รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

La La Land (2016) นครดารา

vLU4VSL

1.)
โลกทุกวันนี้ เต็มไปด้วยวาทกรรมประมาณว่า “คุณจะได้ในทุกสิ่งที่คุณต้องการ หากคุณมุ่งมั่น” หรือไม่ก็ “คุณจะสำเร็จในทุกฝันที่คุณใฝ่ หากคุณพยายาม”

มันเป็นวาทกรรมบันดาลใจที่ดีครับ แต่จะดียิ่งขึ้นหากมีดอกจันพ่วงเข้าไปสักหน่อย (เหมือนโฆษณากระทิงแดง) ว่า “แต่ยังไงคุณก็ต้องเจอกับวันที่เหนื่อยจนหมดแรง วันที่ล้าจนถอดใจ” เพราะไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ และไม่มีอะไรที่แน่นอน ถาวร มั่นคง (ได้มา ก็อาจเสียไป)

และบางครั้งเมื่อเราพยายามเดินตามฝันไปบนเส้นทางหนึ่งแบบสุดกำลัง เราก็อาจพลาด หรือไปได้ไม่ถึงจุดหมายสำหรับด้านอื่นๆ ของชีวิต

ไม่มีอะไรการันตีว่า “ทำเยอะแล้วจะได้เยอะ” เช่นเดียวกับที่ไม่มีอะไรรับประกันว่า “ทำน้อย แล้วจะได้เยอะ” (แบบที่หลายคนชอบมาจูงใจกัน) เพราะชีวิตมันมีปัจจัยระหว่างทางมากกว่าที่คิด

แต่ไม่ว่าจะยังไง ถ้าเราอยากได้ ก็ต้องลงมือทำ ต้องลองเดินบนเส้นทางเหล่านั้นดูถึงจะรู้ได้

2.)
มีอา (Emma Stone) คือสาวน้อยจากเมืองเล็กๆ ที่พยายามเดินบนเส้นทางนักแสดง เธอแคสบทไม่รู้กี่หน พยายามแบบเหลือล้น แต่ผลลัพธ์ที่ได้มันกลับบั่นทอนพลังใจและไฟของเธอลงทุกวันๆ

บางครั้งเธอรู้สึกเหมือนไม่มีใคร… แม้เธอรู้ว่าจะเดินไปไหน แต่ก็เริ่มไม่รู้ว่าจะเดินต่อไปทำไม เดินแล้วจะได้อะไร…

แล้ววันหนึ่งขณะที่เธอเดินอย่างโดดเดี่ยว เธอก็ได้ยินเสียงดนตรีจากคลับแห่งหนึ่ง ตัวโน้ตในท่วงทำนองเหล่านั้นเหมือนจะกวักเรียกเธอ และเธอเดินเข้าไปหาชายผู้เล่นมัน..

3.)
เซบาสเตียน (Ryan Gosling) คือชายที่มีความชัดเจนว่าตัวเองต้องการอะไร เขารักแจ๊สหมดหัวใจและใฝ่ฝันที่จะมีไนท์คลับของตนเอง เพื่อที่เขาจะได้ถ่ายทอดจังหวะแจ๊สที่บรรเลงอยู่ในใจเขา ให้ออกมาโลดแล่นให้คนได้ฟัง

แต่เพื่อความอยู่รอด เขาจำต้องรับงานเล่นเปียโนประทังชีวิต ล่าสุดเขาไปทำงานในคลับของบิลล์ (J.K. Simmons) ที่ยืนยันหนักแน่นว่าห้ามเซบาสเตียนเล่นเพลงที่แต่งเองเด็ดขาด ต้องเล่นตามโน้ตเพลงที่คนรู้จักเท่านั้น

แต่เมื่อถึงจุดที่เขารู้สึกโดดเดี่ยว ถึงจุดที่เขาไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ไหน ถึงจุดที่ตัวตนของเขาถูกบังคับให้ตายลงอย่างช้าๆ เมื่อนั้นอารมณ์ของเขาก็ถ่ายทอดทำนองบทเพลงที่สื่อถึงจิตใจของเขาออกมา

แม้บทเพลงนั้นจะไพเราะ แต่ท่วงทำนองกลับเปรียบได้กับสัญญาณขอความช่วยเหลือที่นัเขาส่งมันออกไป รอให้ใครสักคนที่มีจังหวะหัวใจตรงกันได้ยิน และตรงมาช่วยเขาให้พ้นจากสภาวะแบบนี้เสียที

แล้วผู้หญิงคนหนึ่งก็เดินมาตามเสียงเพลงนั้น…

4.)
La La Land คือหนังเพลงสไตล์เก่าแบบที่ไม่ได้เห็นมานาน มันทำให้นึกถึงหนังเพลงคลาสสิกเก่าๆ ยุค 30 – 50 ทำให้เราอยากขยับขาเต้น ทำให้เราอยากวาดมือวาดเท้าไปตามเพลง และแม้จะดูหนังจบไปแล้ว แต่เราก็ยังมีความสุขที่จะฮัมเพลงตามทำนองที่ได้ยินในหนัง

ผมชอบที่สีสันในหนังโดดเด่น แต่ไม่จัดจ้าน เรียกว่าสีสวยมากพอที่จะทำให้หนังงดงาม แต่ไม่จัดเกินจนดึงความสนใจผู้ชมไปจากดารา เนื้อเรื่อง และบทเพลง (ยกเว้นบางฉากที่เล่นสีจัดอย่างมีนัย เช่น ฉากหนึ่งที่เซบาสเตียน ต้องเล่นดนตรีในแบบที่ไม่ใช่เขาเลยแม้แต่น้อย ฉากนั้นสีจัดจนล้น สะท้อนอารมณ์ตัวละครได้อย่างน่าสนใจ)

ผมชอบที่หนังคารวะกิมมิกเก่าๆ ของหนังเพลง โดยเฉพาะ “ฉาก” ที่ตามปกติหนังเพลงสมัยก่อนยามพระ-นางเต้นรำ ฉากหลังหลายๆ ฉากจะเป็น “ภาพวาด” บางทีก็เป็นภูเขา บางทีก็เป็นเมือง บางทีก็เป็นเมฆ บางทีก็เป็นทะเล ส่วนหนึ่งเพราะเรื่องงบ และส่วนหนึ่งก็เป็นการคารวะละครบอร์ดเวย์อีกต่อหนึ่ง

ฉากที่เซบาสเตียนและมีอาเต้นกันโดยมีเมืองด้านล่างและท้องฟ้าเป็นฉาก ฉากที่ว่าคือฉากจริง แต่การถ่ายทำสามารถถ่ายทอดมันราวกับเป็นฉากภาพวาดที่ไร้การเคลื่อนไหว ปล่อยให้ความเด่นจับอยู่ที่การเต้นของคู่พระ-นาง และฉากเต้นฉากร้องส่วนใหญ่ก็จะเป็นในโทนนั้น นั่นคือเน้นพลังนักแสดงและบทเพลงดึงคนดูแบบเต็มๆ ส่วนสิ่งอื่นๆ ถือเป็นส่วนเสริมที่ “ดูดี” แต่จะไม่ “ดูเด่น”

เหล่านี้ที่ปรากฏใน La La Land คือเสน่ห์ของหนังเพลงรุ่นเก่าที่กรุ่นกลิ่นละมุน

5.)
ช่วงต้นหนังสร้างอารมณ์เหงาได้ดีเหลือ น้ำตาผมคลอร่ำๆ จะไหลอยู่ตอนมีอาเดินเข้ามาในคลับ ขณะที่เซบาสเตียนเล่นเพลงที่ทำให้เขาถูกไล่ออก ฉากนี้กลายเป็นจุดพีคทางอารมณ์ที่สำคัญ (ใครดูแล้วย่อมเข้าใจความหมายของฉากที่ว่า)

ครั้นพอทั้งสองได้เข้าคู่กัน ความสดใสก็ไหลมาเทมา ยอมรับเลยครับว่า Gosling กับ Stone มีเคมีที่เข้ากันมาก พวกเขาดูเป็นคู่ที่น่ารัก ดูเป็นคู่ที่เติมเต็มให้แก่กัน และลีลาการเต้นก็น่าจดจำ เชื่อแล้วครับว่าพวกเขาซุ่มฝึกซ้อมกันมาหลายเดือน เพราะท่าทางได้ อารมณ์ได้ ความพริ้วได้ ผลก็คือได้ใจผู้ชมไป

พอถึงโซนดราม่า พวกเขาก็รับส่งอารมณ์กันได้อย่างเยี่ยม พูดได้เต็มปากครับว่าพวกเขาครองหนังทั้งเรื่องได้อยู่หมัด และผมรักฉากจบมาก มันเป็นความ Real ที่เจืออารมณ์ Fantasy เป็นฉากจบที่ผมคิดไว้ตั้งแต่ก่อนดูว่าหากจบแบบนี้ล่ะก็ หนังจะเป็นอะไรที่ Perfect มาก… แล้วมันก็ Perfect จนได้

6.)
ลีลาการเล่าเรื่องของผู้กำกับ Damien Chazelle ทำได้ถึงในทุกด้านครับครับ โดยเฉพาะการโชว์ฉากเต้นแบบ Long Take แต่ละซีนโชว์ความเทพและความตั้งใจของคนทำ เพราะไม่ใช่ของง่ายเลยที่จะยิงยาวให้ดารานักเต้นบนจอวาดลวดลายกันยาวๆ โดยไม่ตัดแบบนี้

นอกจากนี้ Chazelle ยังรู้จังหวะในการเล่า ฉากไหนยาวแล้วได้ดีพี่เขาก็ยิงยาว แต่ฉากไหนไม่ต้องยาว พี่เขาก็เล่าสั้นๆ แค่ฉากเดียวรู้หมดเลยว่าอะไรเป็นอะไร (อย่างตอนท้ายจะมีฉากที่หนังเล่าว่ามีอากับเซบาสเตียนมีชีวิตเป็นยังไงน่ะครับ ใช้แค่ฉากเดียวก็บอกได้ครบหมด)

หนังมีครบรสทั้งโรแมนติก, ดราม่า, บทเพลงดีๆ, ฉากเต้นที่เล่นใหญ่แบบกำลังดี คือ “ดูแกรนด์” แต่ไม่ “ดูเกิน” ตามด้วยอารมณ์ขันที่มาแบบธรรมชาติ (โดยเฉพาะฉากสะดุ้งของ Gosling ที่ฮาได้ทุกรอบ)

และที่ลืมไม่ได้คือฉากตอนท้ายที่คารวะหนังเพลงรุ่นเก่าตั้งแต่ The Broadway Melody เรื่อยมาจนถึง Singin in the Rain และ An American In Paris ได้อย่างสวยงาม ดูแล้วอิ่มเอมแท้น้อเลยครับ

ผมเชื่อแล้วว่าเขาทำหนังเรื่องนี้ด้วยใจรัก จุดนี้ไม่รู้จะหาหลักฐานอะไรมายืนยัน แต่มันรู้สึกได้ครับ และการที่คนรักหนังเพลงอย่างผม ลงเอยด้วยความรู้สึกรักหนังเรื่องนี้แบบสุดหัวใจ ก็น่าจะบ่งบอกอะไรได้บ้าง

7.)
ผมไม่การันตีว่านี่คือหนังที่ดีที่สุด และไม่รับประกันว่าทุกท่านจะชอบนะครับ เนื่องจากความชอบของคนเราไม่เท่ากัน แต่ผมเชื่อว่าคอหนังเพลงและคนที่มีประสบการณ์ “เดินตามความฝัน” ไม่ว่าจะกำลังเดินอยู่ หรือเคยเดินในอดีต (แต่ตอนนี้อยู่กับความจริงแล้ว) ก็คงโดนใจกับหนังเรื่องนี้ไม่มากก็น้อย

ผมชอบมากๆ ครับ ทุกวินาทีที่ดูรู้สึกเหมือนหนังเรื่องนี้สร้างมาเพื่อให้ผมดูแล้วบังเกิดความฟิน ซึ่งผมก็ฟินจริงๆ นะ ฟินในระดับที่ไม่ได้ฟินกับหนังเรื่องไหนมานานแล้ว เรื่องล่าสุดที่ฟินระดับนี้ก็คง The Dark Knight น่ะครับ (ฟินคนละแบบนะครับ แต่อยู่ในหมวด “ฟินมากมาย” เหมือนกัน)

8.) สปอยล์ครับ
++++++++++
++++++++++
++++++++++
++++++++++

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมรัก La La Land คือหนังเล่าเรื่องของคนมีฝันแบบครบทุกด้าน มันมีทั้งด้านสวยงามและด้านหม่นเศร้า จริงที่หนังอาจไม่ได้ลงลึกในด้านหม่นเศร้าแบบรุนแรง (ส่วนหนึ่งอาจเพราะ Chazelle เคยบอกว่า หนังหม่นหมองในโลกนี้มีเยอะแล้ว นั่นก็อาจทำให้เขาไม่อยากใส่ความหม่นเศร้าลงไปในหนังเรื่องนี้มากจนเกินไป) แต่หากมองประเด็นที่หนังจับมาแล้ว ก็ถือว่าเพียงพอ

จริงครับที่มีคนทำตามฝันได้สำเร็จ แต่ก็จริงอีกเช่นกันที่คนเหล่านั้นอาจต้องเสียบางสิ่งไป เราไม่มีทางรู้ว่าเดินบนเส้นไหนถึงจะถูกที่สุด… จะรู้ก็ต่อเมื่อเราเลือกไปแล้ว และเดินไปถึงปลายทางแล้ว

บอกตรงๆ ว่าเห็นใจเซบาสเตียนครับ จริงๆ ทางที่เขาเดินมันไม่ใช่ทางที่ผิดนะ เพียงแค่มันอาจไม่ใช่ทางที่ถูกที่สุดเท่านั้นเอง

ในฐานะผู้ชายสักคน ผมเข้าใจเซบาสเตียนครับ ผู้ชายอย่างเรามีฝัน แต่เมื่อเรารักใครสักคน คนที่เรารักนั่นเองที่จะกลายเป็นอีกฝันหนึ่งที่เราอยากจะขอไปให้ถึง ดังนั้นการที่เซบาสเตียนเลือกไปร่วมวงคีธ ก็เพราะเขาคิดว่ามันจะตอบโจทย์ความฝันทั้งสองของเขาได้ นั่นคือ 1.ได้เก็บเงิน สร้างชื่อ แล้วค่อยสร้างคลับ และ 2. มีงานมั่นคงเพื่อมีอา หรืออย่างน้อยก็เพื่อสร้างความมั่นใจให้พ่อแม่มีอา ว่าเขาจะสามารถเลี้ยงดูเธอได้

แต่เส้นทางที่เซบาสเตียนเลือก กลับไม่ใช่การตอบโจทย์ที่ตรงอย่างแท้จริง

เพราะแม้เขาจะได้เงินมากดังใจ แต่มันก็แลกมาด้วยการที่เขาไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ แม้เขาจะมีชื่อเสียงมากขึ้น แต่มันไม่ใช่ตัวเขาอย่างแท้จริง และต่อให้เขามีแฟนเพลงติดตาม ทว่าแฟนเพลงเหล่านั้นก็ไม่ได้รักผลงานที่เป็นตัวตนของเขาจริงๆ

และแม้เขาจะได้งานที่มั่นคง แต่เอาเข้าจริงสิ่งที่มีอาต้องการที่สุดกลับเป็นกำลังใจและความใกล้ชิด (อันเป็นสิ่งแรกเริ่มที่ทำให้พวกเขาเริ่มรักกัน) จนในที่สุดงานที่เขาเลือก ได้กลายเป็นจุดเริ่มของจุดจบแห่งความสัมพันธ์ของพวกเขา

จะว่าไปเส้นทางของเซบาสเตียนและมีอาสวนทางกันนะครับ ตอนแรกเซบาสเตียนเลือกที่จะเดินบนวิถีตนเอง ก่อนจะผันมาเป็นการเดินบนวิถีที่แห่งความสำเร็จตามสูตรของสังคม ในขณะที่มีอาเดินล้มลุกอยู่บนทางเดินแบบที่ใครๆ เขาก็ทำกันอยู่นาน จนกระทั่งได้เซบาสเตียนมาสนับสนุนให้เธอลองเดินบนเส้นทางของตัวเอง…

จะเป็นยังไงหากเซบาสเตียนรู้สักนิดว่าแท้จริงมีอาต้องการเพียง Someone in the Crowd… ซีนตอนท้ายที่เซบาสเตียนย้อนนึก “What If” เป็นซีนสรุปสตอรี่ที่สะเทือนใจยิ่ง

9.)
สิ่งที่ทำให้เรื่องราวของ La La Land ตรึงใจ ก็คงเพราะมันเป็นความเศร้าที่แสนหวาน เป็นดังวันวานสีซีดจางที่มีทั้งความสุขและความทุกข์ปะปนกัน… ถ้าหนังจบโดยการให้พวกเขาได้ครองคู่ ความตราตรึงอาจไม่เยอะถึงระดับนี้

และ La La Land พิสูจน์ให้เห็นว่า คนทำหนังสามารถถ่ายทอดประเด็นดีๆ ที่จริงจังเกี่ยวกับด้านหม่นหมองของชีวิตได้ โดยไม่ต้องใส่ภาพความอัปลักษณ์หรือหนักเครียดของชีวิตลงไป

… ไม่ต้องสมจริง ก็สะท้อนความจริงและถึงอารมณ์ (จนจุก) ได้ ขอเพียงคุณมีเทคนิคในการเล่าที่ดีพอ

สำหรับผม นี่คือหนังที่ร้อยเรียงเรื่องราวและรื่นเริงร้องรำได้สมบูรณ์ที่สุดในรอบหลายสิบปีครับ

ห้าดาวครับ

Star5

(10/10)