Action

On Her Majesty’s Secret Service (1969) ยอดพยัคฆ์ราชินี 007

1355680025

หลังจาก Sean Connery ประกาศเลิกเล่นเป็นสายลับเจมส์ บอนด์ 007 ไป การตามหาบอนด์คนใหม่จึงถือเป็นเรื่องใหญ่สุดๆ ครับ เรียกว่าเป็นข่าวดังที่ไม่มีสำนักข่าวไหนไม่เกาะติดก็ว่าได้

ตอนแรกผู้อำนวยการสร้าง Albert R. Broccoli เล็งไปที่ Timothy Dalton พระเอกละครเวทีมากฝีมือ แต่ตัว Dalton เองก็ปฏิเสธบทไป เพราะคิดว่าตนยังเด็กเกินไปสำหรับบทนี้

ทางด้าน Harry Saltzman อีกหนึ่งผู้สร้างก็ติดต่อไปที่ Roger Moore แต่เจ้านี้ก็มาเล่นไม่ได้ เพราะติดสัญญากับซีรี่ส์ The Saint (สิงห์สำอางค์) ซึ่งตอนนี้ซีรี่ส์นี้ก็กำลังดังเป็นพลุอยู่เช่นกัน

พอเมียงมองหาคนมารับบทบอนด์ไม่เจอ เหล่าผู้สร้างก็เลยเข้าสู่โหมดมืดแปดด้านครับ ไม่รู้จะทำอย่างไร แต่แล้ววันหนึ่ง Broccoli ก็เกิดไปเตะตานายแบบนาฬิกาโรเล็กซ์นามว่า George Lazenby เข้า และพอดีอีกเหมือนกันที่ Lazenby สนใจจะไปคัดตัวในบทบอนด์อยู่แล้ว จึงไปตัดผมทรงเจมส์ บอนด์ที่ร้านประจำของ Sean Connery ซึ่งตอนที่ไปตัด ก็ประจวบเหมาะแบบสุดๆ ครับ เพราะ Broccoli ก็อยู่ที่นั่นด้วย (เนื่องจากเป็นร้านประจำของเขาเหมือนกัน)

พอ Lazenby เห็นโอกาส การสนทนากึ่งเจรจาเลยเริ่มต้น ว่ากันว่าเพราะลีลาการกล่อมคนของ Lazenby (เขาเคยเป็นเซลล์แมนมาก่อน) ทำให้ Broccoli สนใจและเรียกไปคัดตัว จากนั้นเขาก็ได้บทมา ด้วยสาเหตุประการสำคัญคือ หน้าตาท่าทางนายคนนี้คล้าย Connery นอกจากนี้ตอนเทสต์บทบู๊ก็เป็นที่น่าพอใจ บอนด์คนใหม่จึงถือกำเนิดทันที

1358612420

พอดารานำเปลี่ยน ผู้กำกับก็เปลี่ยนครับ ผู้สร้างตัดสินใจดัน Peter R. Hunt มือตัดต่อหนังบอนด์ตั้งแต่ภาคแรกมาโชว์ฝีมือ แล้วก็เดินงานสร้างบอนด์โดยหยิบเอานิยาย On Her Majesty’s Secret Service มาสร้าง ซึ่งทีมงานเขียนบทก็ตั้งใจจะให้เรื่องราวออกมาใกล้เคียงกับนิยายที่สุด หลังจากภาคก่อนหลุดจากนิยายไปไกลอยู่

ตอนแรกบทหนังเขียนให้บอนด์มีการผ่าตัดแปลงโฉมเพื่อจะได้แทรกซึมเข้าไปเจอโบลเฟลด์โดยไม่ให้อีกฝ่ายจำได้ และจะได้เข้ากับการเปลี่ยนตัวแสดงจาก Connery เป็น Lazenby ด้วย แต่ไปๆ มาๆ ผู้สร้างก็คิดว่ามันไม่ใคร่จะเข้าท่า เพราะบอนด์ไม่ใช่สายลับประเภทที่จะมาเปลี่ยนหน้าแปลงตา เลยตัดส่วนนี้ออก แล้วก็ทำเหมือนบอนด์กับโบลเฟลด์ไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อน เรียกว่าตีเนียนแทนน่ะครับ

เนื้อเรื่องบอนด์ภาคนี้กำหนดให้บอนด์ (Lazenby) ออกโรงสืบหาโบลเฟลด์ (Telly Savalas) ที่ยังลอยนวล ข่าวล่าสุดแจ้งว่าโบลเฟลด์ไปเก็บตัวอยู่ที่สถาบันวิจัยบนยอดเขาแถบสวิสเซอร์แลนด์ บอนด์เลยปลอมตัวเข้าไปสืบ ก่อนจะพบแผนร้ายของโบลเฟลด์ที่หมายจะทำลายโลกด้วยสารพิษ

ความพิเศษของบอนด์ภาคนี้คือ เป็นตอนแรกและตอนเดียวที่บอนด์พบรักแท้และลงเอยด้วยการแต่งงาน เธอคือ เทรซี่ ดราโก (Diana Rigg) สาวหัวรั้นลูกเจ้าพ่อใหญ่ ซึ่งบุคลิกของเธอแข็งแกร่งละไม่มีใครปราบได้ นอกจากบอนด์เท่านั้น ด้วยความที่ทั้งสองมีลักษณะคล้ายกันในหลายด้าน และบอนด์ยังเคยช่วยชีวิตเธอไว้ด้วย (เธอคิดฆ่าตัวตายเพราะขาดความอบอุ่นครับ และบอนด์ก็เลยตัดสินใจมอบความอบอุ่นให้เธอ) ความรักเลยก่อตัว อันนำมาสู่พิธีวิวาห์ในที่สุด

1358612457

การถ่ายทำหนังภาคนี้มีข่าวลบๆ ของ Lazenby ตลอด ไม่ว่าจะความเอาแต่ใจของเขา ที่คิดว่าตัวเองเป็นดาราใหญ่เลยชอบฟาดงวงฟาดงากับทุกคน จน Rigg และผู้กำกับ Hunt แทบไม่อยากมองหน้า มิหนำซ้ำยังผลาญงบกองถ่ายไปกับรถส่วนตัวและบุหรี่ชั้นดีที่เขาเชื่อว่ามันจำเป็นต่อภาพลักษณ์ดาราใหญ่เช่นเขา

อาจจะเพราะข่าวแง่ลบนี่แหละ ผู้ชมเลยพากันหมั่นไส้พาลไม่ไปติดตามหนังบอนด์ภาคนี้เท่าไร หนัง 007 ทุนสร้าง $7 ล้านเรื่องนี้เลยทำเงินในอเมริกาแค่ $22 ล้าน ดีที่ได้เงินจากตลาดโลกมาช่วย (เบ็ดเสร็จ 87.4 ล้าน) หนังเลยไม่ขาดทุน แต่ทางผู้สร้างก็ร่ำๆ ว่าจะเลิกสัญญานาย George คนนี้ซะ

ทว่าเหตุการณ์กลับพลิกผัน เพราะคนบอกเลิกสัญญาดันกลายเป็น Lazenby เสียเอง!

เหตุผลก็คือเขาเล็งเห็นว่าหนัง 007 ไม่น่าจะมีอนาคตอีกต่อไปแล้ว และอาจจะเป็นผลร้ายต่อชีวิตการแสดงของเขาอีกด้วย ทำให้ Lazenby ประกาศเลิกสัญญาทันที ซึ่งทางผู้สร้างก็ไม่มีปัญหาใดๆ เนื่องจากมันตรงตามความประสงค์ของพวกเขาอยู่แล้ว

แต่ถ้าไม่นับข่าวลบๆ จากกองถ่ายแล้ว หนังบอนด์ตอนนี้ถือว่าใกล้เคียงนิยายมากครับ เรื่องราวก็จัดว่าน่าสนใจ ถ้าจะบอกว่าพล็อตมีความเข้มข้นก็คงไม่ผิดอะไรนัก เพราะนอกจากจะมีเรื่องราวการสืบสวนผสมแอ็กชันของสายลับ 007 แล้ว ยังสอดแทรกประเด็นความรักของบอนด์ลงไปอย่างพอเหมาะ แต่อันนี้ก็น่าเสียดายครับที่ Lazenby แสดงออกถึงประเด็นเหล่านี้ได้ไม่ถึงขั้น

โดยส่วนตัวผมชอบพล็อตความรักระหว่างบอนด์กับเทรซี่นะครับ สองคนนี้มีอะไรเหมาะสมกันหลายอย่าง ทั้งความดื้อดึงหัวรั้นไม่ยอมใคร ต่างคนต่างก็มีชีวิตที่อ้างว้างเปล่าเปลี่ยว บนเส้นทางการทำงานของบอนด์นั้น เขาแทบไม่เจอใครที่จะแบ่งปันอารมณ์ความรู้สึกด้วยได้เลย ส่วนเทรซี่เองก็ขาดความอบอุ่น อยากได้คนเข้าใจ อยากได้คนดูแล เรียกว่าถ้าถอดรหัสเอาเฉพาะบทมาดูกันแล้ว ต้องถือว่าความรักของบอนด์ครั้งนี้น่าสนใจกว่าครั้งใดๆ เลยก็ว่าได้ เพราะมันถือเป็นการเจาะลึกสภาพจิตใจและแง่มุมความเป็นคนของบอนด์ไปในคราวเดียว

แต่ก็นั่นแหละครับ เสียดายที่ภาพบนจอและการแสดงไม่ไปถึงจุดนั้น แม้แต่ Rigg เองก็ไม่สามารถทำให้คนดูเชื่อสนิทใจได้ว่าเธอรักบอนด์ ซึ่งอันนี้ก็พอเข้าใจล่ะครับ ในเมื่อเธอกับ Lazenby มีปัญหากันบ่อยๆ เช่น ฉากเข้าพระเข้านางที่ต้องมีการประกบปากจูบกันนั้น เผอิญว่าก่อนเข้าฉาก Rigg ดันไปกินอาหารที่มีกลิ่นกระเทียมแรงๆ เข้า ทีนี้พอปากเธอประกบปาก Lazenby ฝ่ายชายก็หมดอารมณ์ทันที และหยุดแสดงฉากนั้นไปพักหนึ่งเลยทีเดียว

เอาเถอะครับ นี่เล่าพอให้ได้ทราบกันจะได้เข้าใจว่าทำไมการแสดงเข้าพระเข้านางของทั้งสองถึงดูห่างเหินยังไงพิกล

1358612524

ด้านงานฉากก็จัดว่าเยี่ยมครับ อย่างฉากบนยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ กับการไล่ล่าด้วยสกีนับว่าน่าจดจำ การตามสืบในสถาบันวิจัยก็ลึกลับไม่เลว ซ้ำตอนจบยังมีเซอร์ก็ไพรส์ให้คนดูอึ้งหน่อยๆ ด้วย นอกจากนี้ที่ไม่ชมไม่ได้คือการแสดงของ Savalas ในบทโบลเฟลด์ ที่ถือว่าเยือกเย็น อำมหิตได้โดยไม่ต้องออกแรง

สรุปว่าบอนด์ภาคนี้มีของดีหลายอย่างครับ แต่ไม่ได้รับการดันจุดดีเหล่านั้นให้ออกมาโลดแล่นบนแผ่นฟิล์ม และการแสดงของ Lazenby เอง แม้จะไม่ได้ย่ำแย่อะไรมาก แต่ก็ยังไม่สามารถครองใจคนดูได้

จริงๆ ก็เห็นใจเขาเหมือนกันนะครับ เล่นหนังครั้งแรกในชีวิตก็เจอบทที่ต้องแสดงออกทางอารมณ์เลย ประสบการณ์ยังไม่มี แอ็กติ้งยังไม่แม่น เลยทำให้ผลที่ได้ออกมาเป็นเช่นที่เราเห็นน่ะครับ

แต่ยังไงบอนด์ภาคนี้ก็ยังถือว่าน่าพอใจครับ ส่วนหนึ่งคงเพราะ “ของดี” ในเรื่องที่แม้จะไม่เปล่งรัศมีออกมา แต่ก็พอจะพยุงหนังให้ออกมาโอเคได้

สองดาวครึ่ง ยังได้อยู่ครับ

Star22

(7/10)