Action

The Dark Tower (2017) หอคอยทมิฬ

The-Dark-Tower-Poster-2

ในโลกที่หนังเต็มไปด้วย “การเปิดจักรวาลโน่นนี่” มีอยู่ 2 จักรวาลที่ผมอยากให้มีคนเปิดให้สำเร็จ แต่ก็รู้ว่าเป็นไปได้ยาก เพราะคนที่จะเปิดได้ต้องเทพจริงๆ และมันอาจเป็นจักรวาลที่ไม่ได้ทำเงินระเบิดระเบ้อเหมือนใครเขา

จักรวาลแรกคือของ H.P. Lovecraft (ที่เอาแค่นิยายแปลไทยก็หายากแล้ว) ส่วนอีกจักรวาลก็คือของ Stephen King ครับ โดยส่วนตัวแล้วผมว่าจักรวาลของ 2 คนนี้แหละคือ Dark Universe ของจริง เป็นอภิมหา Universe ที่เต็มไปด้วยความสดเลยก็ว่าได้

The Dark Tower คือโคตรนิยายที่ King ร่ายไว้ มี 8 เล่มครับ แม้ผมจะมีโอกาสได้อ่านแค่ 3 เล่มแรก แต่ก็ตระหนักได้เลยว่าป๋า King ปล่อยของเอาไว้เยอะ เล่มแรกอาจเนือยๆ แต่เล่มถัดไปจะเริ่มสวิงสวายมากขึ้น แต่ในโอกาสนี้ก็ขอละไว้ครับ ขอพูดเฉพาะหนังก็พอ

หนังก็เอาเค้าโครงของนิยายมาผูกเป็นเรื่องครับ พล็อตสรุปง่ายๆ เลยก็คือ เจค (Tom Taylor) เป็นเด็กที่มีสัมผัสสามารถเชื่อมเห็นมิติอื่น แล้วเขาก็ไปเห็นพฤติการณ์ของวอลเตอร์ (Matthew McConaughey) จอมมารชุดดำที่มีแผนร้ายที่จะก่อหายนะต่อโลกได้หากมันทำสำเร็จ

แล้วเขาก็ได้เจอกับ โรแลนด์ (Idris Elba) มือปืนมหากาฬคนสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ (และแน่นอนว่าเขามีแค้นต่อวอลเตอร์แบบมหาศาล) จากนั้นเจคกับโรแลนด์ก็ต้องร่วมมือกันเพื่อหยุดยั้งแผนนรกของวอลเตอร์

เอาเข้าจริงผมว่าหนังไม่แย่ครับ จัดว่าดูเพลินกว่าที่คิดซะอีก ส่วนหนึ่งคงเพราะตัวอย่างมันดูธรรมดาจนเราไม่คาดหวังอะไร ครั้นพอได้ดูแล้วหนังก็ถือว่าเข้าท่าตามมาตรฐานของหนังไซไฟ+แฟนตาซี+แอ็กชัน+ระทึกขวัญ เพียงแต่เนื้อเรื่องอาจไม่ได้สดใหม่ ลีลาการเล่าก็อาจจะไม่ได้แหวกแนวโดดเด่นกว่าใครเขาเท่านั้นเอง

แก่นพลังสำคัญของหนังต้องยกให้ 2 ดารานำอย่าง Elba และ McConaughey เวลา 2 คนนี้โผล่จอทีไรพลังมันมาทุกที ยอมรับครับว่าตอนต้นๆ ตอนที่ 2 คนนี้บทยังไม่เยอะ หนังดูจะเรื่อยๆ (สำหรับผมนะ) แต่พอ 2 คนนี้ผลัดกันโผล่มา มันเหมือนพวกเขาจะมีพลังสามารถทำให้ฉากนั้นๆ เกิดแรงดึงดูดขึ้นมาในระดับหนึ่งน่ะครับ (แน่นอนว่าตอนโผล่พร้อมกันก็ได้ใจกันไป)

Elba เท่ห์มาก โดยส่วนตัวผมว่าเขาเหมาะกับบทโรแลนด์นะ ทั้งแววตา ท่าทาง การพูด ตัวละครนี้ถือว่ามีหลายระดับอารมณ์ คือเขาจะมีความบอบช้ำจากอดีต มีห้วงอารมณ์แบบ “หมาป่าเดียวดาย” แต่แม้ภูมิหลังของเขาจะเต็มไปด้วยความเศร้า ทว่าตัวเขาก็ยังมีความเท่ห์ และยามต้องสาดกระสุนเขาก็ทำให้เชื่อได้ว่าเขาคือมือปืนมหากาฬจริงๆ

McConaughey ก็ดูโฉด โหดเหี้ยมแบบผู้ดี เหมือนอสรพิษที่พร้อมจะฉกใครก็ได้แบบไม่ทันตั้งตัว และแววตาของพี่แกก็เต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง ลงตัวเอง แม้จะเป็นตัวร้ายพิมพ์นิยม แต่ก็ถือว่าเด่นพอสมควร (และสำหรับคอหนังพากย์ไทย การที่มีจักรกฤษณ์มาลงเสียงให้ มันเพิ่มความอร่อยให้กับหนังได้อีกหลายกิโลขีด)

ส่วนเด็กน้อย Taylor ก็ถือว่าน่าพอใจครับ อาจไม่ถึงกับเป็นดาราเด็กที่โดดเด่น แต่การที่เขาเข้าฉากกับ 2 ดาราระดับนี้แล้วสามารถเล่นไปกันได้ก็ถือว่าเล่นดีไม่น้อย หนังกำกับโดย Nikolaj Arcel ชาวเดนมาร์กที่เติบโตมาจากสายงานเขียนบท (The Girl with the Dragon Tattoo ฉบับยุโรป) มาเรื่องนี้ก็ถือว่าเขาคุมหนังได้ไม่เลวน่ะครับ เพียงแต่อาจจะยังไม่ถึงกับดีมาก และยังไม่มีสไตล์ที่เด่นเท่านั้น

ผมจะไม่บอกว่าหนังเรื่องนี้ “สนุก” เพราะนิยามความสนุกของแต่ละคนไม่เท่ากัน แต่สำหรับผมแล้ว หนังดูได้เพลินๆ ครับ มีครบทั้งแอ็กชัน, ไซไฟ, ดราม่านิดๆ และแฟนตาซีแบบดาร์กๆ ถือว่าครบสูตรสำหรับหนังแนวนี้ แต่อย่างที่บอกครับว่ามันไม่ได้ดูใหม่อะไร ฉากแอ็กชันควงปืนก็อาจจะดูพื้นๆ สำหรับยุคสมัยที่เรามี John Wick เป็นหลักไมล์แบบนี้

และความยิ่งใหญ่ก็อาจจะไม่ได้ใหญ่อะไรมาก แต่หากพิจารณาจากทุนสร้าง $60 ล้าน ก็ถือว่าโอเคน่ะครับ (ถ้าอยากให้อลัังกว่านี้ก็คงต้อง $100 ล้านขึ้นถึงจะเนรมิตไหว) ส่วนรายได้ตอนนี้รวมทั่วโลกแล้วยังไม่ถึง $60 ล้านครับ ในเบื้องต้นก็น่าจะติดตัวแดงอยู่ โอกาสทำภาคต่อในโรงก็น่าจะหมดลงไปด้วย แต่ก็มีประกาศออกมาว่าจะจับไปทำเป็นฉบับซีรี่ส์ครับ อันนี้ก็ต้องดูกันต่อไปว่าจะยังไง

ถ้ามองในแง่การรอคอยมาหลายสิบปี ก็อาจผิดหวังบ้างที่หนังไม่ได้เด็ดขนาดนั้น แต่หากมองในฐานะหนังสักเรื่อง ก็ถือว่าดูได้เพลินๆ ตอบโจทย์ความบันเทิงได้อยู่ แต่หากดูด้วยความคาดหวังล่ะก็ ย่อมจะเกิดความผิดหวังได้เป็นธรรมดา เอาเป็นว่าใครไม่ชัวร์ก็รอดูแผ่นได้ครับ

ส่วนผมนั้นว่ากันตรงๆ ที่ไปดูก็เพราะเป็นแฟนป๋า King ขนาด Cell ยังกล้าไปดูในโรงเลย (555)

สองดาวครับ

Star21

(6/10)