รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Café Society (2016) ณ ที่นั่นเรารักกัน

17554288_1572055739491888_8199577164001842599_n

ปีไหนไม่ได้ดูหนังของลุง Woody Allen มันคงเหมือนขาดอะไรไปอย่างน่ะครับ เพราะผมเองก็ตามดูหนังของลุงเขามากว่า 20 ปี จนแม้จะไม่รู้จักและไม่เคยเจอก็เถอะ แต่ก็รู้สึกประหนึ่งเหมือนเป็นญาติผู้ใหญ่ในชีวิตไปแล้วล่ะ

ผลงานเรื่องนี้มาแนวชีวิตผสมโรแมนติกบวกด้วยเบาสมองตามสไตล์ของลุงเขาครับ เหตุไปเกิดในยุค 1930 หลักๆ เลยก็เป็นเรื่องของ บ็อบบี้ (Jesse Eisenberg) หนุ่มจากตจว. ที่เดินทางมาหาญาติที่เป็นนักสร้างหนังนามว่า ฟิล สเติร์น (Steve Carell) โดยหวังว่าจะได้งานทำ

ระหว่างนั้นฟิลก็ส่งสาวสวยนามว่า เวโรนิก้า (Kristen Stewart) มาดูแลและพาเขาเที่ยวชมเมือง จากนั้นบ็อบบี้ก็ตกหลุมรักเธอครับ แต่เธอน่ะมีแฟนแล้ว บ็อบบี้ก็ได้แต่ทำใจและพยายามใช้ชีวิตต่อไปในเมืองใหญ่แห่งนี้…

ยังมีเรื่องราวต่อจากนี้อีกครับ แต่ผมขอเล่าแค่นี้พอ เพราะหนังสไตล์ลุง Woody นั้นเนื้อเรื่องไม่ได้ซับซ้อนอะไรหรอก อันที่จริงต้องบอกว่าพล็อตมันก็เหมือนหนังสารพัดของลุงเขานั่นคือจะว่าด้วยเรื่องของชีวิตคนที่เจอเรื่องสุขทุกข์ผสมปนเปกันไป เรื่องคนรักกัน เรื่องรักไม่สมหวัง หรือเรื่องคนนอกใจกันอะไรประมาณนี้

แต่แม้จะเป็นพล็อตเดิมๆ ทว่าลุงเขาก็ยังเล่าได้อร่อยครับ เพราะทีเด็ดของลุงเขาคือบทสนทนาที่ออกแนว “ขำคิด” คือไม่ได้ฟังแล้วเบาสมองอย่างเดียว แต่จะได้สาระหรือไม่ก็จิกกัดสังคมผสมไปด้วย ซึ่งนั่นก็เป็นเสน่ห์สำคัญในหนังที่มีชื่อลุง Woody พะยี่ห้ออยู่

ก็บอกได้เลยครับว่าใครติดใจรสมือของลุงเขาล่ะก็ เรื่องนี้ไม่น่าจะทำให้ผิดหวัง แม้มันอาจจะไม่ใช่งานท็อปฟอร์มอย่าง Midnight In Paris แต่ก็ถือว่าดูสนุก ดูเพลิน ดาราก็เล่นกันได้ลื่นไหล ดูไปก็ยิ้มไป แม้บางสถานการณ์ในเรื่องมันจะชวนเศร้าก็เถอะ แต่ลุงเขาก็ยังสามารถคุมโทนให้มันดูชวนหัวได้

พอดูหนังของลุงเขาไปเยอะๆ ก็รู้สึกครับว่าลุงเขาถนัดนักกับการเอาเรื่องเจ็บๆ ช้ำๆ ของชีวิตมาเล่าในมุมเสียดสี เล่าในมุมขำขัน เหมือนจะกระซิบบอกคนดูให้เข้าใจว่า “นี่แหละคือชีวิต” มันไม่สวยไม่สด ไม่งดไม่งาม และตัวเราเองก็ไม่ได้อะไรอย่างใจเสมอไปหรอก

หลายครั้งที่มีคนสมหวังก็จะมีคนผิดหวังนั่งคอตกอยู่ เราไม่รู้หรอกครับว่าวันไหนเราจะเป็นคนคอตกที่ว่านั่น แต่เราก็เลือกได้ว่าเราจะนั่งคอตกอยู่อย่างนั้นหรือหาทางเชิดหน้าเดินต่อไป เพราะไม่แน่หรอกว่าวันข้างหน้ามันอาจมีเรื่องดีๆ รอเราอยู่ก็ได้

อารมณ์ของหนังเรื่องนี้มันสวยงามดีครับ แม้เรื่องราวมันอาจไม่ได้สวยงามไปเสียทั้งหมด เพราะมันก็มีเรื่องการนอกใจ การคบชู้ขึ้นจออยู่เนืองๆ แต่ลุง Woody ก็สามารถเล่าให้มันออกรสได้แบบกำลังดี และคงอารมณ์ที่ว่านี้ไปจนกระทั่งหนังจบ

ผมชอบฉากจบมากครับ มันให้อารมณ์เหมือนเราเพิ่งได้รับรู้ “ช่วงหนึ่งของชีวิตคน” และ “เสี้ยวหนึ่งของความทรงจำ” มันประมาณเหมือนตอนเรานั่งนึกถึงเหตุการณ์หวานปนขมในอดีตที่เรารู้อยู่คนเดียวน่ะครับ ซึ่งปกติต่อให้เราเล่าเรื่องราวตอนนั้นให้คนอื่นฟัง คนอื่นก็อาจจะไม่รู้ว่าเรารู้สึกอย่างไรก็ได้

แต่กับเรื่องนี้ลุง Woody แกเล่าจนเราสัมผัสห้วงอารมณ์บางอย่างของบ็อบบี้ได้ และพอถึงฉากจบตอนที่บ็อบบี้ยืนนิ่งนึกถึงเรื่องราวต่างๆ เราก็สัมผ้สได้ถึงความอินและสัมผัสห้วงอารมณ์นั้นตามบ้อบบี้ไปด้วย… ไม่ใช่ผู้กำกับทุกคนที่จะทำแบบนี้ได้ครับ

และทีเด็ดที่ทำให้ผมชอบหนังเรื่องนี้มากขึ้นคือดนตรีเพลง Jazz สวยๆ ที่หนนี้เน้นเปียโนครับ (ปกติหนังลุง Woody จะเน้นพวกเครื่องเป่าเช่นแคลริเนต) โดยเพลงก็จะมาจากยุค 30 นั่นแหละครับ อย่าง Have You Met Miss Jones?, Too Marvelous for Words, The Lady Is a Tramp และอีกเพียบครับ ทุกเพลงได้รับการบรรเลงอย่างไพเราะ เสริมอารมณ์ความรื่นรมย์ให้กับหนังได้แบบเต็มๆ จนบอกได้เลยว่าใครรัก Jazz สายบรรเลงล่ะก็ จะต้องรัก Soundtrack เรื่องนี้แน่นอนครับ

สรุปเลยว่าหนังอาจไม่ได้สุดยอดนะ แต่ดูเพลินตามสไตล์หนังเบาสมองแบบของลุง Woody ดาราที่แสดงก็ลื่นไปกับบท แล้วก็บวกด้วยพลังดนตรี Jazz ระดับเทพ (ส่วนใหญ่ที่ได้ยินจะเป็นผลงานของ Vince Giordano and The Nighthawks ครับ) จนถือได้ว่านี่เป็นหนังน่าดูอีกเรื่องสำหรับแฟนๆ ของลุง Woody Allen ครับ

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7.5/10)