอกว่าอารมณ์นิ่งครับ ไม่กดดันเท่าไหร่ ไม่หนักเท่าที่ควร อันนี้ไม่รู้จะบ่นอะไรดี เพราะจะว่าไปดาราดีนะครับ แข็งเลยล่ะ 4 ดารานำนี่มือดีอยู่แล้ว แต่จังหวะหนังมันไม่เร้าให้ผวาพอ

และจุดที่น่าเสียดายอีกอย่างคือบทสรุปของเรื่องราวฮะ ที่มันดันจบในแบบ Hollywood อีกแล้ว ในขณะที่ต้นฉบับนั้นนับว่าจบแรงแบบโรคจิตเลยล่ะ ผมแม้จะยังไม่เคยได้ดูเต็มๆ แต่มีโอกาสได้ดูได้รู้ตอนจบแล้ว และบอกได้เลยว่าแรงครับ อึ้งและสิ้นหวังดีจริงๆ จบแบสะใจมันต้องแบบนั้น แต่นี่พอมา Hollywood ก็ต้องมีการปรับลงไป ซึ่งออกจะทำให้เสียแนวทางเหมือนกันนะ เพราะผมว่าจุดที่ทำให้ของเก่าดีก็เพราะตอนจบที่ไม่เห็นแก่หน้าใครนี่แหละ แต่พอปเนแบบนี้มันเลยดูอ่อนลงโดยปริยาย

ดังนั้นนะครับ หากทำได้ผมว่าลองหาของแท้มาดูเถอะครับ เอาแค่หน้าปกก็ได้ใจแล้วน่ะ

ครับ สำหรับตัวหนังนั้นฉบับนี้ก็ถือเป็นรีเมคแบบ Hollywood น่ะแหละ ดูจบแล้วก็จบกันไป มิหนำซ้ำตอนจบยังเป็นการลงสูตรด้วยก็เลยธรรมดาครับ ยกเว้นท่านอยากดูดาราผมว่าก็ได้นะ พวกเขาแสดงได้ดีล่ะครับ เพียงแต่อารมณ์ผวาที่พึงมีมันดันไม่มีเท่านั้นเอง

หนังสยองที่ไม่ใครจะสยอง ก็ต้องว่าไปตามนั้นล่ะครับผม

สองดาวพอ

Star21

(6/10)