รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Barcelona Christmas Night (2015) หยุดเหงา ที่บาร์เซ

14355776_1328819370482194_879933524448518688_n

ลองอ่านแนวหนังคร่าวๆ ก็พบว่าเข้าทางผมล่ะครับ เพราะชอบอยู่แล้วสำหรับหนังสไตล์ Love Actually ที่ว่าด้วยเรื่องราวชีวิตและความรักของคนหลายๆ คู่ที่ถูกบอกเล่าไปพร้อมกัน

หนังเรื่องนี้สัญชาติสเปนครับ เมืองที่เป็นฉากหลังก็คือบาร์เซโลน่าและมาดริด และเหตุก็มาเกิดในคืนคริสต์มาส เราจะได้พบกับเรื่องราวความรักหลากหลาย เช่น เรื่องของคู่รักที่ใกล้จะแยกทางกันเต็มแก่ อันเนื่องจากความไม่เข้าใจกัน

… เรื่องของผู้ชายที่ตกหลุมผู้หญิงคนหนึ่งมานาน แต่เขาก็ไม่ได้เจอเธอมากว่า 20 ปี แล้วคืนนี้เขาก็ได้เห็นเธอแว้บๆ ระหว่างอยู่ในพาเหรด อันทำให้เขาต้องวิ่งตามหาเธอตลอดทั้งคืน

… เรื่องของผู้ชายที่โดนแฟนทิ้ง และด้วยแรงยุจากเพื่อนจอมเฮ้วก็เลยทำให้เขาตัดสินใจจะ One Night Stand กับผู้หญิงสักคน… แต่อะไรๆ มันกลับไม่ง่ายแบบนั้นแฮะ

นี่แค่ตัวอย่างครับ ในหนังยังมีอีกหลายเรื่อง ซึ่งแต่ละเรื่องก็ดำเนินไปพร้อมกันตามสไตล์ Love Actually นั่นแหละ และผลที่ได้ออกมาก็ถือว่าน่าพอใจไม่น้อยครับ

ยอมรับว่าช่วงต้นๆ นั้น ผมรู้สึกเรื่อยๆ กับหนังนะ ส่วนหนึ่งอาจเพราะการเล่าเรื่องตอนแรกๆ มันอาจจะแยก Story ได้ไม่ชัด อันนี้สารภาพเลยว่าระหว่างตอนต้นๆ ผมก็แยกไม่ออกว่าตกลงเรื่องไหนเป็นเรื่องไหน ตัวละครไหนอยู่ Story ใด เพราะบางทีเปลี่ยนฉากแต่ก็ยังเล่า Story เดิม ในขณะที่บางทีฉากคล้ายๆ กัน แต่ดันเป็นคนละ Story ซะแล้ว ช่วงต้นๆ นี่ผมก็เลยต้องใช้เวลาตั้งหลักอยู่พอสมควรครับ

นอกจากนี้ช่วงต้นๆ มันคือช่วงปูพื้นน่ะครับ ยังไม่มีอะไรที่เข้มข้น ยังไม่มีจุดเด็ดๆ ที่กระทุ้งอารมณ์หรือยังไม่มีจุดดึงดูดให้เราโฟกัสอะไรแบบเต็มที่ ซึ่งอะไรเหล่านี้ก็คงเป็นเหตุผลที่ทำให้ตอนต้นผมยังไม่อินไปกับหนังเท่าที่ควร

แต่พอมากลางๆ เรื่อง หนังก็เริ่มโฟกัสชัดขึ้น เรารู้ Story ของแต่ละเรื่องชัดขึ้น เลยทำให้ความน่าสนใจเพิ่มขึ้นไปด้วยครับ ดาราแต่ละคนก็เล่นกันดี ทีนี้พอดาราดีๆ มาเจอกับ Story ที่เริ่มมีทิศทางเรื่องราวชัดเจน ความน่าติดตามเลยไหลมาครับ

Untitled03538

และส่วนหนึ่งบรรยากาศตอนกลางๆ เรื่องมันเริ่มมีอะไรสวยๆ มาดึงดูดสายตาเรา ไม่ว่าจะฉากเมืองยามค่ำคืนหรือฉากการประดับประดาไฟในบ้านเนื่องในวันคริสต์มาส ซึ่งก็ให้อารมณ์ได้ดีครับ บางฉากชวนให้อบอุ่น แต่บางฉากก็แอบรู้สึกเหน็บหนาวเลยล่ะ

ว่าตามจริงหนังอาจไม่ได้เด็ดเท่า Love Actually กับ Paris, je t’aime แต่ก็ถือว่าทำได้ดีในระดับหนึ่งเลยครับ จะมีจุดอ่อนก็คือตอนต้นที่การเล่าเรื่องยังจับใจเราได้ไม่เต็มที่ แต่พอดูไปสักระยะ อะไรๆ ก็จะเริ่มเข้าที่ เริ่มมีความโรแมนติก, ดราม่า, ซึ้ง, ตลก ผสมกันอย่างพอดี ว่าง่ายๆ คือช่วงกลางและช่วงหลังนี่จัดว่าหนังดูสนุกล่ะครับ

สำหรับผม หนังถือว่าทำได้ดีครับ แม้จะไม่ได้ดีที่สุด แต่ก็ออกรสและทำให้เราอินไปกับเรื่องราวได้ โดยส่วนตัวนี่ชอบมากกว่า Valentine’s Day และ Mother’s Day อีก (แน่นอนว่าเวิร์กกว่า New Year’s Eve ครับ)

ถ้าถามว่าชอบ Story ไหน ผมว่าผมชอบหมดนะ (555) ถ้าชอบมากสุดก็เรื่อง ความรักของ “คู่หญิงชรา” น่ะครับ แม้เราจะไม่ได้เห็นคู่นี้แสดงความรักกันสักเท่าไร แต่นักแสดงเล่นดีครับ ท่าทางดูรักและเคารพกันจริงๆ แค่แววตาก็ดูอาทรและห่วงใยกันอย่างมากแล้ว โดยเฉพาะอีกคนนั้นดูเจียมตัวมาก แค่สีหน้าก็รู้แล้วว่าไม่อยากให้ตัวเองเป็นบ่อเกิดของปัญหาในครอบครัวของอีกฝ่ายเลย… จนพอเกิดเรื่องนี่สงสารเลยนะ (คู่นี้แสดงโดย Asunción Balaguer และ Montserrat Carulla ครับ แสดงได้ดีจริงๆ และถือว่าแคสติ้งมาได้เหมาะด้วยครับ)

อีกคู่ก็คู่ไอ้หนุ่มที่หวังฟันแล้วชิ่งน่ะครับ คือผมไม่ได้เห็นด้วยกับพฤติกรรมของไอ้หนุ่มนะ แต่ผมชอบบรรยากาศใน Story นี้ ชอบการแสดงของทั้งคู่ มันดูน่ารักน่ะครับ ดูแล้วมันมี Chemistry ต่อกันจริงๆ

ผมชอบบทสรุปนะ เป็นบทสรุปที่ขมวดปมสรุปเรื่องราวทั้งหมดได้อย่างสวยงาม มันชี้ชวนให้เราใคร่ครวญเกี่ยวกับชีวิตน่ะครับ ชี้ชวนให้เราอย่าปล่อยให้โอกาสต่างๆ ในชีวิตมันหลุดลอยไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความรักและความสัมพันธ์

บางครั้งมันก็ต้องลองน่ะครับ เราไม่รู้หรอกว่าคนที่เราเดินไปบอกรัก / ขอเขาแต่งงาน / ตัดสินใจอยู่กินกับเขาน่ะ เขาจะอยู่กับเราไปจนตลอดชีวิตไหม.. มันไม่แน่ครับ เขาอาจเลิกกับเราเมื่อคบไปได้ 3 ปี, เขาอาจขอแยกทางกับเราตอนลูกอายุได้ 3 ขวบ หรือเขาอาจจะอยู่กับเราไปจนตายจาก โดยมีการทะเลาะกันประปรายตามประสาคู่รัก ทั้งหมดนี้เราไม่อาจรู้ได้เลยจริงๆ ว่ารักที่เรามี มันจะลงเอยที่ใด

แต่ประเด็นก็คือ ความรักจะไม่อาจเริ่มต้นได้เลย หากเราไม่คิดจะ “ลอง” มีมันสักตั้ง

ผมเชื่อว่าคนทุกคนไม่จำเป็นต้องมีแฟนหรอกครับ จริงที่หลายคนเหมาะกับการมีคนรักสักคนคอยเคียงข้าง แต่บางคนก็เหมาะแก่การอยู่เป็นโสด, บางคนสุขกว่าที่จะอยู่กับเพื่อน หรือบางคนอาจแฮ้ปปี้ที่จะเลี้ยงลูกตามลำพัง

ก็อย่างที่เขาว่าน่ะครับ รักออกแบบไม่ได้ เราทำได้แค่เลือก และพยายามให้ดีที่สุดเท่านั้น ที่เหลือก็คือรอดูผลลัพธ์ที่เกิดตามมา หากมันออกมาดีก็ดีไป หากมันออกมาไม่ดีก็แล้วแต่เราว่าจะพยายามใหม่ หรือจะจบมัน

ผมคิดเสมอครับว่า “การที่ความรักมันเป็นเรื่องไม่แน่นอน” นั้น มันก็มีข้อดีของมันนะ ก็เพราะมันไม่แน่นอนนี่แหละ มันเลยอาจจะออกมาดีก็ได้ ครั้นมันออกมาร้ายก็ไม่มีใครฟันธงได้หรอกว่ามันจะร้ายเสมอไป มันอาจลงเอยด้วยดีในสักวันหนึ่งก็ได้

ครับ สำหรับเรื่องนี้ก็ถือเป็นหนังรักหลายรสที่ทำได้ดีครับ ดูแล้ว Feel Good นะ แต่อาจจะไม่ Feel Real สักเท่าไร แต่ก็ไม่เป็นไรครับ เพราะหนังบางทีก็ต้องแฟนตาซีหรือฝันกลางวันบ้าง มันถึงจะสามารถสร้างความสุขและความบันเทิงให้ผู้ชมอย่างเราๆ ได้

สรุปว่าอยากให้ลองลิ้มครับ ผมเองก็ถือว่าได้หนังสไตล์นี้เอามาเปิดดูเข้าเซ็ทกับพวก Love Actually อีกเรื่องแล้วล่ะ

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7.5/10)

 

โฆษณา