Action

Assassin’s Creed (2016) อัสแซสซินส์ ครีด

assassin_s_creed-271195640-large

เกม Assassin’s Creed สำหรับผมแล้วถือเป็นปรากฏการณ์แห่งความมันส์ครับ เล่นแล้วติดเลย แล้วก็ตามเล่นทุกภาคเรื่อยมา ยิ่งภาคหลังๆ นี่โลกในเกมมันกว้างขึ้น ผมก็ใช้เวลาเดินเล่นในเกมเป็นชั่วโมงๆ ประหนึ่งเป็นที่เดินเล่นเปลี่ยนบรรยากาศทีเดียว

ความเจ๋งของเกมนี้อย่างแรกคือแอ็กชันพริ้วๆ ลีลาการต่อสู้ถือว่ามันส์ดี แต่ที่เจ๋งกว่าคือการที่เราสามารถปีนป่ายโดดเกาะขอบกำแพงไปได้ทั่ว (รู้สึกยังกับสไปเดอร์แมนน่ะครับ) ยิ่งตอนได้วิ่ง+โดด+ปีนแบบยาวๆ นี่มันสะใจแท้

ความเจ๋งต่อมาคือเนื้อเรื่องครับ ตอนเล่นแรกๆ ก็นึกว่าไม่มีอะไร แค่ไล่สังหารบุคคลตามคำสั่งเท่านั้น แต่ไปๆ มาๆ มันมีความลับซ่อนอยู่ครับ โดยเฉพาะเรื่องของ “แอปเปิ้ล” ที่ยิ่งเล่นยิ่งรู้สึกว่ามันวิจิตรพิสดารเป็นบ้าเลย

แต่จุดที่ผมชอบเหนืออื่นใดคือเวลาต้องผจญภัยไขความลับน่ะครับ มันจะมีทางลับซ่อนอยู่ให้เราฝ่าด่านอรหันต์ (ส่วนมากจะเป็นใต้เมือง) มันจะมีเส้นทางให้ผจญภัย อารมณ์ยังกับ Indiana Jones หรือ Tomb Raider เลย และแต่ละฉากก็อลังการมากๆ ด้วย

เกม Assassin’s Creed เลยถือเป็นอะไรที่รวมมิตรมากๆ จะเอาแอ็กชันก็มี จะเอาผจญภัยล่าสมบัติก็มี หรือจะเอาไซไฟล้ำจินตนาการก็มี จนไม่แปลกล่ะครับที่หลายคนจะเพลินกับการเล่นขนาดนี้ (ที่ชอบอีกอย่างคือยามที่ได้เอาเงินไปเปิดร้านค้าต่างๆ รู้สึกเหมือนได้มีส่วนเพิ่มความเจริญให้เมืองนั้นๆ ยังไงก็ไม่รู้)

ส่วนตัวหนังนั้น ตอนดูตัวอย่างพวกฉากและแอ็กชันต่างๆ ก็ได้อารมณ์แบบในเกมอยู่ครับ แต่ก็เผื่อใจไว้เหมือนกันว่าสารพัดของดีที่ผมโปรดปรานจากในเกมนั้น อาจมีโผล่มาที่ในหนังเพียงบางส่วนเท่านั้น และหลังจากได้ชมแล้ว ก็รู้สึกดีครับที่เผื่อใจไว้ล่วงหน้าเสียก่อน ^_^

ถ้าถามว่าหนังสนุกไหม ก็ถือว่าเรื่อยๆ ครับ พวกฉากแอ็กชันทำได้ไม่เลว พริ้วไหวสะบัดผ้าคลุมกันได้เท่ห์ในระดับหนึ่ง แล้วก็ฉากโชว์ลีลาการปีนป่ายปากัวร์ไปทั่วเมืองก็ทำได้ดี และอีกอย่างที่ชอบคือการเปลี่ยนรายละเอียดตรงเครื่องแอนิมัส ที่หากเป็นในเกมแล้วตัวเอกจะแค่นอนอยู่กับเตียง แต่ในหนังมีการดัดแปลงให้ตัวเอกมีแอ็กชันพร้อมกันไปในขณะที่อยู่ในแอนิมัสด้วย (ซึ่งก็ทำให้สกิลความเก่งที่พระเอกในโลกปัจจุบันมี ดูสมเหตุผลขึ้น)

แต่ตัวเนื้อเรื่องไม่ค่อยมีอะไรให้ติดตามนัก สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมงงคือหนังบอกคนดูตั้งแต่ต้นเกี่ยวกับ “แอปเปิ้ล” ที่งงเพราะจริงๆ ผมว่ามันเป็นปมที่เหมาะแก่การให้คนดูไปค้นหาระหว่างดู เหมือนตอนเล่นเกมแล้วค่อยๆ รู้เรื่องเกี่ยวกับมันน่ะครับ มันจะน่าค้นหากว่า (จำได้ตอนเล่นเกมนี่ ทำเอาว้าวในหลายหนเลยนะ) แต่นี่บอกตอนหนังเปิดมาเลยครับว่าในเรื่องมีการแย่งชิงแอปเปิ้ลกัน บอกเรื่องของเทมปลาร์ด้วย ก็ทำให้เสียดายไม่น้อย เพราะถ้าเก็บไว้เป็นปมให้ค่อยๆ เปิดทีละนิด มันก็น่าจะเพิ่มความน่าติดตามให้กับหนังได้อีกพอสมควร

ทีนี้พอหนังบอกเรื่องเกี่ยวกับแอปเปิ้ลแต่ต้น หนังส่วนที่เหลือก็เหมือนเป็นการแนะนำให้คนดูรู้จักกับตัวเอกอย่างคัล ลินช์ (Michael Fassbender) รู้จักบรรพบุรุษของเขาที่เป็นแอสแซสซินส์ ตามด้วยองค์กรที่นำตัวคัลมาเพื่อการตามหาแอปเปิ้ล ซึ่งการเล่าเรื่องในส่วนนี้ไม่มีลูกเล่นอะไรมากครับ ออกแนวธรรมดา เดินหน้าไปเรื่อยๆ ก็อย่างที่บอกครับว่าหนังเปิดปมที่ควรค่อยๆ เปิดไปหมดแต่ต้น

ในใจก็คิดน่ะครับ ถ้าหนังไม่เล่าอะไรมาก เปิดมาก็ให้คัลค่อยๆ ค้นหาความจริงไปพร้อมกับคนดู ค่อยๆ เปิดเผยว่าใครต้องการอะไร ค่อยๆ เปิดปมว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้คืออะไร มันก็คงมีอะไรให้เราสนุกไปกับการติดตามน่ะครับ

แต่อย่างน้อยก็พอเข้าใจครับว่าหนังเรื่องนี้ต้องการเปิดโลกให้เรารู้จักกับแอสแซสซินส์ ซึ่งตอนจบนี่ก็เตรียมนำไปสู่ภาคต่อแบบชัดเจน ถ้าให้เดาผมว่าของดีที่ผมชอบ (เช่น ฉากผจญภัย ไขความลับ ฝ่ากับดักหาสมบัติ) ทีมงานก็คงเก็บไว้ใส่ในภาคหน้า ประมาณว่าของดีๆ เก็บไว้ก่อน ภาคนี้เอาแค่อะไรพื้นๆ ใส่ลงไปก็พอ

แต่ปัญหาคือมันพื้นๆ เกินไปครับ ความสนุกมันเลยพลอยลดน้อยลงไปด้วย ก็รู้สึกเสียดายเหมือนกันครับ เพราะโอกาสทำภาคต่อตอนนี้น่าจะเป็นศูนย์ล่ะครับ เพราะเปิดตัวรวมในสัปดาห์แรกแค่ $17 ล้าน จากทุนสร้างประมาณ $125 ล้าน ยิ่งช่วงนี้มีหนังให้เลือกเยอะ ไหนจะ Rouge One และ Sing ที่ตั้งมั่นทำเงินอยู่อีกด้วย

บอกตรงๆ ว่าเสียดายจริงๆ ครับ ในเกมนั้นมีวัตถุดิบดีๆ ให้เอามาใช้ได้ตั้งเยอะแยะ แต่ของดีที่ว่ามาปรากฏในหนังแค่นิดเดียวเอง ก็พยายามคิดล่ะครับว่ามีการกั๊กของดีไว้ใช้คราวหน้า แต่เผอิญว่าถ้าคราวนี้แจ้งเกิดให้หนังไม่สำเร็จล่ะก็ เราก็คงจะไม่มีวันได้เห็นภาคต่อไป แม้มันจะมีของดีแค่ไหนรออยู่ก็เถอะ

สองดาวครับ

Star21

(6/10)