รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Snowden (2016) สโนว์เดน อัจฉริยะจารกรรมเขย่ามหาอำนาจ

18157695_1609706935726768_4283333458294193431_n

สมัยก่อนเวลาดูหนังประเภทเปิดโปงอะไรสักอย่าง ใจเราก็มักจะเชื่อหรือคิดไปในทิศทางที่ผู้สร้างหนังต้องการนำเสนอยู่เสมอ ซึ่งจริงๆ ก็ไม่แปลกครับ เพราะผู้สร้างหลายท่านก็อยากให้เราเชื่อ ในขณะที่อีกหลายท่านก็พยายามสื่อสารอธิบายกับเรา จากมุมที่เขามอง

ครั้นพอแก่ขึ้นก็ตระหนักว่าความจริงมีหลายด้าน เหมือนเหรียญที่หลายคนชอบยกขึ้นมาบอกว่า “เหรียญมี 2 ด้าน” แต่เอาเข้าจริงแล้วหากจะมองให้ครบและชัด มันต้องมองไปถึงขอบเหรียญ ตำหนิ ลวดลาย คนผลิต เครื่องมือที่ใช้ผลิต เหตุผลในการผลิต มูลค่าในการผลิต ฯลฯ

ถ้าเรานั่งพิจารณาเหรียญดีๆ มันอาจเชื่อมโยงยิงใยให้คิดไปไกลถึงจักรวาลก็ได้ครับ เรียกว่ามันมีอะไรมากกว่า 2 ด้าน (ผิด-ถูก) เยอะ

หนังจับเอาเรื่องจริงที่สะเทือนอเมริกามาบอกเล่าครับ เรื่องของเอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน (Joseph Gordon-Levitt) เจ้าหน้าที่ CIA ที่เปิดโปงว่าแท้จริงแล้วทางการอเมริกาละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของประชาชน ด้วยการสอดส่องชีวิตทุกคนโดยไม่มีการขออนุญาตหรือบอกกล่าวก่อน

ตัวหนังเปิดมาก็แนะนำให้เรารู้จักสโนว์เดนที่กำลังซ่อนตัวอยู่ในฮ่องกงและเตรียมให้ข่าวกับนักข่าวกลุ่มหนึ่ง แล้วเขาก็เล่าเรื่องให้เราฟังผ่านการสัมภาษณ์นั่นเองครับ เล่าตั้งแต่เริ่มตอนเขาสมัครเป็นทหาร เรื่อยมาจนถึงตอนได้ทำงานกับ CIA และได้รับรู้เรื่องไม่ชอบด้วยกฎหมายทั้งหลายที่ทางการทำ ก่อนจะตัดสินใจเปิดโปงจนส่งผลให้ชีวิตตนอยู่ในอันตราย

ว่ากันถึงตัวหนังแล้ว ถือเป็นผลงานการกำกับของ Oliver Stone ที่เวิร์กที่สุดในรอบ 20 ปีที่ผ่านมาครับ คือพี่เขาเคยทำผลงานระดับท็อปเทพไว้อย่าง Platoon, JFK และ Wall Street (เป็นหนังสมัยยุค 90 ทั้งนั้น) ซึ่งถือเป็นผลงานระดับห้ามพลาดสำหรับคอหนังก็ว่าได้

พอมาถึงยุค 2000 เป็นต้นมา พี่เขาก็มีงานมาเรื่อยๆ ครับ แต่อาจไม่เด็ดเท่าสมัยนั้น จนมาถึงเรื่องนี้แหละครับที่ทั้งการเล่าเรื่อง การนำเสนอ และความน่าติดตามถือว่าเยอะพอสมควร แม้จะไม่ดีเด่นถึงหนังยุค 90 ของเขา แต่ก็ถือว่าน่าจดจำและควรค่าแก่การรับชมครับ

จุดเด่นของหนังต้องยกให้ดาราน้อยใหญ่ที่ยกทัพกันมาแสดง นอกจากตัวหลักอย่าง Gordon-Levitt (ที่ละม้ายคล้ายตัวจริงของสโนว์เดนค่อนข้างมาก) ก็ยังมี Zachary Quinto, Melissa Leo, Rhys Ifans, Shailene Woodley, Tom Wilkinson, Joely Richardson, Timothy Olyphant, Scott Eastwood, Ben Chaplin แต่ละคนล่วนมาเสริมความแน่นและความน่าสนใจให้กับหนังได้เป็นอย่างดี

แต่คนที่ผมดีใจที่ได้เจอมากที่สุดต้องยกให้ Nicolas Cage ครับ 555 ดีใจมากๆ นะที่เห็นพี่แกได้เล่นในหนังฟอร์มนี้บ้าง ซึ่งเขาก็เล่นได้ดีเหมือนเดิมครับ และเห็นได้ชัดว่าหากพี่เขาได้รับการแต่งเนื้อแต่งตัวและแต่งหน้าดีๆ ล่ะก็ พี่เขาก็ยังมีราศีจับอยู่ไม่น้อย

จุดเด่นต่อมาคืองานภาพครับ ซึ่งหากมองกันด้วยสายตาคนปัจจุบันแล้ว ลีลามุมกล้องและการเล่นภาพของ Stone อาจไม่หวือหวาหรือไม่จัดจ้านเท่าผู้กำกับสมัยใหม่ จนหลายคนมองว่าหนังมีมุมกล้องธรรมดาและลีลายังงั้นๆ แต่หากมองกันด้วยสายตาคนที่ติดตามแกมานานแล้ว ก็ถือว่าพี่เขายังไว้ลายอยู่ครับ

อย่างน้อยลีลาการเล่าด้วยภาพ หรือมุมการจับภาพที่จะส่งผลต่ออารมณ์ของเรา เช่น บางช็อตก็ดูโล่งกว้าง แต่บางช็อตก็แคบจนอึดอัด หรือการจับภาพแบบไม่เต็มเฟรมในบางขณะที่ทำให้เรารู้สึกถึงความไม่มั่นคง อะไรพวกนี้คือลีลาเดิมๆ ที่อาจไม่หวือหวา แต่ก็เป็นลีลาเดิมๆ ที่ใช้ได้ผลเสมอ

แต่ที่ผมชอบสุดคงเป็นภาพมุมกว้างสวยๆ ในแต่ละสถานที่ที่เขาเข้าไปถ่ายครับ อย่างช็อตป่าเขาตรงฮาวายนั่น สวยงามจับตาจริงๆ รวมถึงบ้านของสโนว์เดนที่ฮาวายด้วย มันโล่ง สวย โปร่งสบาย น่าอยู่จริงๆ ซึ่งก็ขอชมผู้กำกับภาพ Anthony Dod Mantle (ที่ได้ออสการ์จาก Slumdog Millionaire) ที่คุมภาพได้อยู่มือทีเดียว

โดยรวมหนังถือว่าทำได้น่าพอใจครับ ดาราดี เนื้อเรื่องมีประเด็นให้ติดตามและคิดตาม การเล่าเรื่องและงานภาพถือว่ามีดีในตัว แต่อาจไม่ถึงขั้นสุดยอดหรือเข้มข้นมากๆ เท่านั้นเอง ก็ถือว่าคุ้มทุนสร้าง $40 ล้าน แต่ก็น่าเสียดายครับที่งานชิ้นนี้ไม่ทำเงินเท่าไร (ทำไปประมาณ $37 ล้านจากทั่วโลก)

อย่างหนึ่งที่ผมชอบในหนังเรื่องนี้คือการที่หนังเน้นอยู่บ่อยๆ ว่าจุดประสงค์ของสโนว์เดนนั้นคือตีแผ่เรื่องราวความจริงนี้ออกสื่อ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ และให้ประชาชนตัดสินใจเลือกเองว่าจะทำอย่างไรกับข้อมูลที่ได้รับ ประมาณว่าถ้ารู้แล้วจะเลือกให้รัฐทำแบบนั้นต่อไปก็ได้ หรือหากไม่เห็นด้วยก็แสดงออกมากัน ตามวิถีเสรีชน

ลีลาอันนี้ออกจะต่างจากสมัย Stone ทำ Platoon หรือ JFK ตรงที่หนังเหล่านั้นจะทำออกมาในแนวตอกหน้ารัฐบาล เอาข้อมูลมาตีแผ่ให้คนดูได้รู้ ในขณะที่เรื่องนี้แม้จะเป็นการตีแผ่เหมือนกัน แต่ก็ไม่ฟันธงถูก-ผิดแบบชัดเจน ทว่ามีการนำเสนอแง่มุมหลายๆ ด้าน

นอกจากมุมของสโนว์เดนที่เห็นว่าเรื่องนี้ควรได้รับการเปิดเผยแล้ว เราก็จะได้เห็นแง่มุมของทางการที่มองว่าการทำเช่นนี้มันเป็นเหมือนการตั้งการ์ด ที่เอาไว้ป้องกันการโจมตีที่อาจเกิดขึ้นกับอเมริกา ซึ่งก็พอเข้าใจครับว่าทำไมผู้หลักผู้ใหญ่ระดับสูงถึงตื่นตัวขนาดนั้น (ก็เพราะเหตุการณ์ 9/11 นั่นเอง)

“อย่าให้ความผิดพลาดนั้นเกิดกับรุ่นคุณ ให้มันหลอกหลอนแค่รุ่นผมก็พอ” ประโยคที่ว่าดูจะสะท้อนความคิดที่มองว่าการกระทำแบบนี้เป็นเรื่องปกติได้อย่างน่าสนใจทีเดียวครับ ซึ่งผมเชื่อนะว่าหลายคนไม่เห็นด้วยกับการกระทำเช่นนี้ของรัฐ แต่ก็เชื่ออีกเช่นกันว่าต้องมีคนที่เห็นด้วยน่ะ ของแบบนี้มีคนมองต่างมุมกันจริงๆ ถ้าให้ตั้งโต๊ะ Debate กันล่ะก็คงยาว เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลของตน

สำหรับสโนว์เดนนั้น ผมมองว่าเขาคือผลผลิตที่น่าสนใจของสังคมโลกเสรีในอเมริกานะ โอเคครับ คือผมรู้ว่าทุกประเทศมันไม่ได้มีเสรีร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก รัฐย่อมมีความพยายามในการควบคุมไม่มากก็น้อย แต่อย่างน้อยอเมริกาก็โปรเรื่อง “สิทธิและเสรีภาพของประชาชน” มาก เป็นแคมเปญที่เน้นกันมาหลายสิบปี

สโนว์เดนอาจถือได้ว่าเป็นความสำเร็จขอแคมเปญที่ว่า อเมริกาสามารถผลิตคนที่เห็นความสำคัญในเรื่องสิทธิและเสรีมากจนกล้าลุกขึ้นมาเปิดโปงองค์กรใหญ่ในประเทศบ้านเกิดของตน ประมาณว่าเรื่องสิทธิพื้นฐานของประชาชนตามรัฐธรรมนูญต้องมาก่อนเสมอ ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม

เจตนาของสโนว์เดน (เท่าที่เห็นและเท่าที่รู้) ดูเป็นเจตนาที่ดีครับ เขาไม่นิ่งเฉยปล่อยให้รัฐทำผิดกฎหมายหรือละเมิดสิทธิ์ประชาชน สิ่งที่เขาทำส่งผลต่ออเมริกามากทีเดียว ทำให้ประชาชนตื่นตัว ทำให้รัฐต้องยอมถอย (แต่บอกตรงๆ ว่าก็ไม่รู้ถอยจริงๆ หรือถอยเพียงในระดับพื้นผิว)

และสิ่งหนึ่งที่ผมคิดก็คือ ในโลกทุกวันนี้ คงไม่ใช่มีแต่อเมริกาหรอกครับที่พยายามสอดส่องควบคุมประชาชนของตนและควบคุมโลก มหาอำนาจอย่างจีน, รัสเซีย หรือเกาหลีเหนือก็คงมีอะไรทำนองนี้เหมือนกัน เพียงแต่จุดที่ต่างกันก็คือ ประเทศเหล่านั้นหากมีใครไปทำแบบสโนว์เดนล่ะก็… คนที่ทำคงยากจะรอดได้ และผมว่าคนระดับสูงก็คงจะไม่แคร์สื่อนะ ใครจะว่าหรือโลกจะติแค่ไหน ฉันก็ยังทำต่อไป ใครจะทำไม (นี่ผมพูดถึงต่างประเทศล้วนๆ น่ะนะครับ…จริงๆ นะเนี่ย)

แต่ยอมรับอย่างหนึ่งว่าตอนได้รับรู้ข้อมูลต่างๆ ระหว่างดูหนังเรื่องนี้ มันไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากครับ ไม่เหมือนสมัยดู JFK ที่การได้รู้แต่ละอย่างมันชวนให้ร้อง “โว้ว ว้าว จริงหรือนี่” แต่กับกรณีการดักฟังหรือการสอดแนมแทรกแซงของรัฐ เราๆ ท่านๆ ก็ได้ยินกันมานานทั้งจากหนังและข่าวต่างๆ เลยทำให้ระหว่างดูไม่ตื่นเต้นอะไรกับข้อมูลเหล่านี้เท่าไร

และอาจเพราะเหตุผลนี้ เลยทำให้หนังไม่ปังเท่าไร เพราะพล็อตไม่ได้สดใหม่น่ะครับ อีกทั้งเรื่องของสโนว์เดนก็อ่านได้จากเน็ตและหนังสือ

ทว่าเพราะแบบนี้แหละครับ ผมเลยออกจะชื่นชม Stone นะ เพราะแสดงว่าความน่าติดตามของหนังหลักๆ มันอยู่ที่ดารากับการคุมงานของแกล้วนๆ ไม่ใช่เพราะเนื้อหาที่พลิกผันกระตุกจิตเร้าใจ หรือสดใหม่แปลกตาแต่อย่างใด ผมก็เลยบอกน่ะครับว่านี่เป็นงานที่เข้าท่ามากๆ ในช่วงหลายสิบปีให้หลังของเขา

ดูแล้วไม่ผิดหวังครับ และถ้าใครชอบหนังสไตล์นี้แนะนำให้ไปขุดเอา JFK ของเขามาชม รับรองถึงใจแน่นอนครับ

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)