Action

The Man with the Golden Gun (1974) 007 เพชฌฆาตปืนทอง

1358078301

เมื่อบอนด์ภาค Live and Let Die ที่เป็นการเปิดตัว Roger Moore ในฐานะสายลับ 007 เป็นครั้งแรกนั้น ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม จึงท่ำให้บอนด์ตอนที่ 9 ถูกสร้างต่อทันทีครับ

สำหรับบอนด์ตอน The Man With The Golden Gun นั้น แรกเริ่มเดิมที Albert R. Broccoli และ Harry Saltzman 2 ผู้อำนวยการสร้างนั้นหมายมั่นที่จะสร้างเป็นเรื่องต่อจากภาค You Only Live Twice โดยวางโลเคชั่นไว้ว่าจะไปถ่ายทำที่กัมพูชา แต่ไปๆ มาๆ ก็ไม่สามารถขอใช้พื้นที่ถ่ายทำได้ ทำให้ผู้สร้างหันมาทำตอน On Her Majesty’s Secret Service แทน

แล้วบอนด์ตอนนี้ก็อยู่ในใจ 2 ผู้สร้างมาตลอด แต่ก็ยังไม่สบโอกาสจะสร้างเสียที (เพราะก่อนหน้านี้ก็วุ่นๆ อยู่กับการเปลี่ยนตัวบอนด์) จนในที่สุดพอผู้ชมยอมรับกับบอนด์คนใหม่อย่าง Moore แล้ว พวกเขาก็เลยคิดที่จะเอาบอนด์ตอนนี้มาทำต่อทันที โดยมอบหน้าที่เขียนบทให้กับ Tom Mankiewicz ซึ่งบทที่เขาเขียนนั้นออกแนวเครียดครับ จะเป็นการพยายามเน้นการขับเคี่ยวแบบเข้มข้นระหว่างบอนด์ ยอดสายลับพระกาฬ กับ ฟรานซิสโก้ สการามังก้า เจ้าของฉายาเพชฌฆาตปืนทอง ที่กล่าวกันว่าเป็นขั้วตรงข้ามของบอนด์ในทุกๆ ด้าน และบทร่างแรกยังกำหนดให้สการามังก้าเก่งกาจกว่าบอนด์อีกต่างหาก

1358614168

แต่ทีนี้ Guy Hamilton ที่นั่งเก้าอี้กำกับภาคนี้เกิดไม่เห็นด้วย เพราะเขาอยากให้เรื่องมันไม่หนักเกินไป มีอารมณ์ขันแบบเบาๆ เหมือนภาคก่อนๆ อีกทั้งเขาไม่เห็นด้วยกับไอเดียที่จะให้ “ตัวร้ายเก่งเทพกว่าตัวเอก” ทำให้ Mankiewicz ถูกแทนที่ด้วย Richard Maibaum เจ้าเก่าที่ปรับบทให้เบาลง และปรับระดับความเก่งของบอนด์และสการามังก้าให้เสมอกันตามความต้องการของ Hamilton

นอกจากนี้ ด้วยความที่ขณะนั้นโลกกำลังสนใจประเด็นเรื่องพลังงานสำรอง (เนื่องจากตอนนั้นโลกอยู่ในช่วงวิตกกันเกี่ยวกับวิกฤตการณ์พลังงานพอดี) Michael G. Wilson ลูกเลี้ยงของ Broccoli ซึ่งกำลังสนใจเรื่องนี้เหมือนกัน เลยเสนอให้ใส่พล็อตรองลงไป ว่าด้วยการตามหาแย่งชิงสิ่งที่เรียกว่า โซเล็กซ์ อันเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้เราสามารถดึงพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ได้

ด้านการคัดนักแสดงมารับบทสการามังก้านั้น ตอนแรกทีมงานอยากได้ Jack Palance มาสวมบท แต่เขาก็ปฏิเสธครับ แล้วทีนี้ 2 ผู้สร้างก็นึกถึง Christopher Lee ขึ้นมา

จริงๆ แล้ว Lee เคยเกือบได้รับบท ดร. โน ศัตรูตัวแรกของบอนด์นะครับ เนื่องจากเขากับ Ian Fleming เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน และ Fleming เห็นว่าบทนี้เหมาะกับ Lee แต่ในเวลาต่อมา บทก็ตกเป็นของ Joseph Wiseman ซึ่งดูจะเหมาะสมกับบทกว่า

1358614203

แล้วพอดีว่าบทสการามังก้านั้น ตามรูปลักษณะแล้ว จะต้องตัวสูง ร่างเพรียวดูแคล่วคล่อง และมีความน่ากลัวแฝงอยู่ในแววตา ซึ่งทุกคุณสมบัตินั้นตรงกับ Lee พอดิบพอดี ทำให้บทนี้ตกเป็นของเขาไปในที่สุด

สำหรับเนื้อเรื่องสรุปในภาคนี้ ก็ว่าด้วย บอนด์ (Moore) ต้องเผชิญหน้ากับสุดยอดมือสังหาร ฉายาเพชฌฆาตปืนทอง ฟรานซิสโก้ สการามังก้า (Lee) ผู้ปลิดชีพเหยื่อด้วยกระสุนทองคำ ส่วนค่าจ้างก็ครั้งละ $1 ล้าน แล้วเมื่อยอดสายลับอันดับหนึ่งมาเจอกับยอดมือสังหารที่ฆ่าคนได้ไม่เคยพลาดเป้า เรื่องราวจะลงเอยเช่นไร

ถ้าว่ากันจริงๆ แล้ว บทของบอนด์ในภาคนี้แม้จะพยายามเพิ่มอะไรลงไปหลายอย่าง แต่สิ่งที่เพิ่มนั้นกลับไม่สามารถทำให้เรื่องแน่นขึ้นเท่าไร ยิ่งทีมงานตัดสินใจตัดประเด็นการขับเคี่ยวระหว่างบอนด์กับสการามังก้าออกไป ยิ่งทำให้เนื้อเรื่องโล่งโถง แม้หนังจะพยายามเพิ่มเรื่องโซเล็กซ์ลงไป กับมุกตลกประปราย แต่ประเด็นหลักๆ เกี่ยวกับตัวร้ายของสการามังก้านั้น กลับไม่เข้มข้นพอ แม้แต่ความร้ายกาจของเขาก็ไม่มากมายดังคาด

บอนด์ภาคนี้จึงไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าที่ควร รายได้ทั่วโลกเบ็ดเสร็จทำไปได้ $97.6 ล้านเท่านั้น

แล้วที่น่าหนักใจหน่อยคือ สาวบอนด์ประจำตอนที่ชื่อว่า แมรี่ กู๊ดไนท์ (Britt Ekland เซ็กซ์ซิมโบลคนหนึ่งแห่งยุคนั้น) แม้จะสวยน่ารักหุ่นดีอย่างแรง อีกทั้งยังขยันนุ่งน้อยห่มน้อยในช่วงท้าย แต่ไปๆ มาๆ เธอดันออกแนวแม่สาวผมบลอนด์ที่ขยันทำเรื่องให้มันวุ่นยิ่งขึ้น (บอนด์เกือบตายหลายครั้งก็เพราะเธอนี่แหละ)

1358614257

บอนด์ภาคนี้จึงไม่มีอะไรประทับใจเท่าคราวก่อนๆ แล้วถ้าดูดีๆ จะรู้สึกว่าฉากแอ็คชั่นในหนังนั้น มาทางเดียวกับ Live And Let Die ทั้งการไล่ล่าทางรถและทางเรือ (อารมณ์เหมือนดูบอนด์ภาคที่แล้วซ้ำน่ะครับ)

แต่กระนั้น ถ้าถามว่าบอนด์ภาคนี้ดูได้ไหม ผมก็ว่ายังดูได้ครับ สนุกแบบเพลินๆ อย่างน้อยก็ได้การแสดงดีๆ ของ Moore กับ Lee มาช่วยหนังไว้ได้ แล้วฉากบู๊โม้ๆ ที่หนังพยายามใส่ลงมา เช่น ฉากขับรถข้ามสะพานขาดที่ขับจริงข้ามจริง สลิงก็ไม่ใช้ ก็สร้างความตื่นตาได้บ้าง

นอกจากนี้หนังยังมาถ่ายทำในเมืองไทยครับ เราก็จะได้เห็นสภาพบ้านเมืองในยุค 70 ของเรา พร้อมทั้งภูมิใจในทิวทัศน์ที่งดงามของเกาะเขาพิงกันและเกาะตะปู ที่จัดได้ว่าเป็นโลเกชั่นที่โดดเด่นมากแห่งหนึ่งในหนังชุดนี้ ก็ถือเป็นอะไรเล็กๆ น้อยๆ ที่ผู้ชมชาวไทยน่าจะชื่นชอบหนังภาคนี้ขึ้นอีกหน่อย

แม้ภาคนี้จะทำเงินไม่เยอะ ดังไม่มากและเนื้อหาเบาอย่างยิ่ง แต่ผู้สร้างก็พร้อมจะแก้มือในภาคต่อไปครับ ในชื่อตอนว่า The Spy Who Loved Me แต่ขณะที่อยู่ในช่วงเตรียมงานสร้างนั้นเอง ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อ Saltzman มีปัญหาทางการเงิน อีกทั้งภรรยาก็ป่วยมาก ตัวเขาเองก็มีอาการเครียดจนไม่สามารถทำงานได้อีก จึงตัดสินใจขายหุ้นที่ถืออยู่ทั้งหมด (มูลค่า 20 ล้านปอนด์) ทำให้ Broccoli ต้องฉายเดี่ยวเป็นผู้อำนวยการสร้างเพียงลำพังในเวลาต่อมา

และด้วยเรื่องนี้ส่งผลให้หนังบอนด์ตอนที่ 10 ใช้เวลานานกว่าจะเปิดกล้อง เพราะผู้สร้างต้องมานั่งจัดการเรื่องหุ้น เรื่องทางกฎหมายและปรับการบริหารงานใหม่

แต่การกลับมาครั้งต่อไปของบอนด์ เข้าอีหรอบมาช้าแต่ชัวร์ เพราะบอนด์ภาคถัดไปน่าจะเรียกได้ว่าเป็นบอนด์ที่เจ๋งสุดของ Moore ก็ว่าได้

สำหรับภาคนี้ สองดาวครึ่งยังพอได้ครับ

Star22

(7/10)

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s