Action

Doctor Strange (2016) จอมเวทย์มหากาฬ

14222160_1367876823243115_2437109489870887016_n

คำจำกัดความที่ผมมีให้หนังเรื่องนี้ก็คงเป็นว่า “หนังสนุก เนื้อเรื่องเล่าได้พอเหมาะ แต่อาจจะไม่ได้มันส์ระเบิดระเบ้ออะไร” ว่าง่ายๆ คือถ้าคาดหวังแอ็กชันมันส์ๆ เร้าๆ ล่ะก็ คงต้องขอให้เผื่อใจไว้บ้างครับ

แต่ที่หนังออกมาเป็นสไตล์นี้ผมก็ไม่แปลกใจนะ เพราะดูจากหน้าหนังแล้ว มันออกแนวซูเปอร์ฮีโร่สายแฟนตาซีเหนือจริงแบบ Thor มากกว่าจะเป็นหนังฮีโร่สายแอ็กชันจัดหนักแบบ Iron Man หรือ Captain America

หนังก็แนะนำให้เรารู้จักกับด็อกเตอร์สเตรนจ์ (Benedict Cumberbatch) ศัลยแพทย์ขั้นเทพที่ประสบอุบัติเหตุจนมือของเขาไม่สามารถผ่าตัดได้เหมือนเก่า แต่เขาก็ยังพยายามที่จะฟื้นฟูมือทั้งสองด้วยทุกวิถีทางที่เป็นไปได้

และในที่สุดเขาก็เดินทางไปถึงเนปาล ได้พบกับเอนเชียน วัน (Tilda Swinton) ผู้ที่เบิกเนตรให้เขาได้รู้จักกับพลังอำนาจเวทย์มนต์ อีกทั้งความจริงของมิติต่างๆ ในจักรวาล แต่นั่นก็ทำให้เขาต้องเผชิญกับ เคซิเลียส (Mads Mikkelsen) อดีตศิษย์ของเอนเชียน วันที่ถูกครอบงำด้วยด้านมืด

ตอนผมดูจบแรกๆ ผมไม่ได้ชอบหนังในทันทีนะครับ คืออารมณ์ตอนออกจากโรงมันประมาณว่า “ก็สนุกดี” แต่เหมือนใจมันบอกว่ายังไม่สุด ครั้นพอเวลาผ่านไปสักครึ่งวัน สมองและอารมณ์ก็เริ่มประมวลผลจนได้ข้อสรุปว่า หนังทำได้ดีในแนวทางของมัน เพียงแต่มันอาจจะไม่ได้มีลูกเล่นหรือความหวือหวามาชูรสเท่านั้นเอง

และอยากจะบอกว่าลึกๆ แล้วผมเริ่มรู้สึกว่าหนังฮีโร่ Marvel เรื่องนี้ รสชาติแปลกออกไป เพราะดูแล้วรู้สึกถึง “ความเป็นผู้ใหญ่” มากขึ้น… จึงไม่แปลกที่ความสนุกอร่อยลิ้นบางชนิดจะลดลงไปบ้าง

ถึงจุดนี้ก็แอบรู้สึกเหมือนกัน ว่าเราก็คงติดลูกเล่นในหนัง เหมือนติดรสหวานในอาหารนั่นแหละ 555 ดังนั้นผมเชื่อว่าหากท่านสามารถปรับใจได้ก่อนดู ก็น่าจะสนุกกับหนังได้มากขึ้นพอสมควรล่ะครับ

สิ่งแรกที่ผมชอบคือเนื้อเรื่องครับ ชอบที่ทีมงานเน้นเล่าแค่พล็อตที่มันหลักๆ ไม่ได้มีพล็อตรองอะไรมากมาย ซึ่งถือเป็นเรื่องดีเพราะหนังหลายเรื่องสนุกน้อยลงเพราะพล็อตทั้งหลักทั้งรองมันเยอะเกินไป (อย่าง Iron Man 2 เป็นต้น)

กับเรื่องนี้ พล็อตหลักๆ คือการก้าวสู่โลกเวทย์มนต์ของสเตรนจ์ครับ หนังเล่าปูพื้นให้รู้จักว่าเขาคือใคร เล่าถึงอุบัติเหตุ ก่อนจะเล่าถึงการฝึกฝนวิชาซึ่งก็ลงสเตปสูตรสำเร็จทุกอย่าง แน่นอนว่ามันไม่ได้สดใหม่ครับ แต่เพราะเนื้อเรื่องมันมีจุดโฟกัสชัดเจน บวกกับองค์ประกอบดีๆ ในหนัง ไม่ว่าจะดาราหรือเทคนิคพิเศษ ทั้งหมดนี้เลยช่วยทำให้หนังออกมาพอเหมาะพอสมสำหรับการเปิดตัวฮีโร่สายเวทย์คนนี้

Cumberbatch เหมาะมากกับบทสเตรนจ์ครับ หน้าตา ท่าทาง มาดตอนต้นๆ ตอนยังเป็นหมอ ก็ดูถือดี อวดตัว และไม่สนใจใคร พอมาถึงมาดตอนเขาหมดสิ้นทุกอย่าง ก็ดูโทรมจริง ครั้นพอถึงตอนเริ่มรู้จักโลกเวทย์มนต์ทีละน้อยๆ แล้วอัตตาค่อยๆ ลดลง แววตาท่าทางของเขาก็เปลี่ยนไป

อย่างหนึ่งที่ผมชอบในคาแรคเตอร์ของสเตรนจ์คือ ในตอนต้นเขาเหมือนเป็นคนที่รู้ทุกอย่าง ฉันเก่งสุด ฉันแน่สุด จนออกแนวผยองในตนเอง แต่พอเขาได้รู้ว่ามันยังมีโลกและมิติอื่นๆ นี่ ท่าทางเขาเหมือนค่อยๆ กลับเป็นเด็ก กลับมาสำรวมจิตใจด้วยความตระหนักรู้ว่าเขานั้นช่างรู้น้อยเสียเหลือเกิน

แต่ลึกๆ ในใจก็คิดน่ะครับว่าหนังยังใช้ Cumberbatch ไม่คุ้มเท่าไรในแง่การแสดงอารมณ์ความรู้สึก เลยทำให้รู้สึกอยู่เหมือนกันว่าเรายังรู้จักสเตรนจ์ไม่มากเท่าตอนรู้จักโทนี่ สตาร์ก หรือสตีฟ โรเจอร์ส เป็นหนแรก แต่ถ้าไม่คิดตรงนี้มาก ก็ต้องยกนิ้วให้ Cumberbatch ล่ะครับ แกเกิดมาเพื่อบทนี้จริงๆ

เช่นเดียวกับ Swinton ที่แค่ทำหน้านิ่งๆ บารมีก็มาแล้ว ผมชอบฉากที่เอนเชียนวันกับสเตรนจ์คุยในขณะที่มองโลก (ที่เกือบจะหยุดนิ่ง) ด้วยกันน่ะครับ (ใครดูแล้วคงเดาได้ว่าฉากไหน) มันสื่ออะไรได้หลายอย่างดี และผมว่าฉากนั้นเป็นฉากที่มีผลต่อตัวสเตรนจ์มากเลยล่ะ

Chiwetel Ejiofor ในบทมอร์โด ศิษย์พี่ของสเตรนจ์ กับ Mikkelsen ก็ถือว่าเล่นได้ดีเท่าที่บทจะอำนวยครับ เพียงแต่ความเด่นอาจไม่มากเท่านั้นเอง แต่คนที่ขโมยซีนได้มากกว่าที่คิดคือ Rachel McAdams ที่แม้จะมีบทไม่มาก และไม่ได้ตีคู่กับสเตรนจ์ (ไม่เหมือนเพพเพอร์หรือเจนที่จะได้อยู่ข้างพระเอกบ่อยกว่า) แต่พอเธอโผล่ทีไรก็จะมีอะไรชวนให้จดจำทุกที ฮาได้หลายรอบตอนเธอทำหน้างงนี่แหละ 555

งาน CG ก็เนี๊ยบดีครับ ล้ำจินตนาการดี แต่ก็ยอมรับเลยว่าผมตื่นตากับภาพที่เห็นไม่มากเท่าไร ส่วนหนึ่งเพราะเคยเจอของแบบนี้มาจาก Inception แล้วน่ะครับ พวกมิติบิดเบี้ยวอะไรทำนองนั้น พอมาดูเรื่องนี้เลยไม่ถึงกับตื่นเต้นอะไรมาก แต่ถ้ามองแบบไม่เอาหนังเรื่องอื่นมาเทียบ ก็ถือว่าหนังเล่นเรื่องนี้ได้ไม่เลวครับ

doctor-strange-1

ในขณะที่ฉากการต่อสู้ก็ทำได้โอเค เพียงแต่ฉากแอ็กชันจะมีไม่มาก ก็เลยทำให้ดีกรีความมันส์สะใจของหนังอาจมีไม่มากเท่าไร เพราะมันไม่ได้มีฉากมันส์ๆ หรือฉากฟัดกัน ส่วนมากจะร่ายเวทย์สู้กัน เป็นแบบใช้สมองมากกว่าจะเป็นการใช้กำลัง อีกอย่าง สเตรนจ์ยังถือว่าเป็นจอมเวทย์มือใหม่ครับ เลยไม่แปลกที่พี่แกไม่ได้สำแดงเดชอะไรมาก

ในบรรดาฉากแอ็กชันฟัดกันนั้น ผมชอบฉากที่เอนเชียน วันฟัดกับพวกเคซิเลียสในตอนแรกสุดน่ะครับ ดูมันส์และดูตื่นตาดี (รู้สึกว่าเอนเชียนเทพมาก) ทั้งการตัดต่อและลูกเล่น CG ทั้งหลายมันเหมือนเป็นฉากเบิกเนตรสำหรับผู้ชมยังไงยังงั้น ดังนั้นสำหรับผมฉากนี้แหละ ตื่นตาสุดแล้วล่ะ

ผู้กำกับ Scott Derrickson คุมหนังได้โอเคครับ แม้มันอาจจะไม่ได้ถึงกับลงตัวไปเสียทุกด้าน แต่ก็ถือว่าอยู่ในระดับดีเลยครับ ลีลาการเดินเรื่องถือว่าไว เน้นเดินไปข้างหน้า จนถึงนาทีนี้ผมถือว่าเรื่องนี้เป็นผลงานที่สุดของเขานะ (ผลงานเรื่องแรกของเขาคือ Hellraiser: Inferno ครับ ซึ่งผมก็ชอบในระดับหนึ่งเหมือนกัน เลยติดตามผลงานของพี่แกเรื่อยมา)

หนังถือว่าทำหน้าที่เปิดโลกเวทย์มนต์ให้กับ Marvel ได้อย่างดีทีเดียวครับ แน่นอนว่าทุกอย่างที่เราเห็นในหนังนั้น เราอาจจะยังไม่เข้าใจมันทั้งหมด (เช่น เรื่องมิติและเวลา) แต่ผมว่ามันเป็นแค่การโหมโรงน่ะ เดี๋ยวต่อไปในอนาคตก็คงมีการขยายความต่อไปเรื่อยๆ ในสารพัดหนัง Marvel ที่จะตามกันออกมา

ผมว่าหนังทำออกมาได้ดีครับ เรียกว่าดีไล่ๆ กับ Iron Man ภาคแรกเลยล่ะ เพียงแต่โทนหนังจะเจือด้วยความจริงจังเยอะหน่อย ทำให้ลีลาไม่สวิงแบบ Iron Man อ้อ อีกอย่างคืออารมณ์ขันในเรื่องมีไม่เยอะครับ อย่างที่บอกว่าหนังออกแนวจริงจังมากกว่าจะเน้นสีสัน (ได้ข่าวว่า หนังมีการถ่ายทำเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มอารมณ์ขันด้วยครับ)

ส่วนดนตรีของ Michael Giacchino ถือว่าทำได้มีเอกลักษณ์เช่นเคย เพียงแต่ในหนังน่ะจะไม่ค่อยเน้นดนตรีเท่าไร เอาเป็นว่าใครอยากฟังแทร็กดนตรีเจ๋งๆ ล่ะก็ ให้ฟังตอน End Credits ครับ แต่ละแทร็กพริ้วไหว ได้กลิ่นอายแฟนตาซี+หลอน+เนปาล มากๆ ทีเดียว

ตอนนี้สิ่งที่ผมอยากเห็นที่สุดในจักรวาล Marvel คือเห็นพี่ Benedict ไปเข้าจอกับ Robert Downey, Jr. ครับ มันต้องน่าสนใจมากแน่ๆ ทั้งในจอ (Iron Man เจอ Dr.Strange) และในฐานะนักแสดง (Holmes เจอ Holmes) ผมว่ามีฟินน่ะ

สรุปว่าคอหนังซูเปอร์ฮีโร่ก็ตามไปดูได้เลยครับ สนุกดี แต่ไม่เน้นแอ็กชันนะครับ เน้นจินตนาการอะไรแบบนั้นมากกว่า และหนังมีฉากซ่อน 2 ฉากครับ ฉากกลาง End Credits และอีกฉากอย่างหลัง End Credits จบครับ ถือเป็นฉากที่สำคัญต่อเนื้อเรื่องเลยล่ะ อย่าลืมนั่งรอดูกันให้ครบนะครับ

**ถัดจากนี้ถือว่าสปอยล์นะครับ หากไม่อยากทราบข้ามไปได้เลยครับ**

ผมรู้สึกอย่างหนึ่งว่าในเฟส 3 ของ Marvel นี่ เราจะเริ่มได้เห็น “มุมสีเทา” ของเหล่าฮีโร่กันมากขึ้น ตั้งแต่กัปตันอเมริกาที่ยอมแหกทุกกฎเพื่อเพื่อน, ไออ้อนแมนเลือดขึ้นหน้าจนยิงฟอลคอน พอมาในเรื่องนี้หนังเล่นกับประเด็น “ความกังขา-ไม่ไว้ใจ-สิ้นศรัทธา”

อย่างเคซิเลียส หรือกระทั่งมอร์โดที่เกิดวิกฤติศรัทธาในอาจารย์ที่ตนนับถือ เกิดความกังขาในขาวกับดำ หรือตัวสเตรนจ์เองในบางขณะก็เกิดคำถามทำนองนี้เหมือนกัน จนแทบจะพูดได้ว่าศัตรูจากนอกมิติที่ว่าร้าย ก็ไม่น่ากลัวเท่ากับเมล็ดพันธุ๋แห่งความโกรธ-เกลียด-อวิชชา ที่ถูกเพาะขึ้นภายในใจตนเอง

ในขณะที่เอนเชียน วันเอง ก็จำต้องยืมพลังด้านมืดมาใช้เพื่อปกป้องโลก ซึ่งหากมองด้วยแว่นตาขาว-ดำแล้ว เราก็อาจมองเอนเชียนวันในแง่ลบ แต่ก็น่าคิดเหมือนกันว่าถ้าเอนเชียนวันไม่ได้พลังจากด้านมืดมาช่วยในการปกป้องโลก โลกใบนี้อาจพินาศไปก่อนสเตรนจ์จะมาถึงที่วิหารด้วยซ้ำ

เส้นแบ่งขาว-ดำ-เทาในจักรวาลของฮีโร่เริ่มบางลงเรื่อยๆ… หรือจริงๆ แล้วมันไม่มีเส้นแบ่งตั้งแต่ต้น ทว่าคนนั่นเองที่ประดิษฐ์แบ่งแยกมันอย่างสุดโต่ง จนในที่สุดเส้นสมมติเหล่านี้ก็ก่อให้เกิดเหตุร้าย ก่อให้เกิดความขัดแย้ง และก่อให้เกิดการแตกแยก

ณ จุดๆ นี้… อันนี้ผมยังไม่ฟันธงนะครับ แต่ ณ ความรู้สึกในจุดนี้ ผมรู้สึกว่าด็อกเตอร์สเตรนจ์ดูเป็นผู้ใหญ่ที่สุดในบรรดาฮีโร่บนจอทั้งหมดของ Marvel และรู้สึกว่าเขามอง “มุมสีเทา” อย่างเข้าใจมากกว่าคนอื่นๆ (แบบที่เขาเข้าใจเอนเชียน วัน แต่คนอื่นกลับหันหลังให้)

… และนั่นล่ะครับที่ผมรู้สึกสนใจ

สามดาวครับ

Star31

(8/10)

Advertisements