รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Interview with the Vampire: The Vampire Chronicles (1994) เทพบุตรแวมไพร์ หัวใจรักไม่มีวันตาย

1364112112

อาวุธลับอันทรงประสิทธิภาพของแวมไพร์ คือ เสน่ห์อันรัญจวนยวนใจ ยั่วให้คนหลงใหลไปกับมัน เหยื่อน้อยใหญ่เมื่อโดนอาวุธนี้แล้วก็ยากจะหนีพ้น บ้างก็หลงใหลรูปโฉมชวนพิสมัย บ้างพอสัมผัสก็ปลุกตัณหาหลากประการขึ้นมาในดวงจิต บ้างก็เกิดปรารถนาอยากกลายเป็นแวมไพร์เลยก็มี

ด้วยอำนาจเหล่านี้เองที่ทำให้เหยื่อมากมายมีสภาพไม่ต่างจากแมงเม่าบินเข้ากองไฟ ยากจะถอนตัวถอนใจให้พ้นคมเขี้ยวได้

และหนังเรื่องนี้ก็ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยอาวุธชนิดนั้น

Interview with the Vampire สร้างจากนิยายขายดีตั้งแต่ปี 1976 ของ Anne Rice ซึ่งเคยแปลเป็นไทยในชื่อว่า “ตำนานเลือด” ซึ่งตัวนิยายนั้นได้รับความนิยมมากจนถึงปัจจุบัน พิมพ์จำหน่ายไปทั่วโลกแล้วกว่า 8 ล้านก็อปปี้ (ตัวเลขนี้มาจากสถิติที่มีการบันทึกไว้ในปี 2008)

ตอนแรกนั้น Rice ไม่ได้ตั้งใจเขียนเรื่องออกมาเป็นนิยายหรอกครับ เธอเริ่มจากลองเขียนเป็นเรื่องสั้นความยาว 30 หน้าเมื่อปี 1968 โดยรูปแบบเรื่องสั้นออกมาในแนวบทสัมภาษณ์ระหว่างนักข่าวกับแวมไพร์ ครั้นพอเวลาล่วงมาถึงปี 1973 เธอก็อยากจะลองขยายเรื่องให้กลายเป็นนิยาย โดยใช้เวลา 5 สัปดาห์สร้างสรรค์เรื่องออกมาเป็นนิยายความยาว 338 หน้า โดยเธอจะค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับแวมไพร์ในตอนกลางวัน ก่อนจะนำไปเรียบเรียงเขียนในตอนกลางคืน

ตัวนิยายประสบความสำเร็จมากจนมีเล่มต่อออกมาอีก 12 เล่ม เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในนิยายว่าด้วยแวมไพร์ที่ประสบความสำเร็จสูงที่สุดเรื่องหนึ่งทีเดียว

จริงๆ แล้วนิยายเรื่องนี้ถูกเล็งจะเอามาสร้างเป็นหนังเมื่อนานมาแล้วนะครับ ก่อนจะมีการตีพิมพ์ด้วยซ้ำ โดยค่าย Paramount Pictures เสนอว่าจะซื้อสิทธิ์นิยายไปทำเป็นหนัง ด้วยสนนราคา 150,000 เหรียญ มีการวางตัวไว้ว่าจะให้ John Travolta ที่กำลังฮ็อตสุดๆ มาแสดงเป็นเลสตัท แวมไพร์หนึ่งในสองตัวเอกผู้แสนจะร้ายกาจพอๆ กับที่เขาเปี่ยมเสน่ห์

แต่ระยะนั้นมีโครงการทำหนังแวมไพร์ออกมาเพียบ อย่าง Dracula (เวอร์ชั่น 1979 แสดงโดย Frank Langella), Nosferatu: Phantom der Nacht (งานรีเมคที่มี Klaus Kinski นำแสดง) และ Love at First Bite (หนังตลกล้อเลียนแดร็กคูล่า นำแสดงโดย George Hamilton) ทำให้ Interview with The Vampire ถูกชะลอไปนานหลายสิบปีทีเดียว

จนกระทั่งต้นยุค 90 โครงการหนังเรื่องนี้ถึงได้กลับมาอีกครั้ง โดยผู้กำกับ Neil Jordan ที่ตอนนั้นเพิ่งเข้าชิงออสการ์จาก The Crying Game ถูกวางตัวให้มากุมบังเหียน โดย Rice เป็นคนดัดแปลงจากนิยายมาสู่บทภาพยนตร์ด้วยตนเอง ก่อนที่ Jordan ก็ต้องมาเกลาบทใหม่ (เกือบทั้งหมด) อีกครั้งให้มันออกมาลงตัวที่สุด

vampire6

แล้วก็มาถึงขั้นตอนเลือกคนแสดง เริ่มจากบทเลสตัท ที่ Rice บอกไว้ว่าระหว่างที่เธอเขียนนั้น เธอจินตนาการถึงเลสตัทโดยมีภาพ Rutger Hauer อยู่ในหัว แต่ในตอนนั้น Hauer ก็อายุเกินจะมาเล่นบทนี้ได้แล้ว Rice เลยมองไปที่ Julian Sands ที่เธอเห็นว่าเหมาะที่สุด แต่เนื่องจาก Sands ยังไม่เป็นที่รู้จักสักเท่าไร ทำให้ทีมงานตัดสินใจเลือกดาราคนอื่นแทน โดยมีตัวเลือกอย่าง Johnny Depp, Jeremy Irons, John Malkovich, Peter Weller, Alexander Godunov และ Brad Pitt แต่คนที่ได้รับเลือกในท้ายสุดคือ Tom Cruise

พอผลออกมาแบบนั้น ปรากฏว่า Rice ไม่พอใจอย่างแรงครับ เธอออกมาต่อต้านแบบชัดเจนว่ายังไง Cruise ก็ไม่เหมาะกับบทเลสตัท และยังบอกว่าเธอจินตนาการไม่ออกเลยว่าหนังเรื่องนี้จะออกมาดีได้อย่างไร หากตัวละครสำคัญของเรื่อง ถูกรับบทโดยดาราที่ไม่เหมาะสมแบบนี้

ในขณะที่บท หลุยส์ แวมไพร์ตัวหลักคู่กับเลสตัทนั้น Rice จินตนาการจากนักแสดงฝรั่งเศส Alain Delon และคนที่มาสวมบทนี้ก็คือ Brad Pitt ครับ อย่างที่ทราบว่าตอนแรกทีมงานเล็งเขาเป็นตัวเลือกแสดงบท เลสตัท แต่ด้วยใบหน้าอ่อนโยนและท่าทางขบถนิดๆ ทำให้บทหลุยส์ตกเป็นของเขา

เมื่อทุกอย่างพร้อมหนังก็สำเร็จเรียบร้อยออกมาครับ (ท่ามกลางเสียงคัดค้านอยู่เนืองๆ โดย Rice ที่ยังคงไม่สบอารมณ์กับ Tom Cruise อยู่) เนื้อเรื่องก็ว่าด้วยแวมไพร์นามว่า หลุยส์ เดอ ปองดูลัค (Pitt) ได้นัดหมายให้นักข่าว แดเนี่ยล มัลลอย (Christian Slater) มาสัมภาษณ์เรื่องราวประวัติชีวิตของแวมไพร์เช่นเขา

หลุยส์เริ่มเล่าตั้งแต่ตอนเขายังเป็นมนุษย์ เป็นเจ้าของไร่ อาศัยอยู่ที่หลุยส์เซียนน่า ก่อนจะหมดอาลัยตายอยากหลังจากภรรยาจากไป และไม่นาน เลสตัท (Cruise) แวมไพร์ผู้ทรงเสน่ห์ก็ปรากฏตัวพร้อมเสนอจะมอบชีวิตอมตะให้กับเขา ในที่สุดเลสตัทกับหลุยส์ก็เป็นคู่หูแวมไพร์ที่ออกท่องไปทั่วโลก ส่วนเนื้อเรื่องถัดจากนั้นขอแนะนำให้ไปดูกันต่อนะครับ เพราะไม่ว่าผมจะเล่าอย่างไรก็คงไม่ให้อารมณ์ครบเครื่องได้ เท่ากับดูให้เห็นกับตาในหนังน่ะครับ

ถือเป็นหนังเรื่องแรกที่ทำให้ผมรู้จักแวมไพร์ในมิติใหม่ เพราะปกติเราจะเห็นแวมไพร์เป็นตัวร้าย เป็นผีดิบที่ไล่ดูดเลือดคน เป็นศัตรูที่ต้องโดนตัวเอกเอาหมุดตอกอกเพื่อกำจัดหรือไม่ก็โดนแดดเผาให้สิ้นซากไป ว่าง่ายๆ คือหาดีไม่เจอเลยสำหรับสิ่งที่เรียกว่าผีดูดเลือด

แต่กับ Interview เป็นการเอาเรื่องของแวมไพร์มาเล่าในมุมใหม่ ให้อารมณ์เหมือนหนังชีวิตผสมแฟนตาซีที่เปื้อนรอยเลือด และแวมไพร์แต่ละตนในหนังก็ไม่ใช่แค่เดินดูดเลือดชาวบ้านอย่างเดียว ทุกตนล้วนมีปมในใจ ซึ่งต้องชมตั้งแต่สมัยนิยายเลยครับ ที่ Rice จับประเด็นจิตใจของแวมไพร์มาบอกเล่าได้อย่างน่าสนใจ และสามารถใช้ปมกับแรงผลักด้นในใจของแต่ละตน มาเป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องราว จุดนี้นี่แหละครับที่ทำให้เรื่องเข้มข้นมากขึ้น

ระหว่างดูก็อดรู้สึกผูกพันไปกับเหล่าแวมไพร์ไม่ได้ เพราะหนังทำให้รู้สึกว่าพวกเขามีเลือดมีเนื้อ เป็นสิ่งมีชีวิตอีกเผ่าพันธุ์ที่สุขเป็น ทุกข์เป็น ยิ้มเป็น เศร้าเป็น อันนี้ก็ยกความดีให้ Jordan ที่สามารถถ่ายทอดแปลงจากนิยายลงเป็นแผ่นฟิล์มได้อย่างถึงอารมณ์

การเล่าเรื่องทำได้น่าติดตามมาก อย่างที่บอกตอนต้นว่าหนังมีมนต์นั่นแหละ มันมีเสน่ห์จริงๆ แต่ละฉากแต่ละตอนมันดูสวยงาม ท่ามกลางบรรยากาศที่หม่นมืดชวนผวา เราจะได้เห็นชีวิตยามราตรีที่เปี่ยมสีสันของเหล่าแวมไพร์ และยิ่งดาราที่มาร่วมแสดงสามารถถ่ายทอดบทบาทได้อย่างถึงขีดแล้ว ความเยี่ยมของหนังก็มากขึ้นไปอีก ซึ่งผมว่าทุกคนเล่นได้ดีครับ เริ่มจาก Pitt ที่ดูเหมาะกับบทแวมไพร์ผู้มีจิตสำนึก ดูเป็นสุภาพบุรุษแท้ๆ ที่อ่อนโยน และเราเชื่อจริงๆ ครับว่าเขาไม่ใช่สิ่งชั่วร้ายที่โดนความเป็นแวมไพร์ครอบงำ

1364203732

ในขณะที่ Cruise ก็ลื่นไหลไปกับบทเลสตัทได้อย่างน่าปรบมือ พี่แกดูเสน่ห์ล้นจริงๆ ครับ ทั้งแววตาท่าทางหรือเสียงหัวเราะดูหลงตัวเองมากๆ ซึ่งตอนแรกผมได้บอกไปว่า Rice ไม่ยอมรับเขาใช่ไหมครับ แต่พอหนังถ่ายทำเสร็จแล้ว Rice ได้ดูในรอบทดลองก่อน เท่านั้นล่ะครับปากคำก็เปลี่ยนไปเป็นคนละเรื่อง จากวิพากษ์ไม่มีชิ้นดีกลายเป็นกล่าวชมว่า Cruise เล่นเป็นเลสตัทได้ดีมากๆ

ว่ากันว่าเธอทำการเขียนจดหมายเพื่อขอโทษที่ด่วนตัดสินเกินไปในทีแรก แล้วส่งไปให้ Cruise อีกด้วย ซึ่งก็ไม่แปลกใจครับเพราะ Cruise สวมวิญญาณเลสตัทได้จริงๆ

หนังมีดาราฝีมือดี (ที่ตอนนั้นยังไม่ดังนัก) มาร่วมแสดงอีกเพียบครับ อย่าง Kirsten Dunst ในบท คลอเดีย หนูน้อยที่ต้องกลายเป็นแวมไพร์และเธอนี่เองครับที่นำจุดเปลี่ยนหลายอย่างมาสู่ชีวิตของหลุยส์และเลสตัท ซึ่ง Dunst ก็ฝีมือจัดจ้านมาก จนไม่แปลกใจที่เธอจะแจ้งเกิดเต็มๆ จากหนังเรื่องนี้, Antonio Banderas แสดงเป็น อาร์มานด์ แวมไพร์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก และได้บอกเล่าเรื่องราวมากมายให้หลุยส์ได้รับรู้ และ Stephen Rea ดาราขาประจำของผู้กำกับ Jordan มาเป็น ซานติอาโก้ แวมไพร์หัวเก่าที่อยู่ร่วมกับอาร์มานด์

ส่วนบทนักข่าว แดเนียล มัลลอย ของ Christian Slater นั้นตอนแรกบทจะต้องแสดงโดย River Phoenix ครับ แต่เขาก็มาเสียชีวิตไปก่อนหนังเปิดกล้องไม่กี่สัปดาห์ Slater เลยถูกตามตัวมาแสดงบทนี้แทน ซึ่ง Slater ก็ได้นำเอาค่าตัว 250,000 เหรียญจากการแสดงเรื่องนี้บริจาคเข้ามูลนิธิ 2 แห่งที่ Phoenix ชื่นชอบ และหนังเรื่องนี้ก็อุทิศให้กับ Phoenix ด้วยครับ

ผมชอบนิยายนะครับ และชอบหนังเรื่องนี้ด้วย หนังอาจจะไม่ได้ล้ำลึกหรือสาระล้น แต่มันเป็นหนังที่ลงตัว ดาราดี เนื้อเรื่องน่าสนใจ (จะว่าไปจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีหนังทำนองนี้ออกมาอีกเลย) การเล่าเรื่องชวนติดตาม ตัวละครมีแง่มุมทางจิตใจที่นำไปสู่เหตุการณ์ที่เข้มข้น ดนตรีโดย Elliot Goldenthal ก็ไพเราะเข้ากับชีวิตแวมไพร์ได้ดี (เหมาะแล้วที่ได้ชิงออสการ์กับเขาด้วย)

จุดหนึ่งที่ผมชอบมากใน Interview คือการนำเสนอแวมไพร์ในฐานะสิ่งมีชีวิตอีกเผ่าพันธฺุ์ ไม่ใช่ปีศาจหรือโรคร้าย ไม่ใช่ว่าพอแวมไพร์กัดใครแล้วหมอนั่นจะต้องโหด เหี้ยม ฆ่าคนไม่เลือก ดูดเลือดคนไม่หยุดหย่อน แต่หนังเล่าในทำนองว่าแม้แวมไพร์จะต้องกินเลือด แต่ก็เลือกได้ว่าจะเป็นแวมไพร์แบบไหน จะกินคนอย่างเสพติด ฆ่าคนเพื่อความสนุก หรือเป็นเทพบุตรอมตะที่กินเลือดสัตว์ชนิดอื่นๆ เป็นหลัก ฆ่าดูดเลือดคนเท่าที่จำเป็น

จริงๆ แล้วเชื้อแวมไพร์มันไม่ได้กัดกินจิตใจของคนที่ถูกกัดหรอกครับ แต่มันขึ้นกับตัวและใจของคนผู้นั้นนั่นแหละว่าเป็นอย่างไร หากมีจิตใจโอบอ้อมเป็นทุนอย่างหลุยส์ ก็จะกลายเป็นแวมไพร์ที่ดีได้ แต่กระนั้นการจะเป็นแวมไพร์ที่ดีอย่างหลุยส์ได้ ก็จะต้องมีใจที่เข้มแข็ง แกร่งเอามากๆ อีกด้วย

ที่บอกว่าใจต้องแข็งก็เพราะอำนาจแวมไพร์มันยั่วเย้านะครับ จริงๆ หลุยส์สามารถสนุกกับการฆ่าและล่าแบบแวมไพร์ตนอื่นๆ ได้ ในเมื่อแวมไพร์มีพลังอำนาจ ฆ่าคนได้ เหาะเหินได้ สะกดคนได้ ฆ่าก็ไม่ตายนอกจากจะโดนแดด และยิ่งดื่มเลือดก็ยิ่งมีพลัง จะทำอะไรหรือครอบครองสิ่งใดก็ง่ายดายเหมือนพลิกฝ่ามือ

ในขณะที่เลสตัทนั้น ถือเป็นแวมไพร์ที่ไหลไปกับอำนาจที่มี ลืมเลือนความเป็นมนุษย์ไปจนหมด เพลินกับการฆ่า มีชีวิตชีวาด้วยการหยอกเล่นกับเหยื่อ ซึ่งว่าตามจริงการจะเป็นอย่างเลสตัทนั้นมันง่ายครับ แค่เราไม่แคร์อะไร ทำทุกอย่างที่อยากทำ โดยไม่ต้องสนใจใครอื่น คำนึงถึงแต่ความพอใจเราเป็นหลัก

ลักษณะแบบนี้ถ่ายทอดลงมาที่คลอเดีย ซึ่งเราจะเห็นชัดเลยครับว่าแวมไพร์ก็เหมือนคน ที่ทั้งบุตรธิดาหรือทายาทที่ชิดใกล้ จะเลียนแบบพฤติกรรมของเราได้ คลอเดียก็รับความอำมหิตไร้จิตใจมาจากเลสตัทโดยแท้ แล้วเมื่อถึงจุดหนึ่งเลสตัทถึงได้ตระหนักว่าเขาไม่น่ายกมรดกโหดนี้ให้กับคลอเดียเลยแม้แต่น้อย และคลอเดียยังเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลุยส์ไม่อยากสร้างใครเป็นแวมไพร์ขึ้นมาอีก แม้เขาจะต้องอยู่ลำพังไปจนตลอดกาลก็ตาม แต่เขาก็ดีเกินไปที่จะทนเห็นใครต้องมารับชะตากรรมแบบเดียวกับที่คลอเดียเจอ

เป็นอะไรที่มองได้หลายแง่ครับ ในแง่สะท้อนมนุษย์ก็เป็นการสอนแบบตรงๆ ว่าพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นเช่นไรลูกหลานก็จะเจริญรอยตาม (หรือถ้าให้ว่าตามตรงแล้ว ผู้ใหญ่ทุกคนคือสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อเด็กทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนบ้าน ครูอาจารย์ คุณป้าขายขนม หรือดาราทั้งหลาย) เพราะสำหรับเด็กๆ แล้ว เขายังแยกแยะไม่ออกหรอกครับว่าอะไรเป็นอะไร เขาได้แต่เดินตามเรา ทำตามเรา ดังนั้นโลกของเขา ทัศนคติของเขา ส่วนใหญ่ก็ถูกปลูกสร้างขึ้นมา โดยมีสิ่งที่ผู้ใหญ่ทำเสมือนอิฐแต่ละก้อน

สอนอย่างไร ทำอะไรจึงควรคิดให้ดี เพราะสิ่งเหล่านั้นจะตกไปสู่ลูกหลานเรา

หนึ่งในเรื่องที่เราควรสอนคือ การรู้จักควบคุมตนเอง รู้อะไรควรไม่ควร เพราะหากเรายุ่งกับอะไรที่ไม่ควร “น้อย” เท่าไร เราก็จะมีโอกาสอยู่รอดได้อีกนานเท่านั้น เรื่องนี้คลอเดียเองก็ต้องมาเรียนรู้เมื่อสายไปอีกเหมือนกัน

ผมว่าการอยู่อย่างแวมไพร์นั้น ไม่เชิงเป็นเรื่องสนุกนะครับ ที่แน่ๆ คือเราต้องเปลี่ยวเหงา อยู่ตามลำพังไปเรื่อยๆ เอาตัวรอดไปเรื่อยๆ อาจโดนตามล่าเมื่อไรก็ได้ หรือถ้าเราเจอแวมไพร์ด้วยกัน ก็ใช่ว่าพวกเขาจะมีเจตนาที่ดีต่อเรา อยู่ไปอย่างหวาดระแวง มีชีวิตดุจต้องสาป

อยู่ไปตลอดแล้วอย่างไร… อย่างอาร์มานด์เป็นต้น แม้เขาจะมีชีวิตยืนนาน แต่ในความทรงจำทั้งหลายกลับอุดมไปด้วยเรื่องเศร้า การสูญเสีย หรือการต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวนั่นก็ถือเป็นความทรมานอย่างยิ่งชนิดหนึ่ง

“ความไม่อมตะ” อาจเป็นพรชนิดหนึ่งที่มนุษย์ได้รับ

สิ่งที่หลุยส์พยายามบอกเล่าผ่านการสัมภาษณ์ก็คือ การเป็นแวมไพร์นั้นไม่ใช่ชีวิตที่ดีเลย มันเต็มไปด้วยคาวเลือด ความตาย การพรากจาก และความอ้างว้าง แต่แล้วแดเนียลกลับมองเป็นอีกอย่างหนึ่งโดยสิ้นเชิง เขากลับยังรู้สึกอยากเป็นแวมไพร์แม้จะฟังเรื่องทั้งหมดแล้วก็ตาม

ถึงจุดนี้ผมคิดว่า แม้เสน่ห์ของแวมไพร์มีพลังและเป็นอาวุธร้ายแค่ไหน แต่สิ่งที่ร้ายกว่าอื่นใดคงเป็น “ความอยากและตัณหา” ของมนุษย์ เพราะมันลวงเราให้หลง ปิดกั้นสติจากเหตุผล เรียกว่าถ้าคนสักคนอยากมาก Want มาย ต่อให้ตายในภายหน้าก็ยอม ขอเพียงสมหวังในตอนนี้ก็พอ

“ความอยากและตัณหา” คงเป็นอาวุธที่ร้ายกว่าสิ่งใดๆ เพราะมันเป็นอาวุธที่สามารถย้อนกลับมา “ทำร้าย” ตนเองได้และทำร้ายคนอื่นก็ได้ ในขณะที่อาวุธอื่นอย่างมากก็แค่ทำลายคนอื่นๆ เท่านั้น

Interview with the Vampire คือหนังแวมไพร์ที่รสชาติไม่เหมือนใคร มีดีหลายประการ แม้หนังอาจไม่ได้สมบูรณ์สุดยอด แต่การเล่าเรื่องทำได้ออกรส อีกทั้งสะท้อนแง่มุมหลืบเร้นต่างๆ ของแวมไพร์ (รวมไปถึงมนุษย์) ได้อย่างน่าพอใจ และที่สำคัญคือเดินเรื่องได้น่าติดตามจริงๆ

และที่ชอบเป็นการส่วนตัวคือ ทีมพากย์ครับ ฉบับที่ผมได้ดูคือทีมพากย์ดั้งเดิมของ CVD ที่ให้เสียงได้ยอดมากๆ ฟังแล้วนึกถึงสมัยก่อนจริงๆ เพราะทีมพากย์ไทยนั้นแทบจะหลับตาหยิบได้เลยครับ แต่ละคนล้วนให้เสียงได้สมอารมณ์เสมอ

ตัวหนังประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม ทำเงินในอเมริกาได้ถึง $105 ล้าน หากรวมทั่วโลกก็จะเป็น $223 ล้าน ในขณะที่ทุนสร้างอยู่ที่ $60 ล้านครับ ถือเป็นหนังแวมไพร์ที่เน้นดราม่าและไม่ได้เน้นแอ็กชัน ที่ผู้ชมให้การต้อนรับอย่างดี

เป็นหนังอีกเรื่องที่ขอแนะนำครับ ใช้เวลาสัก 2 ชั่วโมง ไปเรียนวิชาเพื่อเข้าใจชีวิตผ่านเหล่าแวมไพร์กัน

สามดาวครับ

Star31

(8/10)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.