รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

When A Stranger Calls Back (1993) ต้นฉบับ “โทรมาฆ่า อย่าอยู่คนเดียว” ภาค 2

713S7BRA86L._SS500_.gif

นี่คือภาคต่อที่ทำออกมาในรูปแบบหนังทีวีครับ กำกับโดย Fred Walton คนเดิมกับที่เคยกำกับและเขียนบทภาคแรก แล้วก็ยกทีมนักแสดงนำชุดเดิมมาครบ ทั้ง Carol Kane ในบท จิลล์ จอห์นสัน ที่ตอนนี้เธอได้กลายมาเป็นนักจิตวิทยาที่คอยให้คำปรึกษาแก่วัยรุ่นที่มีปัญหา และ Charles Durning ในบทเจ้าหน้าที่ตำรวจ จอห์น คลิฟฟอร์ด ที่เคยช่วยจิลล์ไว้ในภาคแรก ก็ตามมาช่วยเธออีกครั้งในภาคสองนี่ครับ

หนังเปิดมา ก็แนะนำให้เราได้รู้จักกับ จูเลีย เจนซ์ (Jill Schoelen) พี่เลี้ยงเด็กที่ต้องมาเจอกับสถานการณ์สยองแบบเดียวกับที่จิลล์เคยเจอ ซึ่งคราวนี้มันไม่ได้โทรมาหาเธอหรือขู่เธอทางโทรศัพท์ครับ แต่มันเล่นมายืนตรงหน้าบ้าน เคาะเรียกจูเลีย ทำประมาณว่าจะขอความช่วยเหลือและขอใช้โทรศัพท์ แต่จูเลียก็ไม่ยอมเปิดประตูครับ เพราะเธอก็กลัวเหมือนกัน

เมื่อเวลาผ่านไป จูเลียกลับพบว่าเจ้าคนตรงหน้าบ้านนั้น มันไม่ได้หยุดอยู่แค่หน้าบ้านซะแล้ว เพราะเธอได้ยินเสียงกุกกักในบ้าน แล้วข้าวของในบ้านยังมาเปลี่ยนที่เองได้อีกด้วย จนในที่สุดกว่าเธอจะรู้ว่ามันอยู่ตรงไหน ก็สายไปแล้วครับ…

หลายปีต่อมา หลังจากจูเลียรอดชีวิตมาได้ เธอก็พยายามเริ่มต้นใหม่ แต่ปัญหาคือเจ้าโรคจิตคนนั้น ดูเหมือนว่ามันจะไม่ยอมปล่อยเธอไป มันยังตามมาหลอกหลอน คอยย้ายข้าวของในห้องของเธอ วันดีคืนดีก็เอาเสื้อเด็กมาแขวนให้เธอผวาอีก จนจูเลียทนไม่ไหว ต้องไปขอความช่วยเหลือจากตำรวจ อันนำเธอไปพบกับจิลล์และจอห์น ที่ทั้งสองเห็นใจเธอทันทีที่ทราบเรื่อง และตัดสินใจจะช่วยเธอให้พ้นจากฝันร้ายครั้งนี้ให้ได้

ถือเป็นหนังภาคต่อที่ไม่เลวครับ ดีกรีความระทึก ตื่นเต้น ชวนเกร็งอาจไม่เท่าภาคแรก แต่ก็ทำได้น่าติดตาม ปมหลายอย่างน่าสนใจมากครับ เช่น เจ้าตัวร้ายนั่นมันเข้ามาย้ายข้าวของในห้องเธอได้ยังไง ทั้งๆ ที่เธอก็อยู่ในห้องแท้ๆ แต่กลับมองไม่เห็นมันเลย ซึ่งต้องยอมรับครับว่าตัวร้ายภาคนี้เก่งมาก มีความสามารถที่น่ากลัวสุดๆ เลยล่ะ และที่สำคัญคือ มันเป็นไปได้ มันอาจเกิดกับใครก็ได้จริงๆ จนผมยังแอบสยองเลยครับ

ผมชอบภาคนี้นะครับ จริงที่ความระทึกอาจเทียบภาคแรกไม่ได้ แต่ก็มีหลายๆ อย่างที่เข้าท่า อย่างการแสดงเยี่ยมๆ ของ Kane กับ Durning ที่สานต่อบทจากภาคแรกได้อย่างดี โดยเฉพาะ Kane ครับ เราจะเห็นชัดเลยว่าเหตุการณ์ภาคแรกนั้นมีผลต่อชีวิตเธออย่างไร ซึ่งทำให้เหตุผลในการที่เธอจะตัดสินใจช่วยจูเลียนั้นหนักแน่นขึ้น มันไม่ใช่แค่ความสงสารหรือช่วยตามหน้าที่ครับ แต่มันเหมือนกัยเธอกำลังพยายามย้อนไปช่วยตนเองเมื่อสมัยก่อน เธอต้องการจะฝึกสอนให้เด็กสาวคนนี้ สามารถพึ่งตัวเองได้ในยามคับขัน

ยอมรับครับว่าบทภาคนี้เขียนมาดีในแง่ของจิตวิทยา เพราะตัวละครทุกรายมีที่มาที่ไป มีคาแรคเตอร์ที่น่าพูดถึงหลายอย่าง นอกจากบทจิลล์ ตัวเอกของเรื่องที่มีแรงผลักดันจากภาคแรกในการประกอบอาชีพ (เป็นนักจิตช่วยวัยรุ่น) แล้ว บทวายร้ายโรคจิตก็ยังน่าสนใจครับ เพราะนายคนนี้ มีอาการทางจิตประเภทหลงผิด (Delusion) ทั้งแยกตัวจากสังคม มีพฤติกรรมหวาดระแวง และยังเชื่อแบบเหนียวแน่น (อย่างผิดๆ) ด้วย

ฉากที่พี่แกไปแสดงละครหุ่นในไนท์คลับ มันสะท้อนให้เห็นเลยเขามองโลกในอีกมุมโดยสิ้นเชิง ซึ่งการมองในมุมแบบนั้น ทำให้คนดูเข้าใจเลยครับ ว่าสำหรับเขาแล้ว การฆ่าคนหรือการพรากสิ่งที่คนอื่นรักไปนั้น ไม่ใช่เรื่องผิด แต่มันเป็นเรื่องเหมาะสมด้วยซ้ำ…

อย่างหนึ่งที่ผมชอบในหนังชุดนี้ก็คือแง่มุมทางจิตวิทยานั่นแหละครับ หนังไม่ได้เน้นขายฉากตื่นเต้นหรือความสยอง แต่หนังพยายามสื่อสารกับเราให้เข้าใจถึงสาเหตุของ “ภัยที่มาจากมนุษย์” ไม่ว่าจะคนที่คิดเลว หรือคนที่มีอาการทางจิตจนหลงผิด ทำสิ่งเลวร้าย ส่วนใหญ่แล้ว การที่คนเหล่านั้นกลายเป็นพิษเป็นภัย ก็เพราะการเลี้ยงดู เพราะสภาพสังคมที่หล่อหลอมมา ตามด้วยการถูกปฏิบัติอย่างเลวร้าย แบบที่ตัวร้ายภาคนี้โดนไงครับ ทั้งเจ้าของไนท์คลับที่เอาแต่จะไล่เขาท่าเดียว ไม่มีการถามไถ่ว่าเขาเป็นอะไรหรือเปล่า ถึงได้แสดงอาการแปลกๆ หรือคนดูที่พร้อมจะโห่ไล่เขาทันทีที่ทำอะไรไม่ถูกใจ

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้หลายคนมีปัญหาทางจิต ก็เกิดจากผลแห่งการกระทำของมนุษย์ด้วยกันนี่แหละ

คนไม่ยอมฟังกัน (แต่เธอต้องฟังฉันนะ) ไม่พูดกันดีๆ (แต่เธอห้ามมาหยาบกับฉันนะ) ไม่ยอมเข้าใจซึ่งกันและกัน (แต่เธอต้องเข้าใจฉันสิ)…

Fred Walton ที่เขียนบทและกำกับทั้งสองภาค พยายามจะบอกให้เรามองที่ต้นเหตุแห่งปัญหาเรื่องภัยจากมนุษย์ แล้วลองช่วยกันแก่ด้วยการหันมาเห็นแก่กัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน มีไมตรีต่อกันแบบที่จิลล์และจอห์นทำ

ถ้าลองว่าคนช่วยประคองกัน ปัญหาแบบนี้ย่อมลดลงไปได้ในระดับหนึ่ง แม้จะช่วยคนที่หลงผิดไม่ได้ในทันที แต่อย่างน้อยก็ไม่ทำให้มีคนหลงผิดเพิ่มปริมาณไปมากกว่านี้ (อย่างจูเลียเอง หากไร้คนช่วย เธออาจจบลงที่โรงพยาบาลบ้าก็ได้)

สรุปว่า หนังชุดนี้ดีทั้งสองภาคเลยครับ ได้ทั้งความระทึกแบบพอเหมาะๆ (ภาคแรกระทึกมากหน่อย) ได้สาระชวนคิด (ภาคสองจะเห็นประเด็นสาระชัดหน่อย) ได้เห็นการแสดงดีๆ อีกต่างหาก อย่าง Durning นี่ก็ยกนิ้วให้เลยครับ เขาฉายรังสีความอบอุ่นน่าไว้วางใจตลอดเรื่องเลยจริงๆ

เหมาะสำหรับคอหนังระทึกที่ต้องการอะไรที่มากกว่าเลือดและความโหดร้าย

สองดาวกว่าๆ บวกๆ ครับ

Star21

(6.5/10)