รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Demolition (2015) ขอเทใจให้อีกครั้ง

demolition

เรื่องนี้ถือว่ามาทางเดียวกับ Knight of Cups ครับ ว่าด้วยชายผู้สับสนและหลงทาง หลังเกิดวิกฤติบางอย่างในชีวิตและจิตใจ ตัวหนังก็จะออกแนวสับสนและรอการค้นหาอยู่หน่อยๆ

เพียงแต่เรื่องนั้นออกแนวอินดี้และอาร์ตจัดๆ การเดินเรื่องอาจทำให้หลายคนงงชีวิตหนักกว่าเก่า (555) ในขณะที่เรื่องนี้มาในแนวดราม่าครับ ดูง่ายกว่า แต่ไม่ได้บอกว่าเป็นหนังดูง่ายนะครับ แค่ดูรู้เรื่องกว่า และมีความน่าติดตามในแบบหนังมากกว่า

เรื่องของ เดวิส (Gyllenhaal) หนุ่มนักลงทุนที่รุ่งในเรื่องงานครับ แต่เขาเพิ่งสูญเสียภรรยาไป และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของภาวะสับสนครั้งใหญ่ที่สุดของเขา

ผมชอบพล็อตนะ คือมันอาจจะดูขำในสายตาใครหลายคน แต่ผมมองว่ามันเป็นไปได้ อย่างเรื่องที่เดวิสเขียนจดหมายเล่าเรื่องชีวิตของเขาส่งให้กับบริษัทตู้กดขนม เพราะตู้มันกินเหรียญเขาในคืนที่ภรรยาเขาตายพอดีครับ เขาเลยเขียนไปจะขอเงินคืน แต่ไปๆ มาๆพี่แกก็เขียนเล่าชีวิตที่กำลังอยู่ในวิบากแบบยาวหลายหน้ากระดาษเลย

มันสื่อชัดดีครับว่าเดวิสเองก็ไม่มีใคร ไม่รู้จะคุยกับปรับทุกข์กับใคร เลยเขียนระบายมันส่งไปให้บริษัทตู้กดนี่แหละ (ซึ่งนั่นก็ทำให้เกิดเรื่องราวที่น่าสนใจต่อมาอีกพอสมควร)

เมื่อดูแล้วก็ยอมรับเลยครับว่า Jake Gyllenhaal แกเหมาะกับบทแบบนี้จริงๆ บทแบบชายผู้สูญเสีย สับสน และพยายามทำสิ่งต่างๆ เพื่อกอบรวมตัวตนที่แหลกสลายของเขาให้คืนดังเดิม บางครั้งก็หลุดโลก บางครั้งก็เหมือนมีสติ บางทีก็ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ รู้แค่ว่าอยากจะทำก็ทำ

เชื่อว่าเราหลายคนก็เคยอยู่ในห้วงอารมณ์แบบเดวิสนะ วันที่เราเจอเรื่องแย่ๆ เจอความสับสน ประเภทว่า แฟนทิ้ง, คนที่เราบอกรักเขาไม่รับรักเรา, สอบตก, ตกงาน, คนที่รักจากไป ฯลฯ เราจะรู้สึกดาวน์ จนบางทีก็อยากจะทำร้ายตัวเองหรือไม่ก็ทำลายข้าวของเพื่อความสะใจ

มันคือภาวะทำลายตัวเองครับ หลายคนเคยเป็น มันเหมือนขาดสติไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไร หรือไม่ก็อาจจะมีสตินะ รู้นะว่าทำอะไรอยู่ แต่คุมตัวเองไม่ได้ ใจบอกให้ทำอะไรก็ทำ จะบ้าแค่ไหนก็ทำ ไม่มีคำว่าอาย ไม่มีคำว่าฟอร์ม เหมือนใจพยายามหาทางออก ในเมื่อเราผิดหวังไปเรื่องหนึ่งแล้ว ก็ขอทำอะไรตามใจ (แม้จะบ้าๆ) ชดเชยก็แล้วกัน

การทำลายตัวเอง หรือการประชดชีวิตนั้นไม่ได้ทำให้ได้คำตอบครับ อาจสะใจชั่วครั้งคราว แต่หลายครั้งมันก็นำมาซึ่งปัญหาใหม่อีก อย่าเดวิสเองก็บ้าไปค่อนเรื่อง กว่าจะกลับมาตั้งหลักมองตัวเองว่าจริงๆ แล้วชีวิตเขาว่างเปล่าแค่ไหน

ในแง่หนึ่งหนังก็กัดวัตถุนิยม อย่างการที่เดวิสพยายามแยกชิ้นส่วนของใช้ต่างๆ เหมือนจะค้นหาอะไรบางอย่างในนั้นให้เจอ หรือไม่ก็ทุบของจนพัง ส่วนหนึ่งก็เพื่อทำลายอดีตหรือความทรงจำ หวังว่ามันจะทำให้เขาลืมได้

แต่สิ่งที่เกิดกับเขามันคือเรื่องจิตใจครับ ต่อให้ทำลายของทั้งโลก ก็ไม่ได้เป็นการเยียวยาที่ถูกจุด เพราะใจที่แหลกมันก็ยังแหลกและไร้การเหลียวแลอยู่ดี… จนสุดท้ายเมื่อเขามามองตัวเอง มองชีวิต มองใจ เขาถึงค่อยๆ รวบรวมตัวตนที่แหลกสลายได้ขึ้นมาอีกหน

เอาเข้าจริงแล้วการที่เดวิสออกอาการมากมายนั้น อาจไม่ใช่เพียงเพราะภรรยาจากไป แต่เพราะชีวิตเขาแท้จริงมันว่างเปล่ามาแต่ต้นการเสียภรรยาไปก็เหมือนจุด Breakdown ที่ทำให้เขารู้สึกถึงความว่างเปล่า รู้สึกถึงชีวิตที่ไร้แก่นสาร รู้สึกว่าตนเองไร้สิ่งที่มีค่าจริงๆ ในชีวิต มันเลยทำให้เขาหลุดมากขึ้น และมากขึ้น

หลายช่วงดูแล้วก็สะเทือนใจครับ แต่สะเทือนใจในความว่างเปล่านะ อย่างยามที่เดวิสรู้สึกว่าตัวเองดำเนินชีวิตแบบที่ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองทำอะไรอย่างตอนแต่งงาน เขาเองก็อาจจะแต่งแบบไม่รู้สติ อยู่กินกับภรรยาก็ไม่ได้สื่อใจถึงใจกัน

เหมือนเขาใช้ชีวิตให้ผ่านไป ไหลไปเรื่อยๆ จากจุด A ไป B ไป C เหมือนโลกบอกว่าเราเกิดแล้วต้องเรียน เรียนแล้วต้องทำงาน ทำงานแล้วต้องแต่งงาน แต่งงานแล้วต้องมีลูก มีลูกแล้วต้องเกษียณ ฯลฯ เราก็แค่ใช้ชีวิตไปตามแพทเทิร์น ทั้งที่ความจริงแล้ว เราแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมัน ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเองเลยแม้แต่น้อย

ลึกๆ เชื่อว่าการดูหนังเรื่องนี้ จะทำให้หลายคนมองชีวิตลึกมากขึ้น มอง ณ ปัจจุบันขณะอย่างมีสติมากขึ้น 

สรุปว่าหนังน่าดูดีครับ

สองดาวครึ่งบวกๆ ครับ
Star22
(7.5/10)

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.