Action

A Good Day to Die Hard (2013) วันดีมหาวินาศ คนอึดตายยาก

1384352184

Die Hard ภาคนี้ถือว่าจัดเต็มสำหรับองค์ประกอบเรียกลูกค้าหนังแอ็กชันบู๊ล้างผลาญ ตั้งแต่ต้นตำนานจอมผิดที่ผิดเวลา จอห์น แม็คเคลน (Bruce Willis) ที่ไปไหนก็เกิดเรื่องทุกที ขนาดอยู่ดีๆ เรื่องก็ยังพุ่งมาหาเลย ตามด้วยกระสุนปลิวว่อน ระเบิดไม่ยั้ง ตึกถล่ม กระจกกระจาย ขับรถไล่ล่าจนถนนพังยับ ลูกน้องตัวร้ายที่ขนมาเป็นโหล เฮลิคอปเตอร์ลุกเป็นไฟ และตัวร้ายที่มาพร้อมแผนระดับบิ๊ก

มันน่าจะมันส์นะ… แต่ไหงไม่มันส์เลย!

สารภาพว่าช้ำใจมากครับ เพราะถอย Blu-Ray มาเก็บ โดยไม่ได้ไปดูในโรงเลย ก็คนมันไว้ใจนี่ครับ ดูมา 4 ภาคมันประทับใจทุกภาค มากน้อยอาจต่างกันไป แต่สนุกทุกภาค แม้ภาคนี้คะแนนนิยมจะน้อยกว่าภาคไหนๆ แต่ก็คิดว่า “เอาน่ะ มันคงโอเคบ้าง ไม่ถึงกับเสียดายเงินหรอก” แต่อนิจจา งานนี้คิดผิดอย่างแรงครับ

พอดูภาคนี้เสร็จมันทำให้ผมย้อนคิดถึงภาคก่อนๆ ว่าทำไมมันถึงสนุก คิดว่าอะไรคือสูตรสำเร็จแห่งความมันส์ในแต่ละภาค ก็ถอดสมการออกมาได้ดังนี้

1. ป๋าจอห์นต้องกวนทีน อย่างที่ฮอลลีศรีภรรยาของป๋าแกบอกตอนเห็นผู้ร้ายหงุดหงิดกันทั้งก๊กนั่นแหละครับ ว่าคนที่ทำให้ผู้ร้ายคลั่งได้ขนาดนี้มีแต่จอห์นเท่านั้น แต่ละอย่างที่แกทำนั้นไปขวางความรวยหรือขัดแผนผู้ร้ายได้ตลอด บางทีก็ปล่อยประโยคเด็ดๆ บางรอบก็โยนอะไรสักอย่างไปกวนประสาทพวกมัน (เช่น ศพหนึ่งในผู้ร้าย)

แต่ภาคนี้… ป๋าจอห์นดูกลืน ไม่ออกอาการกวน ความสะใจเลยพลอยหาย

2. ป๋าจอห๋นแกเก๋าเกม ความสนุกของ Die Hard ตอนก่อนๆ ไม่ใช่แค่ป๋าจอห์นแกกวนโอ๊ยเท่านั้นครับ แต่แกเก่งด้วย แกวางแผนจัดการผู้ร้ายให้ตกหลุม หรืออย่างน้อยแกต้องเป็นคนเดาเกมคนร้ายออก ในขณะที่ใครต่อใครยังงมโข่งกันอยู่ นั่นทำให้ป๋าจอห์นแกเด่นเหนือชาวบ้าน

แต่ภาคนี้… ป๋าจอห์นดูจะวิ่งตามเกมไปเรื่อยๆ ไม่มีจุดเร้าจุดพลิก แม้ช่วงหักมุมก็ยังเป็นการหักมุมที่นิ่งมากๆ

3. ลูกคู่ต้องเสริมบารมี ลูกคู่ป๋าจอห์นส่วนใหญ่ต้องมีอะไรเด่น อะไรสักอย่างให้จดจำ แต่จะไม่เด่นเกินป๋า จึงเป็นเหมือนตัวชูรสที่เด่นในตัวเองและเน้นให้ป๋าจอห์นแกเด่นขึ้น อีกทั้งในบางฉากยังเป็นเงื่อนไขให้ป๋าจอห์นแกต้องช่วยชีวิตในยามคับขันอีกด้วย

แต่ภาคนี้… ลูกคู่ที่เป็นลูกชายแท้ๆ อย่างแจ็ค (Jai Courtney) กลับดูนิ่ง แม้จะพอเข้าใจว่าบทกำหนดให้แจ็คห่างเหินกับป๋าจอห์น แต่มันก็ดูจะห่างเหินเกินไปนิดน่ะครับ เหมือนพ่อลูกไม่มีอะไรเชื่อมกัน ซึ่งในชีวิตจริงก็อาจมีพ่อลูกที่เป็นแบบนี้ แต่เผอิญนี่คือ Die Hard น่ะครับ ถ้าลูกคู่ป๋าจอห์นแกนิ่ง ไม่ดันให้ป๋าเด่น และไม่มีจุดเด่นในตนเอง มันก็พลอยเป็นการลด “ชูรส” ของหนังลงไป ยิ่งลูกคู่ไม่มีความจำเป็นต้องให้ป๋าแกปกป้อง ก็เท่ากับเป็นการลดบทบาทป๋าในฐานะพระเอกลงไปอีกหน่อยด้วย

4. ต้องมีตัวประกันมาเสริมความลุ้น ทุกภาคต้องมีชีวิตผู้บริสุทธิ์เป็นเดิมพัน จำนวนมากน้อยต่างกันไป ซึ่งก็เป็นตัวลุ้นอย่างดีเลยครับ เป็นทั้งโจทย์ให้ป๋าจอห์นต้องทำอย่างสุดฝีมือ เพื่อไม่ให้มีใครตาย และยังเป็นเงื่อนไขความตื่นเต้นให้ผู้ชมให้พลอยลุ้นเอาใจช่วยทั้งป๋าจอห์นและตัวประกัน ยิ่งภาคไหนที่มีตัวประกันตายนี่จะทำให้เราสะเทือนใจและเกลียดผู้ร้ายได้มากขึ้นกว่าเดิมด้วย

แต่ภาคนี้… เราไม่รู้สึกว่ามันมีเงื่อนไขอะไรเลยน่ะครับ แม้ตัวร้ายมันจะมีแผน และแผนของมันถ้าทำสำเร็จก็จะเกิดอันตรายต่อโลก แต่หนังไม่เน้น จนคนดูเองก็ไม่รู้สึก เหมือนดูพ่อลูกแม็คเคลนพล่านไปทั่วรัสเซียเพื่อถล่มตัวร้ายแค่นั้น

5. ฮีโร่ ความเด่นอย่างสุดๆ ของป๋าจอห์นคือการที่เขาเป็นตำรวจ ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ที่ลงมือต่อกรกับผู้ร้ายทุกครั้งที่เกิดเรื่อง เขาไม่เอาแต่ตัวรอดเพียงคนเดียว เขาพยายามทำสิ่งที่ถูกต้องแม้จะอยู่ผิดที่ผิดเวลา หรือสถานที่แห่งนั้นเขาไม่มีอำนาจหน้าที่ใดๆ ก็ตาม แต่ป๋าจอห์นก็ยังยืดอกฝ่ากระสุน เพื่อช่วยคนและจับตัวผู้ร้าย

แต่ภาคนี้… ป๋าจอห์นอาจยังคงทำหน้าที่อยู่แม้จะเป็นรัสเซีย แต่หนังไม่สามารถทำให้เราเกิดอารมณ์แบบที่ผมเล่าได้เลยน่ะครับ มาครั้งนี้มันเหมือนป๋าแกเจอลูก เห็นลูกทำงานก็เลยประกบคอยช่วยลูก หรือหากจะบอกว่าทุกภาคป๋าแกลุยเป็นส่วนรวม (อาจมีส่วนตัวผสมด้วย แต่ยังไงก็ต้องมีส่วนรวม) แต่ภาคนี้ลุยส่วนตัว ไม่มีปมขัดแย้งอะไร ก็เลยพลอยทำให้ภาพของป๋าในภาคนี้ดูธรรมดากว่าทุกครั้ง

6. ผู้ร้าย ผู้ร้ายคือตัวเพิ่มความมันส์ให้กับหนัง ไม่ใช่แค่กับ Die Hard ครับ แต่กับหนังทุกเรื่องที่มีธรรมะตีกับอธรรม ภาคก่อนหน้ามักจะได้ดาราดีๆ มาแสดง และคาแรคเตอร์ตัวร้ายก็มีอะไรให้จดจำ และส่วนมากก็จะเหมาะในการต่อกร คู่ควรตีกับป๋าน่ะครับว่างั้นเถอะ

แต่ภาคนี้… ตัวร้ายมันไม่โดนน่ะครับ ไม่เด่น ไม่ทรงพลัง คาแรคเตอร์ก็ไม่ได้ชวนให้จดจำ แผนการณ์ก็ไม่ได้เฉียบมากมาย ดูก็รู้ว่าป๋าแกจัดการได้

นั่นล่ะครับที่ทำให้ Die Hard ภาคนี้ดูธรรมดากว่าภาคอื่นๆ จริงๆ มันออกแนวหนังตำรวจคู่หูไล่ล่าตัวร้ายทั่วๆ ไป คาแรคเตอร์ของพระเอกดูธรรมดา ตัวร้ายก็ธรรมดา สถานการณ์ก็ธรรมดา แม้จะมีระเบิดและกระสุนปลิวตลอด แต่มันไม่มีอะไรเด่น บทหนังเดินตามสูตรหนังแอ็กชันทั่วไป มากกว่าจะเอาสูตรเด็ด Die Hard มาสานต่อ ผลลัพธ์เลยกลายเป็นหนังแอ็กชันธรรมดาอีกเรื่องหนึ่ง แทนที่จะชวนให้จดจำว่า “นี่คือภาคต่อของ Die Hard”

บทเขียนโดย Skip Woods แห่ง X-Men Origins: Wolverine และ The A-Team ซึ่งก็อย่างที่บอกครับ ออกมาธรรมดา ส่วนผู้กำกับก็คือ John Moore ที่พี่แกมักเก่งในเรื่องงานภาพครับ พวกการเล่นโทนสีหรือการจับภาพสวยๆ การสโลว์ภาพเหมาะๆ เขาถือว่าทำได้ไม่เลว แต่การเล่าเรื่องด้านอื่นๆ กลับยังไม่น่าประทับใจ อย่าง Max Payne หรือ Behind Enemy Lines (ยกเว้น The Omen ภาครีเมคให้เรื่องหนึ่ง เพราะเล่าได้ดี ภาพก็สวย แต่ส่วนที่ทำให้หนังยังออกมาโอเคจริงๆ ก็คือที่บทดั้งเดิมซึ่งดีอยู่แล้ว)

ภาคนี้ยังถือเป็น Die Hard ที่สั้นที่สุดด้วยครับ ยาวไม่ถึง 100 นาที แต่รู้ไหมครับว่าระหว่างดูเนี่ย ยังรู้สึกว่าหนังยาวไปด้วย นี่ล่ะมั้งครับที่เขาบอกกันว่าถ้าหนังสนุก ดูยาวแค่ไหนก็ว่าสั้น แต่ถ้าเรื่องไหนไม่สนุกล่ะก็… หึหึ (ลองต่อประโยคดูครับ)

เสียดายครับ… เสียดายเงินน่ะไม่เท่าไรหรอก แต่เสียดายที่ตำนานความสนุกของ Die Hard ต้องมาเจอจุดสะดุดเอาตอนภาค 5 นี่เอง แต่ก็หวังว่าภาค 6 จะเป็นการกลับมาแก้มือได้ครับ ตอนนี้ได้ข่าวว่าบทได้แล้ว ซึ่งบทน่าสนใจมากเลยครับ ว่าด้วยเหตุการณ์ครบรอบ 30 ปีที่จอห์น แม็คเคลนได้ช่วยตัวประกันจากตึกนากาโตมิที่แอล.เอ. เขาเลยถูกเชิญไปในงานเลี้ยงขอบคุณที่ญี่ปุ่นครับ แต่แล้วไปๆ มาๆ มันกลับมีแผนล้างแค้นที่แสนเจ็บปวดซ่อนเร้นอยู่ในคำเชิญนี้… หวังว่าจะสนุกน่ะนะครับ

ส่วนภาคนี้… สองดาวลบครับ

Star21

(6/10)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.