Action

Mission: Impossible – Ghost Protocol (2011) มิชชั่น: อิมพอสซิเบิ้ล – ปฏิบัติการไร้เงา

1370003973

พูดได้เต็มปากว่าชอบภาคนี้สุดๆ จนออกจะชอบมากกว่าภาคแรกที่ผมเคยยกให้เป็นภาคที่เจ๋งสุดของหนังชุดนี้น่ะนะครับ

สำหรับ 3 ภาคก่อนหน้าของหนังชุดนี้ แต่ละภาคมีของดีต่างกันไป อย่างภาคแรกคือหนังสายลับแบบเน้นความกดดัน เฉือนคม มีการหักหลังหักมุมใช้สมอง และมีฉากจารกรรมที่น่าตื่นเต้นโดยไม่ต้องระเบิดอะไรให้มาก แค่ห้องที่ต้องเงียบแค่นั้นก็ทำเอาเราเหงื่อตกได้

ภาค 2 แม้เนื้อหาจะอ่อน แต่อย่างน้อยคิวบู๊ ช็อตมุมกว้าง อีกทั้งการไล่ล่าก็ยังถือว่าเร้าใจ (มีสโลว์และนกพิราบอีกต่างหาก 555)

ครั้นถึงภาค 3 หนังมาพร้อมบทที่เข้มข้น ปฏิบัติการที่ทำให้เราเห็นการทำงานเป็นทีมมากขึ้น และการเดินเรื่องสไตล์สายลับจริงจังที่ไม่เน้นเท่ห์ ไม่เน้นอลัง เพราะภารกิจมีได้ทุกที่ตั้งแต่วิหารโอ่อ่าไปจนถึงบ้านเล็กๆ ในเมืองจีน เรียกว่ากว่างานจะเสร็จคนก็โทรมกันถ้วนหน้า

ทั้ง 3 ภาคมีจุดดีจุดด้อยต่างกันไป แต่สำหรับภาคนี้แล้วถือว่าสามารถยำจุดดีของแต่ละภาคมารวมไว้ แล้วจัดเต็มในส่วนอื่นๆ เพิ่มลงไป ทั้งปฏิบัติการที่เร้าใจขึ้น ฉากไล่ล่าที่พอถึงเวลาจะลุ้นก็กระหน่ำรัวจนแทบลืมหายใจ และที่ประทับใจมากคือการใช้โลเกชั่นที่โดนและน่าจดจำ ตั้งแต่พระราชวังเครมลินและจัตุรัสแดงในรัสเซีย ไปถึงตึกระฟ้าในดูไบ ก่อนจะไปสรุปเรื่องกันที่แดนโรตียุคดิจิตอลอย่างอินเดีย

ด้านเนื้อหาเอาเข้าจริงๆ แล้วก็ไม่ได้ถึงกับแปลกใหม่อะไรนักครับ อีธาน ฮันต์ (Tom Cruise) กับทีมงานต้องรับ “ปฏิบัติการที่เป็นไปไม่ได้” ในการยับยั้งแผนจุดชนวนสงครามโลกของเคิร์ท เฮนดริกส์ (Michael Nyqvist) ชายที่เชื่อว่าสงครามคือส่วนหนึ่งที่จะผลักดันให้โลกเกิดการวิวัฒน์ขึ้น โดยมีข้อแม้เล็กๆ คือปฏิบัติการของพวกเขาต้องทำอย่างเงียบที่สุด อีกทั้งไร้ทีมสนับสนุนใดๆ เนื่องจากท่านประธานาธิบดีแห่งสหรัฐได้ออกคำสั่งปฏิบัติการไร้เงา (ซึ่งปกติพวกเขาก็ต้องทำงานแบบไร้เงาอยู่แล้วน่ะนะครับ 555)

โดยพล็อตอาจไม่ใหม่ แต่ผลที่ได้จัดว่ามันส์ครับ เพราะพล็อตเดิมๆ ได้ถูกปรุงด้วยเครื่องรสเด็ด ทั้งฉากแอ็กชันมันส์ สะใจ ยิ่งใหญ่ (อย่างตอนระเบิดที่รัสเซียหรือไล่ล่ากลางพายุทะเลทรายที่ดูไป) แถมด้วยความลุ้นสุดๆ (ทั้งตอนเข้าไปในเครมลิน ไต่ตึกที่ดูไบ และไล่จับกันบนลานจอดรถสุดไฮเทคในอินเดีย) ดังนั้นแม้โดยโครงจะเดิมๆ แต่ผู้กำกับ Brad Bird สามารถเติมความมันส์ลงไปได้ในทุกช่วง แม้จะไม่ถึงขั้นสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ แต่ก็พอจะยกให้ M:I ภาคนี้เป็นภาคที่ดีที่สุดได้

พูดถึง Bird แล้วก็อยากขอชมพี่แกจริงๆ ผมดูหนังเขามา 3 เรื่อง ซึ่งก่อนหน้านี้เขาก็ทำแต่การ์ตูนน่ะนะครับ เริ่มด้วย The Iron Giant ต่อด้วย The Incredibles และปิดท้ายด้วย Ratatouille ซึ่งไม่มีเรื่องไหนที่ผมให้แกต่ำกว่า 3 ดาวเลยครับ มีดีตลอด

จำได้ตอนดูผลงานเรื่องแรกของเขาอย่าง The Iron Giant ซึ่งผมชอบนะครับ มันเรียบง่ายได้อบอุ่นได้ใจน้องๆ การ์ตูน Ghibli ทีเดียว แต่รายได้น้อยจนน่าใจหาย (ลงทุนไป 48 ล้านเหรียญ ได้มา 23 ล้านในอเมริกา หากรวมทั่วโลกก็ประมาณ 80 ล้าน ก็ยังติดตัวแดงหน่อยๆ) สมัยนั้นก็แอบกลับว่าเขาจะถอดใจไหม แต่ดีครับที่ Pixar เห็นของดีในตัวและเรียกเขาไปทำหนัง จนในที่สุดเขาก็มีวันนี้… ดีใจแทนจริงๆ ครับ

??????????????/???????????

จุดเด่นอีกอย่างของภาคนี้คือ ได้เห็นการทำงานเป็นทีมแบบชัดๆ ยอมรับเลยครับว่าทีมชุดนี้ฝีมือแน่จริงๆ มีอีธานคอยนำ มีเจน คาร์เตอร์ (Paula Patton) คอยประสานและเป็นนางนกต่อ, เบนจี้ ดันน์ (Simon Pegg) คอยคุมเทคโนโลยีแล้วเรายังได้เห็นฝีมือในด้านอื่นๆ ของพี่แกอีก ไม่นับที่ทำให้เราฮากันในหลายวาระน่ะนะครับ แล้วก็วิลเลี่ยม แบรนท์ (Jeremy Renner) ผู้มีฝีมือมากพอๆ กับความลับบางอย่าง (แต่ตอนฮาก็ฮาได้ที่เหมือนกัน)

ปฏิบัติการในภาคนี้ทำงานสอดประสานกันมากๆ ครับ ลื่นไหลแต่ก็ยังเปี่ยมความลุ้นเพราะอุปสรรคก็เยอะตาม มีความผิดพลาดเกิดขึ้นให้คอยแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันเรื่อยๆ หนังเลยดูเพลินชวนติดตามตลอดตั้งแต่ต้นจนจบครับ มีพักบ้างเบรคบ้างแต่ช่วงพักที่ว่าก็ยังไม่วายมีปมน่าสนใจเผยออกมา หรือไม่ก็เป็นช่วงเปิดโอกาสสร้างอารมณ์ให้เราผูกพันกับเหล่าตัวละครในเรื่อง เรียกว่าแม้จะมีช่วงพักที่ไร้แอ็กชัน แต่ก็ยังมีของดีที่น่าสนใจแฝงอยู่ในนั้นตลอดๆ

แน่นอนครับว่าดาราก็ต้องเฉียบพอ ซึ่งคนที่เฉียบมากสุดก็ยังเป็น Cruise ที่แม้หน้าตาและท่าทางจะบ่งบอกถึงความอายุเยอะแล้วก็ตาม แต่เขาก็เก่งพอที่จะผันความสูงวัยมาเป็น “ความเก๋า” ทำให้ฮันท์ในภาคนี้ดูฉลาด คิดเร็ว และเป็นผู้นำมากที่สุด จนไม่แปลกใจเลยครับที่ท่านรัฐมนตรี (Tom Wilkinson) จะบอกว่าฮันท์คือมือดีที่สุด

คนอื่นๆ ในทีมก็เล่นกันได้ดีครับ Patton อาจจะไม่ได้เด่นในตอนแรก แต่พอถึงช่วงท้ายตอนเป็นนางนกต่อเธอก็พลิกกลับมาเด่นได้เข้าท่าครับ ส่วน Renner ก็ถือว่าเด่นเรื่อยๆ แต่ Pegg นี่หาเรื่องขโมยซีนชาวบ้านได้เรื่อยๆ จนแกออกจะเด่นเกินหน้าคนอื่นๆ อยู่พอตัวครับ (เด่นแบบบทสมทบน่ะนะครับ)

ผมชอบ Nyqvist ในบทเคิร์ท เฮนดริกซ์นะครับ แสดงได้ดีมาก แล้วแนวคิดของเฮนดริกซ์เองจริงๆ ก็ฟังดูมีเหตุผลในแบบของเขาเหมือนกัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าบางครั้ง วิกฤติทำให้เกิดวิวัฒน์ ปัญหาก็ทำให้เกิดปัญญา ได้เหมือนกัน แต่มันคงจะเป็นอะไรที่สร้างสรรค์กว่าหากเราสามารถเรียนรู้ที่จะวัวัฒน์โดยไม่ต้องใช้ความวิบัติเป็นค่าแป๊ะเจี๊ย ว่าง่ายๆ คือ “ล้อมคอกก่อนวัวหาย” จะดีกว่า

Mission: Impossible ภาคนี้เปรียบได้กับเค้กก้อนโตที่จัดวางเครื่องได้สวย หวือหวา สีสันฉูดฉาด แม้จะไม่ได้จัดแบบแปลกใหม่อะไรมากมาย แต่ก็จัดออกมาได้พอเหมาะ รู้จักดันของดีที่มีให้เด่นจนกระทบตากระทบใจผู้ลิ้มลอง พอทานแล้วก็ทานอร่อยทานมัน ทานแล้วก็โอเคที่จะทานอีก

อย่างที่ผมมักบอกบ่อยๆ ครับหลังจากดูหนังแนวนี้มาเยอะ บางครั้งเราก็ไม่ต้องการอะไรใหม่ๆ หรอก แค่เอาของเดิมๆ มาตีเครื่องให้มันดี ดันรสที่คนชอบให้มันกลมกล่อมมากขึ้น แค่นี้ก็ได้ผลงานดีๆ มาประดับโลกภาพยนตร์และสร้างความสุขให้กับผู้ชมได้แล้ว

สามดาวครับ

Star31

(8/10)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.