Action

Mission: Impossible – Rogue Nation (2015) มิชชั่น อิมพอสซิเบิ้ล ปฏิบัติการรัฐอำพราง

z2sJd1OvAGZLxgjBdSnQoLCfn3M

สรุปว่า 4 = 1 > 5 > 3 > 2 ครับ

ไม่ได้ใบ้หวย แต่นั่นคือลำดับความชอบของหนังชุด Mission: Impossible เรียงจากมากสุดลงไปครับ

ผมชอบ Mission: Impossible – Rogue Nation นะครับ จัดเป็นหนังสายลับที่ดีอีกเรื่องหนึ่ง สไตล์ของภาคนี้ถือว่ากลับไปจับประเด็นว่าด้วยโลกของสายลับที่เต็มไปด้วยความคลางแคลงใจ (แบบภาคแรก) ประมาณว่ารัฐก็ไม่ไว้ใจสายลับ ส่วนพวกสายลับก็หวังพึ่งพารัฐไม่ได้

ในขณะที่พวกสายลับด้วยกันเองก็มีหลากหลายแบบ บางพวกก็สนิทกันมากมายจนพร้อมตายแทนกัน, บางพวกก็สองหน้าใส่กัน วันนี้ฉันร่วมมือ แต่วันหน้าฉันอาจหลอกลวง, บางพวกก็ทำตัวเป็นนักเชิดหุ่น วางแผนหลอกใช้ชักใย ทำให้เหล่าสายลับ (ทั้งฝ่ายตนและฝ่ายตรงข้าม) กลายเป็นหมากในมือ

ภาคนี้ถือเป็นภาคแรก ที่ภารกิจต่อจากภาคก่อนแบบชัดเจน นั่นคือปมเรื่องของซินดิเคทที่ถูกทิ้งไว้ตอนจบของภาค 4 ถูกสานต่อแบบเต็มตัว โดย อีธาน ฮันท์ (Tom Cruise) และพรรคพวกต้องหาทางกระชากองค์กรที่ว่านี่ให้ออกมาจากเงามืดให้จงได้

ถ้าพูดกันถึงแอ็กชันแล้ว ภาคนี้จัดว่ามีปริมาณแอ็กชันจัดจ้านน้อยกว่าภาคก่อนครับ อย่างที่บอกว่าหนังหันมาเน้นที่การตามสืบและแก้เกมระหว่างพวกอีธานกับพวกซินดิเคท หนังเลยมีฉากแอ็กชันเท่าที่จำเป็น ไปๆ มาๆ ฉากแอ็กชันที่ใหญ่ที่สุดก็คือฉากเปิดเรื่องที่อีธานเกาะเครื่องบินนั่นแหละครับ อันนี้ต้องบอกก่อน เพราะถ้าใครมุ่งหมายว่าฉากไคลแม็กซ์จะจบลงอย่างอลังการล่ะก็ อาจผิดหวังได้ครับ

ถ้าว่ากันถึงบทแล้วล่ะก็ ถือว่าเข้มข้นใช้ได้เลยครับ น่าติดตามพอตัว แต่มันอาจจะไม่ได้แปลกใหม่อะไรมากมาย ถ้าให้พูดตรงๆ ก็คือมันออกจะเดิมๆ นั่นแหละครับ ไม่ได้มีอะไรหักมุมหรือพลิกความคาดหมายอะไรมากมาย

กระนั้นถึงมันจะเป็นของเดิมๆ แต่ก็อย่างที่ผมบอกเสมอครับ ถ้าของเดิมเอามาปรุงให้ดี อย่างน้อยที่สุดมันก็จะเป็นหนังดีออกมาได้ และสำหรับ M:I 5 นี้ ก็ถือได้ว่าเอาสูตรหนังสายลับมาปรุงได้อร่อยไม่เลวเลยครับ

สำหรับรสมือการกำกับของ Christopher McQuarrie… ผมขออธิบายแบบนี้แล้วกันครับ เมื่อตอนดู Jack Reacher (งานกำกับชิ้นก่อนของเขา) ผมก็ชอบนะครับ แต่ก็รู้สึกว่าลูกเล่นของหนังยังน้อยไปหน่อย ซึ่งความรู้สึกที่ผมเคยรู้สึกเมื่อตอนดู Jack Reacher ก็ยังคงมีอยู่บ้าง คือมันรู้สึกครับว่าวัตถุดิบในเรื่องดีจริงๆ ลูกเล่นก็โอเค ดาราเวิร์กมาก แต่กระนั้นหลายๆ อย่างในหนังมันก็ยังโอเค “ได้อีก” พอสมควร… หรือผมยังไม่ถูกปากกับรสมือของ McQuarrie ก็ไม่รู้ (555)

MissionImpossible5Ex

ส่วนดาราก็หายห่วงล่ะครับ Cruise ลอยลำ (แม้จะดูสูงวัยมากขึ้นก็เถอะ) ตามด้วย Jeremy Renner ที่สานต่อบทเบรนท์จากภาคก่อนได้อย่างพอเหมาะ, Rebecca Ferguson ก็สวยเด่นและถือเป็นตัวละครนำหญิงที่เด่นมากที่สุดในหนังชุดนี้, Ving Rhames กลับมารับบทลูเธอร์เจ้าเก่า (แต่รายนี้ก็ออกอาการแก่ชัดเหมือนกัน) และ Alec Baldwin ก็มารับบท อลัน เจ้าหน้าที่ที่เห็นว่า IMF ไร้ค่าและควรถูกปิดเสียที ซึ่งพี่แกไม่ต้องทำอะไรมากครับ แค่ทำหน้าขึงขังจริงจังก็เอาอยู่แล้ว

แต่รายที่ผมชอบสุดหนีไม่พ้น Simon Pegg ครับ ฮาได้เรื่อยๆ และอีกคนที่ผมเชื่อว่าหลายคนจดจำคือ Hermione Corfield สาวสวย ณ ร้านแผ่นเสียง ซึ่งนี่เป็นงานแสดงชิ้นที่ 2 ของเธอครับ ชิ้นแรกคือใน Mr.Holmes แต่บทก็ไม่ได้เด่นอะไรมากเช่นกันครับ แต่เดี๋ยวเธอจะได้เล่นใน Knights of the Roundtable: King Arthur ของ Guy Ritchie ด้วย ไว้เรามาจับตากันอีกทีครับ (อิอิอิ)

ครับ โดยรวมๆ แล้วผมชอบภาคนี้ครับ มันสนุก เพลิน เข้มข้น บทดี น่าติดตาม แต่ถ้าจะมีอะไรที่ยังไม่โดนล่ะก็ คงจะเป็นในส่วนของลูกเล่นความลื่นที่ยังมากได้อีก และความตื่นเต้นก็อยากจะให้เติมอีกนิดก็คงจะอร่อยยิ่งขึ้น

สำหรับตัวร้ายของเรื่องนี้ จริงๆ พี่แกเก่งนะครับ เป็นตัวร้ายประเภทจอมวางแผน (Mastermind) ที่ร้ายมากๆ คนหนึ่ง เพียงแต่บารมีอาจยังไม่จับตาสักเท่าไร

แต่ผมก็พยายามมองในแง่ที่ว่า บทตัวร้ายรายนี้ คาแรคเตอร์ประมาณนี้ก็คงถูกแล้วล่ะครับ เขาไม่น่าจะเด่นหรือไม่น่าจะทำให้เรารู้สึก “อยากจับตาในบารมี” เพราะเขาเป็นจอมวางแผนในเงามืด จึงควรดูเป็นคนธรรมดา นิ่งๆ ไร้พิษภัย ไร้ความเด่น ดูพื้นๆ ธรรมดาๆ เพลนๆ เป็นคนประเภทที่หากใครมองผ่านมาก็พร้อมจะมองผ่านไป ไม่สะดุดตา ไม่คิดจะจับจ้อง… แบบนี้แหละที่น่าจะถือว่าเป็นวายร้ายที่น่ากลัวอย่างแท้จริง (คนละแบบกับพวกโอเวน เดเวี่ยนในภาค 3 ที่ร้ายจริง ดุจริง บารมีมากจริง)

ซึ่งถ้ามองในมุมนี้ก็พอจะโอเคอยู่ครับ แต่กระนั้นก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า ถ้าพี่ตัวร้ายแกมีอะไรให้จดจำมากกว่านี้ก็คงจะดี

แต่ผมชอบบทสรุปของตัวละครนี้นะครับ มันสะใจดี

เอาเป็นว่าถ้ามีภาคหน้าผมก็พร้อมจะดูต่อครับ ภาคนี้ก็ถือว่าไม่ผิดหวัง เข้มข้นน่าพอใจ ซึ่งผมนั้นยังชอบภาค 4 กับภาค 1 ที่สุดครับ ส่วนภาค 5 นี่ก็รองลงมานิดๆ ไม่ห่างกันมากหรอก

ถ้าถามว่าทำไมชอบภาคนี้รองลงมานิดๆ ก็น่าจะเพราะความตื่นเต้นเร้าใจของภาค 5 ยังไม่มากเท่า 2 ภาคที่ว่านั่นเองครับ ^_^ ของแบบนี้ลางเนื้อชอบลางยาจริงๆ แต่ก็พูดได้ล่ะครับว่าหนังภาคนี้ ดูได้ไม่ผิดหวังครับ (ยกเว้นถ้าหวังแอ็กชันก็อาจจะรู้สึกโหวงๆ บ้างน่ะนะครับ)

สองดาวครึ่งบวกครับ

Star22

(7/10)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.