Action

Cyborg (1989) ไซเบิร์ก

Cyborg-1989

มาครับ เรามาเผารีวิวหนังของพี่ Jean-Claude Van Damme ให้หมดๆ ไปโดยไว จะได้เอาเวลาไปทำมาหากินอย่างอื่นบ้างนะครับผม

สำหรับ Cyborg ก็ปเนเรื่องราวของโลกอนาคตที่เหลวแหลกครับ บ้านเมืองโดนทำลายเหลือเพียงซากปรักหักพัง แล้วก็มีกลุ่มวายร้ายตั้งตนเป็นใหญ่คอยทำลายความสงบของประชาชนที่เหลืออยู่ พวกมันนำโดย เฟรเดอร์ เทรโมโล (Vincent Klyn)

แต่หนังแบบนี้จะให้มีแต่ผู้ร้ายทำลายชาวบ้านก็กระไรอยู่ เมื่อมีผู้ร้าย พระเอกก็ปรากฎครับ เขาคือกิ๊บสัน ริคเคนเบคเกอร์ (Van Damme) อดีตคนที่เคยโดนพวกเลวๆ ทำร้ายมาก่อน เขาเลยกลับมาพร้อมพลังในการล้างแค้นกวาดล้างพวกเดนสังคมแห่งโลกอนาคตให้หมดสิ้นไป

… บอกตามตรงครับ รอบแรกที่ดูอารมณ์มันประมาณ Mad Max มากๆ มันใช่อ้ะครับ โลกอนาคตที่โดนทำลายแต่ไม่ยอมบอกว่ายุคไหนแน่ แล้วก็มีพวกอันธพาลมาทำลายความสงบ แล้วพระเอกก็ก่อกำเนิดขึ้นมาด้วยความแค้น นี่มันแมดแม็กซ์เลยครับ

แต่ถ้าให้ว่ากันอย่างแฟร์ๆ สิ่งที่ผมว่าน่าสนใจคือฉากครับ พวกโปรดักชั่นต่างๆ จัดว่าทำได้ดีพอตัว ดูเป็นโลกอนาคตที่เหลวแหลกจริงๆ ไม่เหมือน Mad Max ที่มีแต่ถนนโล่งๆ คือแม้ MM จะได้อารมณ์ดีกว่า แต่ถ้าพูดถึงการลงทุน อันนี้ก็จัดว่ามีการวางฉากได้ค่อนข้างจะเข้าท่าเหมือนกันล่ะครับ แต่จุดที่ Cyborg แพ้เห็นจะเป็นการเดินเรื่องที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ ไม่เหมือน MM ที่เราจะเอาใจช่วยให้พระเอกล้างแค้นได้สำเร็จ แต่เรื่องนี้เหมือนพระเอกไม่มีอารมณ์น่ะครับ ผมเลยไม่เข้าใจว่าตกลงแกแค้นจริงหรือเปล่า คือบทหนังมันบอกว่าแกแค้นนะ แต่ทำไมดูๆ ไปไม่เห็นว่าแกแค้นเลยวะ

แต่พอดูๆ ไปก็นึกได้ครับ ว่านี่มันพี่ Van Damme ไม่ใช่ Mel Gibson คือต้องเข้าใจครับว่าพี่ท่านตอนนั้นยังเล่นแข็งอยู่ คือบทที่เหมาะมากๆ เห็นจะเป็นบทสไตล์คนเหล็กแบบพี่ Arnold น่ะแหละครับ มันต้องตายด้านไร้อารมณ์แบบนั้นมันถึงจะเจ๋ง แต่พอมาเป็นบททำนองนี้เลยออกจะเป็นของหินอยู่ล่ะครับ พอนึกได้ตรงนี้ก็โอเค คิดแค่ว่าแกเป็นเครื่องจักรสังหารครับ อย่าเอาประเด็นความแค้นที่หนังบอกไว้มาเป็นจุดหลัก เพียงเท่านี้เราก็จะได้สบายใจขึ้นเยอะเลยล่ะ

แต่ถึงจะพยายามนึกเช่นนั้น หนังก็ยังออกมาเรื่อยๆ ครับ ไม่ได้มันสืมากมาย แต่ก็พอดูได้ ซึ่งค่อนข้างบอกได้เต็มปากว่าเหมาะกับแฟนๆ พี่ Van Damme มากกว่า หรือไม่ก็คนที่ชอบหนังสไตล์ Nemesis (นัยน์ตาเหล็ก) น่ะครับ ประเภทในโลกอนาคตที่พระเอกต้องรับมือกับวายร้ายท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัด และฉากที่เต็มไปด้วยตึกพังๆ (กล่าวให้ชัดคือ หนังแอ๊คชั่น เกรดบีนั่นเอง) ถ้าท่านชอบแบบนี้เรื่องนี้ก็ถือว่าพอจะเป็นแนวที่ดีครับ ตัวหนังเองก็จัดว่าทำได้โอเคสำหรับหนังเกรดบีลักษณะนี้

ดังนั้นหากคาดหวังหนังแอ๊คชั่นเกรดเจ๋งๆ แบบ Die Hard ล่ะกรุณาหลบไปครับ เดี๋ยวจะเมาต้นขาพี่ Van Damme ได้นะครับผม

หากดูจากชื่อผู้กำกับก็บอกได้ว่าไม่แปลกใจ เขาคือ Albert Pyun ผู้กำกับหนังเกรดบีที่มีผลงานมากมาย (Nemesis ที่ผมว่าก็มาจากฝีมือของเขาคนนี้นี่แหละครับ) รสชาติมันเลยจะประมาณนี้ แต่ผมถือว่านี่เป็นงานแอ๊คชั่นเกรดบีเรื่องที่เข้าท่าในอันดับต้นๆ ของเขานะครับ ที่ว่าเช่นนี้คือผมเทียบเอาจากหนังของแกนะ อย่างน้อยเรื่องนี้ก็จัดว่าน่าพอใจน่ะ แต่หากเอาไปเทียบกับหนังของ Van Damme ผมก็บอกได้เช่นกันว่า ยังมีเรื่องเด็ดๆ กว่านี้อีกเยอะครับ

สำหรับนาย Albert คนนี้มีผลงานระดับมหากาฬแห่งความหายนะอยู่อันหนึ่ง นั่นคือ Captain America ครับ ฉบับหนังใหญ่อันแรกที่ Marvel หมายมั่นนึกว่าจะดี ที่ไหนได้ดันเอาไปให้แกทำ เสร็จครับ เจ๊งแบบไม่ได้เกิด แล้วหนังยังออกมาเบาสาระโคตรๆ ผมดูยังฮาเลยครับ หนังอะไรมันจะเลวร้ายได้ขนาดนั้น หากเทียบกับเรื่องนี้ล่ะกลายเป็น Cyborg ดูสนุกไปเลยล่ะครับ

เอาล่ะ บ่นไปเยอะแล้วนะครับ ก็ว่ากันตรงๆ ว่าหนังเรื่อยๆ ครับ ไม่ใช่แอ๊คชั่นที่ต้องดูหรืออะไร จริงๆ จุดที่ผมค่อนข้างชื่นชมสพหรับหนังเรื่องนี้มีแค่ฉากที่ทำออกมาไม่เลว ซึ่งมันก็มีที่มาที่ไปครับ การที่ฉากมันดูเด่นกว่าส่วนอื่นๆ เนื่องมาจาก ฉากท้งหมดที่หนังใช้นั้น แรกเริ่มเดิมทีเขาจะเอาไว้สำหรับทำภาคสองของหนังเรื่อง Masters of the Universe หรือที่เรารู้จักกันในนาม ฮีแมน เจ้าจักรวาล หนังปี 1987 น่ะครับ และยังมีการวางแผนด้วยว่าจะใช้ฉากดังกล่าวสำหรับหนัง Spider-Man (โอ้ มาย ก็อด ) เพราะตอนนั้นลิขสิทธิ์ Spider-Man ไปตกอยู่ในกำมือของบริษัทนี้พอดี (บริษัท Cannon ครับ ประมาณว่าตอนนั้นบริษัทนี้มีการทำสัญญาตกลงกับค่าย Marvel เอาไว้)

แต่ก็เวรกรรมครับ ที่บริษัท Cannon มีปัญหาทางการเงิน จนล้มละลาย โปรเจคท์นี้เลยโดนยุบไป รวมถึง Spider-Man ด้วย (ขอบคุณสวรรค์ ไม่งั้นพี่ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ผมจะเป็นยังไงเนี่ย )

และพอเป็นเช่นนั้น ผู้กำกับ Albert Pyun เขาก็ไม่อยากให้เสียของเลยจัดแจงเขียนบทหนังเรื่องนี้ขึ้นมา แล้วก็ใช้ฉากที่ว่านี่ แล้วหนังก็ออกมาเป็นเรื่อง Cyborg นี่เอง และนี่ก็ถือเป็นหนังโรงเรื่องสุดท้ายของบริษัท Cannon ครับ เพราะในที่สุดพวกเขาก็ล้มละลายไป

ก็ประมาณนี้แหละครับ สาเหตุที่ว่าทำไมฉากมันถึงออกมาดูดีในระดับหนึ่ง ส่วนตัวหนังกลับไม่ค่อยลงตัวนัก แต่ทำเป็นเล่นไปนะครับ หนังลงทุนราวๆ 2 ล้าน แต่ก็ทำเงินคืนมาราวๆ 10 ล้านก็พอบอกได้ว่ามีกำไรบ้างล่ะครับ

อันนี้แล้วแต่ท่านนะครับ บอกได้ว่าเหมาะกับแฟน Van Damme มากกว่า กับคนที่ชอบหนังสำตล์ Nemesis แต่หากท่านไม่ใช่บุคคลที่ผมกล่าวถึง ก็กรุณาเก็บเงินไว้เพื่อประโยชน์ในวันหน้าดีกว่าครับ

ไม่ถึงสองดาวครับ

Star12

(5/10)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.