รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Arrival (2016) ผู้มาเยือน

15978051_1488688441161952_5125311418550392848_n

เมื่อพิจารณาดีๆ แล้วก็พบว่าหนังไซไฟว่าด้วยมนุษย์ต่างดาวมาเยือนโลกเรื่องนี้สามารถทำออกมาเป็นหนังวิทยาศาสตร์ผสมระทึกบวกด้วยไขปมปริศนาได้… แต่ทีมงานไม่ได้เลือกจะเล่าไปในทิศทางนั้นครับ

บอกก่อนว่าหนังไม่ได้มาแนวมันส์ครับ หนังเดินเรื่องแบบเนิ่บๆ ไม่ได้เร่งเร้ากระตุ้นอะดรีนาลีนสักเท่าไร อันที่จริงความเร้าใจชวนลุ้นก็ถือว่าพอมี แต่ก็มีเอาช่วงท้ายๆ ครับ ดังนั้นใครอยากดูอะไรมันส์ๆ ก็เลยต้องบอกไว้ก่อน จะได้ไม่หวังกันเกินไป

หนังมาในแนว Contact และ Interstellar ครับ เรื่องเริ่มเมื่อมียานจากต่างดาวจำนวน 12 ลำมาจอดเทียบตามประเทศใหญ่ๆ ของโลก แน่นอนว่าความตระหนกก็เริ่มก่อตัวครับ หลายคนมองว่าพวกต่างดาวอาจมีความมุ่งร้าย แต่กระนั้นทางการอเมริกันก็ส่งคนเข้าไปเพื่อหาทางติดต่อกับพวกเขา

หลุยส์ (Amy Adams) คือนักภาษาศาสตร์ที่ถูกตามตัวมาเพื่อติดต่อกับพวกต่างดาว โดยเธอต้องร่วมงานกับทางกองทัพซึ่งก็มีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของเธอ ซึ่งเมื่อถึงที่สุดแล้วเรื่องจะลงเอยอย่างไรก็ลองไปดูกันในหนังได้ครับ

หนังเดินเรื่องแบบเรื่อยๆ ซึ่งหากใครเป็นคอหนังไซไฟแบบเก็บรายละเอียด เดินเรื่องแบบค่อยเป็นค่อยไปก็น่าจะเพลินกับหนังได้ในระดับหนึ่ง แต่หากใครไม่ชอบหนังเดินเรื่องช้า หรือหนังขาดความตื่นเต้นเร้าใจ ก็มีแนวโน้มครับว่าจะรู้สึกแอบเบื่อหนังเอาได้

อย่างที่บอกตอนต้นครับว่าจริงๆ หนังสามารถทำออกมาในแนวไขปมปริศนาลุ้นระทึกได้ เพราะตัวเอกต้องมาหาทางสื่อสารกับพวกต่างดาว แล้วก็พยายามเอาภาษาเป็นสื่อกลาง มีการถอดความหมาย ต่างฝ่ายต่างเรียนรู้ภาษาของกันและกัน ซึ่งถ้าเอาประเด็นการถอดความตีความมาสร้างความระทึก (เหมือนหนังไขความลับตามปมล่าปริศนาอื่นๆ) หนังก็จะกลายเป็นแนวระทึกได้ไม่ยาก

แต่ทีมงานไม่เลือกเส้นทางนั้นครับ หนังเลือกที่จะเน้นอารมณ์ดราม่า ถ้าให้ว่าจริงๆ แล้วผมว่าอารมณ์เชิงดราม่าจัดว่าเด่นเลยล่ะครับ ในขณะที่อารมณ์ไซไฟยังถือว่าเป็นรองลงไป ดังนั้นผมเลยมองว่ามันเป็นหนังดราม่าว่าด้วย “มนุษย์” ที่ต้องเผชิญกับมนุษย์ต่างดาวที่มาเยือนโลก มากกวาจะเป็นหนังไซไฟที่ว่าด้วยมนุษย์ต่างดาวแบบที่แล้วๆ มา

หลักๆ หนังพาเราไปค้นหามิติของมนุษย์ครับ ไม่ว่าจะความกลัว ความสับสน ความรัก หรือความหวังซึ่งหนังช่วงต้นมันอาจเนิ่บนะ แต่ผมอยากให้ลองดูแบบเปิดใจครับ เก็บรายละเอียดไปเรื่อยๆ แล้วเดี๋ยวของดีมันจะมาตอนท้าย ซึ่งสำหรับผมแล้ว ตอนไคลแม็กซ์เป็นอะไรที่เจ๋งดีครับ คือมันอาจไม่ได้สดแบบ 100% นะ แต่มันแสดงถึงความเจ๋งในการเล่าและลำดับเรื่องน่ะครับ

Denis Villeneuve เจ้าของผลงานอย่าง Incendies, Prisoners, Enemy และ Sicario สามารถทำหนังเรื่องนี้ให้ออกมาอย่างมีเอกลักษณ์ในแบบของตัวเอง แบบเดียวกับหนังเรื่องก่อนหน้าที่มันไม่ได้เป็นแนวใดแนวหนึ่งอย่างชัดเจน แต่จะเป็นการผสมกันของหลายๆ แนว แล้วออกมาเป็นหนังที่ไม่เหมือนใคร และที่สำคัญคือดูแล้วได้อะไรกลับมา ไม่ใช่หนังที่จบแล้วจบกัน

Adams เล่นได้ดีหายห่วงครับ ถือเป็นพลังสำคัญของหนังก็ว่าได้ ส่วนดารารายอื่นก็ถือว่ามาแนวสมทบครับ แต่ก็เป็นการสมทบที่เสริมความหนักแน่นให้กับหนังได้อย่างดี

เป็นหนังอีกเรื่องที่ผมอยากให้คอหนังไซไฟลองชมครับ ผมว่ามันเป็นอีกรสชาติที่น่าสนใจนะ ถ้าให้เปรียบ ผมอยากจะเปรียบหนังเรื่องนี้เป็น “อีกมิติของหนังอย่าง Contact” เพราะใน Contact นั้นถือเป็นส่วนผสมระหว่างไซไฟกับความบันเทิงที่ดูเอาเพลินก็ได้ ดูเอาปรัชญาก็ดี

ในขณะที่ Arrival มันไม่ได้มอบความบันเทิงให้แบบนั้นครับ จนผมไม่แปลกใจหากท่านจะรู้สึกเบื่อในความเนือยของหนัง (ผมก็มีเบื่อบ้างในตอนกลางๆครับ อันนี้พูดเลย) แต่พอดูหนังจนครบองค์แล้ว รู้สึกเลยว่า “เออ เล่าเรื่องแบบนี้แหละถูกแล้ว เหมาะแล้ว” เป็นหนังที่ต้องดูจนจบ จึงจะพบว่าคุณค่าของมันมีมากหรือน้อยเพียงใด

เอาล่ะครับ ผมกำลังจะมีสปอยล์ หากใครไม่อยากทราบ ไม่ควรอ่านต่อครับ

+++++++++++++++++
+++สปอยล์ล่ะนะครับ+++
+++++++++++++++++

ผมชอบรายละเอียดที่หนังจับเอามาเป็นประเด็น อย่างเรื่อง “ภาษา” ที่บอกว่าหากเราใช้ภาษาใดแล้ว ภาษานั้นก็จะมีอิทธิพลต่อตัวเรา โดยเราอาจซึมซับวัฒนธรรม วิธีคิด วิธีเชื่อ หรือขนบบางอย่างผ่านภาษาที่เราได้เรียนรู้นั่นเอง

ซึ่งประเด็นนี้ตอนแรกผมก็ว่าโอเคนะ มันกระตุกความคิดได้ดี แต่ผมก็ยังไม่คิดอะไร ทว่าพอดูไปจนถึงไคลแม็กซ์นี่ผมอึ้งนะ คือแทบจะอุทานเลยว่า “นี่พี่เล่นกันแบบนี้เลยเหรอ?” ยอมรับเลยครับว่าเป็นการเอาตรรกะแนวคิดตัวนี้มาใช้งานในหนังได้อย่างเจ๋งมาก

และตอนจบนี่ก็จัดว่าหักมุมนะ หนังเดินเรื่องลำดับเหตุการณ์แบบเหมือนๆ จะหลอกเรา แต่เอาเข้าจริงผมว่าหนังไม่ได้หลอกนะ หนังแค่ลำดับเหตุการณ์ด้วยภาษาของ “มนุษย์ต่างดาว” ให้เราดูเท่านั้นเอง

แต่ตอนแรกเราไม่เข้าใจไงครับ เรายังรู้จักแต่ “ภาษาของเรา” อยู่ เราก็เลยแปลและตีความมันไปตามประสาชาวโลก แต่พอเราเข้าใจความหมายแท้จริงของภาษาต่างดาวเท่านั้นล่ะ เราก็จะเก็ทเหตุการณ์ทั้งหมด และเราจะไม่มีวันมอง “เรื่องราวทั้งหมดที่เห็นตั้งแต่ต้นจนจบ” ด้วยสายตาหรือความเข้าใจเดิมๆ อีกเลย

ผมมองว่าเป็นการดึงอารมณ์ที่ฉลาดนะ คือเราจะเข้าใจอารมณ์นางเอกเลย เพราะเราก็รู้อะไรๆ ไปพร้อมเธอ เข้าใจอะไรๆ ไปพร้อมเธอ ดังนั้นตอนที่นางเอกถึงบางอึ้ง คนดูอย่างเราๆ ก็พลอยถึงบางอึ้งตามเธอไปด้วย (ถ้าผู้กำกับอยู่ใกล้ๆ ล่ะจะขอจับมือเลย เพราะนายแน่มาก 555)

นอกจากนี้เรื่อง “อาวุธ”ก็ เป็นประเด็นที่ผมชอบนะ… ผมมองว่าอาวุธอย่างหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนมีก็คือการคิดของคนครับ เราคิดเป็น เราลำดับเหตุการณ์เป็น เราวิเคราะห์เชื่อมโยงอะไรๆ เป็น เรามองเหตุและเล็งไปยังผลในอนาคตได้ อีกทั้งเราสืบผลที่พบในปัจจุบันย้อนไปสู่ต้นเหตุในอดีตได้

เรารู้อดีต เรารู้ปัจจุบัน และใช้มันนำไปสู่อนาคตได้ เช่น เรารู้ว่ามลพิษกำลังก่อตัว, ภาวะเรือนกระจกจะส่งผลต่อโลก หรือเรื่องง่ายๆ เช่น เรารู้ว่าหากมีคนขับรถปาดหน้า แล้วเราก็เดินไปกระชากเขามาต่อยสักสี่ห้าหมัด แล้วมันย่อมมีผลตามมา

“อาวุธ” ตัวนี้ถือเป็นอาวุธที่ทรงอานุภาพนะครับ มันทำให้เราเห็นภาพต่างๆ เข้าใจสรรพสิ่งได้ และที่สำคัญคือช่วยป้องกันเราจากอันตรายและเรื่องเดือดร้อนได้ เช่น เมื่อเรารู้ว่าน้ำแข็งขั้วโลกกำลังละลาย เราก็รีบหาทางยับยั้งแก้ไข (เพื่อไม่ให้หายนะบังเกิด)

หรือเมื่อเราตระหนักว่าการต่อยคนอื่น (แม้คนอื่นจะผิดแค่ไหน) เราก็อาจเดือดร้อนได้ ดังนั้นหากเราหยุดตัวเองเสีย เราก็จะไม่เดือดร้อนเพราะการกระทำนั้น ดังนั้นมันคืออาวุธที่มีไว้ป้องกันภัย มันเปรียบได้กับระบบรักษาความปลอดภัยขั้นเทพที่หากใช้ดีๆ ล่ะก็ อันตรายจะเกิดขึ้นกับเราและคนรอบตัวน้อยลงมาก

อาวุธในความหมายทั่วไปคืออาวุธที่เอาไว้สู้ เช่น ปืนผาหน้าไม้ต่างๆ แต่ “อาวุธ” มันยังมีความหมายว่า “สิ่งที่ใช้ต่อกรกับคู่ต่อสู้” ดังนั้นอาวุธจริงๆ จึงไม่ได้มีแค่ของที่มีไว้ห้ำหั่น โจมตี หรือฟาดฟันเท่านั้น แต่ของที่สามารถสงบจบศึกสงครามได้ตั้งแต่ก่อนที่มันจะเริ่ม ก็อาจเรียกว่าเป็นอาวุธชนิดหนึ่งได้อยู่

และหากจะมองแบบพลิกมุมสักหน่อย อันว่าปัญหาและอันตรายทั้งหลายก็อาจเรียกได้ว่าเป็นคู่ต่อสู้ที่เราต้องหาทางรับมือ ป้องกัน หรือเอาชนะมัน เพื่อให้เราอยู่รอดต่อไป

“การรู้จักใช้ความคิดให้เป็นประโยชน์” จึงเป็นอาวุธสำคัญของมนุษย์ที่ธรรมชาติมอบให้สำหรับใช้งานในวาระต่างๆ ก็ชีวิต… บางสิ่งมีไว้รับมือ บางสิ่งมีไว้แก้ไข และบางสิ่งก็มีไว้ทำใจยอมรับ (เพราะไม่ใช่ทุกสิ่งหรอกครับที่เราจะแก้มันได้ ก็ใช้สิ่งนี้นี่แหละ ช่วยให้เราเรียนรู้ ที่จะยอมรับหรืออยู่กับมัน)

ถึงจุดนี้ผมมองแบบไซไฟนะ ปกติมันจะมีหนังไซไฟแบบตัวเอกรู้อนาคตหรือมาจากอนาคต แล้วพยายามกลับมาแก้ไขอดีต ป้องกันเรื่องร้ายๆ ที่ตัวเราในอดีตทำลงไป… หากคิดแบบล้ำๆ ล่ะก็ หากเรารู้จักคิด เช่น ก่อนจะเอาหมัดซัดคนอื่นด้วยอารมณ์ หากเราคิดไปถึงข้างหน้า แล้วย้อนเอาสิ่งที่เห็นในอนาคต (เมื่อเราต่อยเขาแล้ว) มาห้ามตัวเองไม่ให้ทำ… มันก็คงเหมือนตัวเราจากอนาคตย้อนมาแก้อดีตและยับยั้งเหตุการณ์อยู่เหมือนกัน

ไทม์ แมชชีนจะมีจริงไหม ไม่รู้… แต่สมองเรามีจริงครับ

สมองคือของดีที่เรานำมาปรับใช้ได้ในหลายสถาน… หากเรามีของดีอยู่กับตัวแบบนี้ ก็ไม่เสียหลายหากจะลองใช้ดู

สามดาวครับ

Star31

(8/10)