Action

Licence to Kill (1989) 007 รหัสสังหาร

1359902518

จริงๆ แล้วก่อนนี้ผมเฉยกับบอนด์ภาคนี้นะครับ ด้วยโทนเรื่องที่ถือว่าหนักขึ้นและบอนด์เองก็ออกแนวพระเอกล้างแค้นมากกว่าจะมาเป็นสายลับอังกฤษทรงเสน่ห์แบบเดิมๆ

แต่พอเวลาผ่านไป กลับมาดูบอนด์ภาคนี้อีกรอบ ผมกลับโอเคกับมันมากขึ้น

ที่ว่าโอเคนี่ไม่ได้หมายถึงชอบมากมายนะครับ เพียงแค่รู้สึกสนุกกับการดู Licence to Kill มากขึ้นกว่าเมื่อก่อน ที่พอดูจบแล้วรู้สึกเหมือนเจอคนแปลกหน้ามากกว่าจะเป็นบอนด์ที่เราคุ้นเคย

สำหรับงานสร้างของบอนด์ภาคนี้ จะว่าไปทีมงานก็กดดันไม่น้อยครับ เริ่มจากความพยายามของ Albert R. Broccoli ผู้อำนวยการสร้างคนเดิม กับ Michael G. Wilson และ Richard Maibaum 2 มือเขียนบทเจ้าเก่า ที่ต้องมาจับเข่าคุยกันว่าควรเดินเรื่องบอนด์ไปในทิศทางไหนดี

แล้วพวกเขาก็ย้อนนึกไปถึงสมัยที่ Roger Moore เป็นเจมส์ บอนด์น่ะครับ พวกเขายังจำได้กับการตัดสินใจที่ทำให้บอนด์ภาคที่ 2 ของ Moore กลายเป็นหนึ่งในความผิดพลาดครั้งสำคัญ และความพลาดที่ว่าคือ การลดความเข้มข้นของเรื่องราวจนทำให้หนังมีช่องโหว่หลายจุด และแน่นอนว่านั่นส่งผลถึงความสนุกและผลตอบรับต่อตัวหนังด้วย

ครั้งนี้พวกเขาเลยไม่ยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยครับ จึงจัดการทำให้บอนด์ตอนที่ 2 ของ Timothy Dalton มีความเข้มข้นและจริงจังมากขึ้น เริ่มจากการหาโลเกชั่นใหม่ๆ ให้บอนด์ไปผจญภัย ตัวเลือกแรกของพวกเขาคือประเทศจีนครับ เพราะก่อนหน้านั้นยังไม่มีหนังเรื่องไหนได้แหวกม่านไม้ไผ่ เข้าไปถ่ายทำหนังในจีนได้แบบจริงจัง ตามด้วยการผูกเรื่องให้บอนด์ต้องไปเผชิญกับเจ้าพ่อนักค้ายาเสพติดรายใหญ่แห่งสามเหลี่ยมทองคำ

1359905696

แต่แล้วแผนที่วางไว้ก็มีอันต้องระงับ เพราะหนังเรื่อง The Last Emperor ดันได้สิทธิ์เข้าไปถ่ายทำในจีนก่อน ทีนี้พอโลเกชั่นที่น่าจะสดใหม่สำหรับฮอลลีวู้ดกลับกลายเป็นความไม่สดไปเสียแล้ว พวกเขาเลยตัดสินใจโยกเรื่องให้มาเกิดแถบเม็กซิโกแทน

ทีนี้พอมาถึงขั้นตอนการเขียนบท ปรากฏว่าตอนนั้นเกิดการประท้วงของสมาคมนักเขียนบทแห่งประเทศอเมริกาพอดี ทำให้ Wilson ต้องมานั่งเทียนเขียนบทเพียงลำพัง (เนื่องจาก Maibaum อยู่ในสมาคมครับ และถ้าสมาคมประท้วงเขาก็ต้องประท้วงด้วย จะไปเขียนบทอะไรที่ไหนก็ไม่ได้ ไม่เช่นนั้นอาจถูกขับออกจากสมาคม แล้วก็จะส่งผลต่อการทำงานในฐานะนักเขียนบทของเขาไป)

และการเขียนบทครั้งนี้ก็ถือเป็นการเขียนบทบอนด์แบบจริงจังเป็นครั้งแรก เนื่องจาก 15 ตอนที่ผ่านมานั้น พวกเขาจะเขียนโดยอิงจากนิยายของ Ian Fleming ไม่มากก็น้อย หรืออย่างน้อยก็ต้องเอาชื่อตอนของนิยายมานำร่องในการเขียนเรื่อง แต่ประเด็นคือองค์ประกอบทั้งหลายในนิยายบอนด์นั้นถูกนำมาใช้ไปจนหมดแล้ว ทำให้ Wilson ต้องคิดพล็อตใหม่ขึ้นมา โดยใช้บางองค์ประกอบจากเรื่องสั้นของบอนด์ตอน The Hildebrand Rarity มาใส่ลงไป

Wilson ก็ได้ไอเดียว่าเขาอยากให้บอนด์ออกมาทำภารกิจส่วนตัวเพียงลำพัง โดยที่ทางการไม่เห็นด้วย ประหนึ่งเป็น โรนิน (ซามูไรไร้นาย) ซึ่งเขาก็ได้แรงบันดาลใจนี้มาจากหนังเรื่อง Yojimbo ของ Akira Kurosawa นั่นเองครับ

เรียกว่าทีมงานหมายมั่นใส่ความใหม่หลายๆ อย่างลงไปในหนังบอนด์ตอนนี้ ไม่ว่าจะการทำงานนอกราชการ ประเภทว่าโดนถอดรหัสสังหาร 007 คืนไป ทำให้เขาต้องลุยเดี่ยวและหาพันธมิตรเอาเอง หรือการเพิ่มดีกรีความโหดในการเล่นงานเหล่าร้ายที่ในภาคนี้เราจะได้เห็นเลือดกันมากกว่าภาคที่ผ่านๆ มาเยอะครับ บางฉากก็แรงติดเรตกันไปเลย (หนังได้เรต R ครับ)

พอบทร่างเสร็จการประท้วงของสมาคมก็ยุติ ทำให้ Maibaum กลับมาช่วยเกลาในขั้นตอนสุดท้ายได้ และผลที่ได้ก็ออกมาเป็นดังนี้ครับ

1359905734

อย่างที่บอกว่าการลุยครั้งนี้ของบอนด์ (Dalton) ไม่ได้ทำตามภารกิจหน้าที่ใดๆ แต่เป็นการแก้แค้นโดยเฉพาะ เนื่องจากเฟลิกซ์ ไลเตอร์ (David Hedison ผู้เคยรับบทนี้มาก่อนจาก Live and Let Die) CIA เพื่อนซี้ของบอนด์โดนเจ้าพ่อค้ายาเสพติดระดับโลกอย่าง ฟรานซ์ ซานเชซ (Robert Davi) ทำร้ายร่างกายจนทุพพลภาพ ซ้ำยังฆ่าภรรยาของเฟลิกซ์ในคืนวิวาห์อีกด้วย ทำให้บอนด์ไม่สามารถอยู่เฉยได้ครับ เพราะในอดีตเขาก็เคยโดนพรากเจ้าสาวไปหลังพิธีวิวาห์เหมือนกัน (ดูเป็นเหตุการณ์จากตอน On Her Majesty’s Secret Service ครับ)

แม้ว่า M (Robert Brown) จะสั่งห้ามบอนด์ไม่ให้ล้างแค้นส่วนตัวแล้วยังเพิกถอนใบอนุญาตฆ่ากับรหัส 007 ของเขาก็ตาม แต่บอนด์ก็ไม่สนใจครับ เขาหลับหนีทางการออกโรงใช้ความสามารถและทุกแหล่งข่าวที่มีในการแทรกซึมเข้าไปเป็นพวกของซานเชซ จุดประสงค์นอกจากจะถล่มองค์กรค้ายาของมันให้ราบแล้ว ยังวางแผนทำให้มันและพรรคพวกต้องพบจุดจบอย่างสาสมที่สุด

…ก็เล่นกับใครไม่เล่น ดันมาเล่นกับเพื่อนบอนด์ แบบนี้มีหวังตายไม่ดีกันหมดแน่ครับ

อย่างที่บอกครับว่าสมัยก่อนตอนดูนั้นออกจะรู้สึกแปลกหน้าแปลกอารมณ์กับบอนด์ภาคนี้ เพราะเขากลายเป็นพระเอกเดี่ยวท้าลุยแบบที่หนังสมัยนั้นนิยมทำกันออกมา จนออกจะเกิดคำถามเหมือนกันว่าไหงทีมงานถึงทิ้งเสน่ห์ตำรับของตัวเอง แล้วไปเดินตามรอยหนังพิมพ์นิยมเรื่องอื่นเข้าล่ะนั่น

แต่พอได้รู้ว่าทีมงานพยายามเพิ่มความเข้ม ความหม่น และความใหม่ให้กับบอนด์แล้ว ก็พอจะเข้าใจล่ะครับ แต่น่าเสียดายนิดๆ ที่ความใหม่ของบอนด์นั้นดันไม่ใช่ของใหม่สำหรับโลกภาพยนตร์ในเวลานั้นสักเท่าไร และก่อนหน้าบอนด์จะออกฉาย ก็มีหนังแอ็กชันที่ผสมสูตรใหม่กว่าออกมาอย่าง Deathwish (ก่อนบอนด์ภาคนี้จะออกฉาย ปู่ Charles Bronson ก็เอาสูตรนี้มาเล่นประมาณ 4 ภาคเข้าไปแล้ว), Robocop (อันนี้อัพเกรดตัวเอกให้เป็นหุ่นด้วย) ไหนจะหนังบู๊ลีลาใหม่ (ในตอนนั้น) อย่าง Die Hard และ Lethal Weapon อีก จึงไม่แปลกใจหากคนดูจะรู้สึกธรรมดากับบอนด์ภาคนี้ เรียกว่าใหม่กับบอนด์ แต่กับคนดูนั้นเจอมาเยอะแล้ว

แต่ถ้าว่ากันตามคุณภาพนะครับ บอนด์ภาคนี้ก็ยังมีความเข้มข้นในระดับที่ไม่เลว แอ็กชันก็ไหลมาเทมาพอๆ กับสถานการณ์กดดันชวนลุ้นทั้งหลาย อีกทั้งบอนด์ยังต้องใช้สมองในการวางแผนล่อให้พวกซานเชซเดินมาตกหลุมทีละคนหรือไม่ก็เสี้ยมให้มันกัดกันเอง โดยที่พึ่งพาอุปกรณ์พิเศษน้อยมาก ดังนั้นบอนด์ภาคนี้แม้จะติดว่าพี่แกดูเจ้าคิดเจ้าแค้นมากเกินไป แต่เราก็ได้เห็นปฏิภาณไหวพริบของบอนด์ในปริมาณที่มากกว่าตอนอื่นๆ อยู่เหมือนกัน

1359905870

ด้านดาราก็นับว่าเลือกมาได้ไม่เลวครับ แต่กับบางบทก็ดูเหมือนจะใช้ไม่คุ้มเท่าไร อย่างสาวบอนด์ประจำตอน แพม บูเวียร์ที่รับบทโดย Carey Lowell ก็ดูทะมัดทะแมงไปกับบอนด์ได้ไม่เลว เพียงแต่บทสาวบอนด์ของเธอนี้ดูจะมีบทบาทน้อยไปหน่อยเมื่อเทียบกับสาวบอนด์คนอื่นๆ, Davi ก็หายห่วงครับกับบทร้ายๆ แบบนี้ หน้าแกให้อยู่แล้ว ฝีมือท่าทางนี่น่ากลัวไปกันใหญ่, Hedison ก็แจ๋วเสมอในบทเฟลิกซ์ที่ดูเป็นมิตรกับบอนด์มากที่สุดในบรรดาคนแสดงเป็นเฟลิกซ์ทั้งหลาย

Talisa Soto มารับบท ลูเป้ ลาโมร่า สาวบอนด์อีกคนที่เสน่ห์ไม่ใช่น้อยๆ แต่ก็ไม่ได้มีความสำคัญมากเท่าที่คิด, Desmond Llewelyn กับบท Q ที่คราวนี้ออกมาทำงานนอกสถานที่เพื่อบอนด์โดยเฉพาะ และเรายังได้เห็น Benicio Del Toro สมัยละอ่อนกับบทลูกน้องตัวร้ายอีกรายของซานเชซ และ Pedro Armendáriz Jr. ลูกชายของ Pedro Armendáriz คนพ่อผู้ล่วงลับที่เคยแสดงบทคาริม เบย์ พันธมิตรของบอนด์ตอน From Russia With Love ก็มาร่วมแสดงด้วยในบทประธานาธิบดีเฮคเตอร์ โลเปซ

1359905762

โดยส่วนตัวแล้ว ผมว่าบอนด์ตอนนี้ก็ยังโอเคครับ ถ้าไม่คิดมากและไม่ติดกับภาพบอนด์แบบเดิมๆ คิดซะว่าเป็นบอนด์นอกตำรามันก็ดูได้เรื่อยๆ อย่างน้อยผู้กำกับ John Glen ก็คุมหนังได้ไม่เลว เพียงแต่ลูกเล่นอาจไม่เยอะ ทำให้มีช่วงอืดชืดเยอะไปบ้าง และบอนด์ภาคนี้ยังยาวตั้ง 133 นาที จริงๆ ถ้าสั้นลงกว่านี้เหลือแค่ 2 ชั่วโมงมันอาจพอดีคำกว่านี้ก็ได้

เรียกว่าภาคนี้ดูได้ ไม่เลว แต่ก็ยังไม่สนุกเท่าบอนด์ตอนอื่นๆ หรือแม้แต่หนังแอ็กชันในแนวทางเดียวกันเรื่องอื่นๆ อย่าง Deathwish

สำหรับรายได้นั้น ภาคนี้ไม่ทำเงินอย่างแรงครับ สาเหตุสำคัญที่ภาคนี้ไม่ประสบความสำเร็จทางรายได้เลย คือ หนังฉายผิดจังหวะ เพราะในปี 1989 ที่ Licence to Kill ลงโรง มันมีหนังยักษ์อย่าง Batman, Indiana Jones and the Last Crusade, Lethal Weapon 2, The Abyss, Star Trek V: The Final Frontier, Honey, I Shrunk the Kids และ Ghostbusters II

…. บอนด์เลยโดนขยี้ ทำให้รายได้ในอเมริกาของบอนด์ ทำไปเพียง $33 ล้าน ในขณะที่ทุนสร้างล่อไป $32 ล้าน ยังไม่รวมค่าโฆษณาอีก ซึ่งไม่มีบอนด์ภาคไหนทำรายได้คาบลูกคาบดอกขนาดนี้มาก่อน ดีที่ได้รายได้ต่างประเทศมากู้หน้าไว้ (รวมทั่วโลกประมาณ $156 ล้านครับ)

เมื่อกระแสตอบรับออกมาไม่ดีนัก ทีมผู้สร้างจึงหยุดการผจญภัยของบอนด์ไว้ เพราะรู้ว่าคงไม่อาจหาอะไรแปลกใหม่ไปต่อกรกับหนังสมัยใหม่ที่อุดมจินตนาการและลูกเล่นได้ บอนด์จึงหยุดสร้างไปนานถึง 6 ปีครับ แต่เป็น 6 ปีที่ทีมงานพยายามบ่มเพาะสไตล์ให้คงที่ และหาจุดแข็งมาต่อกรกับหนังฟอร์มยักษ์เรื่องอื่นๆ อันนำมาสู่บอนด์ยุคใหม่ใน Goldeneye

สำหรับภาคนี้ สองดาวใกล้ครึ่งครับ

Star21

(6.5/10)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.