Action

ดาบปราบเทวดา (2016) Sword Master

16640977_1522821174415345_3234255428879183605_n

หนังที่ดัดแปลงจากนิยาย “ซาเสียวเอี้ย” ของมังกรโบราณโก้วเล้งที่ทำให้ผมสนใจพอสมควรด้วยภาพที่สวยประหนึ่งภาพวาด ตามด้วยลีลาบู๊แบบไม่หนัก Effect เท่าไร

เรื่องของเจี่ยเฮียวฮง คุณชายสามผู้สืบทอดตำแหน่งประมุขของบ้านกระบี่เทพเจ้าที่เบื่อหน่ายกับวงจรการฆ่าฟันของเหล่าชาวยุทธ์ ดังคำว่า “เมื่ออยู่ในยุทธภพแล้ว มิอาจเป็นตัวของตัวเองได้” เขาเลยแสร้งเป็นว่าตายและหลบลี้ไปใช้ชีวิตเป็นคนธรรมดาในที่ห่างไกล

คนธรรมดาที่ว่านี้ก็ไม่ใช่คนธรรมดาเดินดิน แต่เขาเลือกจะเป็นคนที่ไร้ตัวตนจนอาจถือได้ว่าต่ำตมกว่าผืนดิน เขากลายเป็น “อากิกที่ใช้ไม่ได้” ทำงานในหอนางโลมให้คนกดขี่ แล้วก็ทำงานที่ผู้คนต่างรังเกียจอย่างหาบถังอุจจาระ

แต่แล้วเขาก็หนีชะตาตนไม่พ้น เมื่อมือกระบี่อี้จับซาหมายจะหาตัวคุณชายสามมาเพื่อประลองฝีมือ อีกทั้งคนรักเก่าของคุณชายสามเองก็แปรผันเปลี่ยนจากรักกลายเป็นแค้น (เพราะเขาหนีจากนางไป ทั้งที่รับปากว่าจะแต่งงานด้วย) เลยทำให้เขาต้องเผชิญกับวงจรความรักความแค้นอีกครั้งในที่สุด

นี่อาจไม่ใช่หนังกำลังภายในที่ดีที่สุดน่ะนะครับ แต่ผมชอบแฮะ โดยส่วนตัวถือว่าเป็นหนังกำลังภายในที่ทำออกมาได้เข้าท่าที่สุดในรอบหลายปี อย่างแรกที่ชอบคือลีลาตวัดกระบี่ที่ไม่ได้เน้น Effect จนเว่อร์ คือมันก็มีการใช้ CG อยู่ล่ะครับ แต่เป็นการใช้เพื่อเสริมลีลาเพลงยุทธให้พลิ้วไหว ไม่ได้ทำออกมาแบบซัดพลังแสงใส่กัน หรือ CG กันจนหลุดกลายเป็นหนังแฟนตาซี

สิ่งที่ชอบอย่างที่สองคือภาพครับ ภาพสวยจริง งดงามประดุจดังภาพวาด ซึ่งผมมองว่ามันเป็นการเรโทรอย่างหนึ่งนะ มันทำให้นึกถึงหนัง Shaw Brothers สมัยก่อนน่ะครับ ที่มักจะมีฉากหลังเป็นภาพวาด แต่ไม่ได้วาดแบบส่งๆ แบบที่หนังทีวียุค 80 – 90 ทำนะ ทว่าจะเป็นการวาดที่มีศิลปะ แม้จะดูออกว่าไม่ใช่ของจริง แต่มันก็เข้ากับเรื่องราวและเสริมอารมณ์ให้กับฉากนั้นๆ ได้อย่างพอดี

กับเรื่องนี้ก็ประมาณนั้นครับ ฉากสวย สีสันกำลังดี คือถ้าให้ว่าตามจริงแล้ว หนังเรื่องนี้ CG ทั้งเรื่องนะ ถ้าไม่ CG ฉากบู๊ก็ CG ฉากหลัง แต่มันเป็นการเอา CG มารับใช้หนัง ไม่ใช่เอาหนังไปยัด CG จนกระบวนหนังเสียไป หรือเนื้อเรื่องหลุดจากทิศทางไป

ส่วนหนึ่งที่ผมชอบก็คงเพราะหนังจีนระยะหลังๆ มักจะเน้น CG จนเยอะเกินครับ บางเรื่องเยอะจนเลอะไปเลยก็มี เลยทำให้พอเจอหนังที่ใช้ CG แบบกำลังดี ชูรสหนังให้สนุกแต่ไม่เยอะจนบดบังอะไรต่อมิอะไรในหนัง มันเลยเป็นอะไรที่โดนใจไม่น้อย (ว่าง่ายๆ คือรออะไรแบบนี้มานานน่ะครับ และถ้ามีแบบนี้อีกจะยิ่งดีใจมากๆ เลย)

ในแง่เนื้อหาก็อาจไม่ได้ซับซ้อนครับ แต่ก็เล่าเรื่องแบบกำลังเหมาะ ดูจบแล้วพอเข้าใจว่าใครทำอะไรลงไปด้วยเหตุผลอะไร มันก็คือบุญคุณความแค้นแบบคลาสสิกของหนังกำลังภายในนั่นแหละ แต่พอเอาเนื้อเรื่องมาบวกกับ CG ภาพสวยๆ แบบพอดีๆ แบบนี้แล้ว มันก็ได้รสชาติที่อร่อยไปอีกแบบเหมือนกัน

ผมชอบสาระในหนังนะ มีอะไรให้หยิบไปคิดเรื่อยๆ อย่างเหตุผลที่ทำให้คุณชายสามออกจากยุทธภพมันก็ชัดเจนดี ถ้าให้พูดเป็บภาษาชาวบ้านคืออยู่แล้วเครียด เพราะชีวิตชาวยุทธแบบที่เขาต้องอยู่นั้น มันตึงโคตรๆ ตึงจนถึงขนาด “กระทั่งลมหายใจ ก็มิใช่ของตัวเอง” ด้วยซ้ำ… แล้วแบบนี้ใครจะอยากถือกระบี่ต่อไปเล่า?

ฉากที่เผยให้เห็นถึงเหตุการณ์ที่ทำให้คุณชายสามทนไม่ไหวกับวงจรความแค้นในยุทธภพนั้นทำออกมาได้ดีครับ อาจไม่ถึงกับบีบใจสุดๆ แต่ก็ถือว่าบีบได้ในระดับหนึ่ง จนอดคิดไม่ได้ว่าถ้าเป็นเราแล้ว เราจะกดดันขนาดไหน เราจะตัดสินใจทำตามคำสั่ง หรือ จะตะโกนดังๆ ว่า “พอกันที”

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในชีวิตจริงของคนเราทุกวันนี้ เราก็เจอสถานการณ์ที่เราต้องตัดสินใจหรือเจออะไรที่มันบีบคั้นอยู่เป็นระยะครับ เหมือนกับที่หลายๆ คนบอกว่าสังคมทุกวันนี้อยู่ยาก บางคนเป็นตัวของตัวเองจนไม่สนใคร แต่บางคนก็ต้องกดความเป็นตัวเองไว้จนแทบระเบิด… สังคมบ้านเราทุกวันนี้มันก็ยุทธภพดีๆ นี่เอง

หรือมุมมองที่ต่างกันระหว่างคุณชายสามกับชิวตี๋ คนรักเก่า ที่คุณชายสามมองโลกในมุมที่ว่าคนเราก็เท่ากัน ล้วนมาจากดินและต้องกลับสู่ดินไม่ช้าก็เร็ว แต่ชิวตี๋ที่เป็นคนมีชาติตระกูลกลับรับไม่ได้ และมองว่าในเมื่อตนเกิดมาสูง แล้วเหตุใดต้องคล้อยลงต่ำล่ะ แบบนั้นไม่เท่ากับปฏิเสธสิ่งที่ตนเองเป็นหรือ? เกิดมาสูงก็อยู่สูงไปสิ มันผิดตรงไหน?

ประเด็นนี้อาจไม่ได้รับการลงลึกแบบชัดเจน แต่ก็ถือเป็นเมล็ดพันธุ์ชวนให้เราคิดต่อยอดไปถึงเรื่อง “ทางสายกลาง” ได้เหมือนกัน (จริงๆ ตอนหลังๆ คุณชายสามก็เข้าสู่ทางสายกลางครับ เพียงแต่อาจไม่ได้โยงประเด็นนี้เข้ากับการกระทำนั้นแบบชัดๆ เสียทีเดียว)

แต่ผมชอบตอนท้ายที่สุด มันลึกซึ้งจนผมเก็บเอาไปคิดได้เลยทีเดียว จุดแรกเลยคือผมชอบที่หนังเอามุก “สู้ด้วยจิตหรือจินตนาการ” มาถ่ายทอดในแบบของกำลังภายในได้อย่างพอเหมาะ มันมีการใช้ CG ในฉากที่ว่า แต่ก็อย่างที่บอกครับว่าหนังเอา CG มารับใช้เรื่องราว อันนี้ชวนให้นึกถึงฉากสู้กันในจิตแบบ Sherlock Holmes ที่ล่าสุด Resident Evil 6 เอามาใช้ แต่อันนั้นเอาใช้แบบทั้งดุ้น ทว่ากับเรื่องนี้มันมีการดัดแปลงให้เหมาะกับความเป็นหนังจีนกำลังภายในครับ

สิ่งที่ชอบต่อมาคือการประลองสุดท้ายระหว่างคุณชายสามและอี้จับซา ตอนแรกเห็นในตัวอย่างที่อี้จับซาแยกร่างเป็น 5 ร่างแล้วพุ่งเข้าหาคุณชายสาม ไอ้เราก็นึกว่าหนังจะใช้ CG ทำอี้จับซาเป็นหลายๆ ร่างแล้วรุมคุณชายสามหรือเปล่า? แต่ปรากฏว่ามันไม่ใช่ครับ และกลายเป็นฉากที่ว่านี้มีอะไรลึกซึ้งให้ผมได้เก็บมาคิด (แน่นอนว่าถัดจากนี้จะมีสิ่งที่เรียกว่าสปอยล์ครับ หากไม่อยากรู้ หยุดอ่าน ณ ตรงนี้ได้เลยครับ)

ในนาทีที่การประลองเริ่ม คุณชายสามยืนตั้งรับการบุกของอี้จับซา และเราจะได้เห็นอี้จับซาแยกออกเป็น 5 ร่าง ในความคิดผมนั้น ฉากที่ว่านี้มันมีความหมายชวนให้คิดใน 2 นัย

นัยแรก การที่อี้จับซาแยกออกเป็น 5 อาจหมายถึง “กระบวนท่าที่เป็นไปได้ที่อี้จับซาจะใช้” ว่าง่ายๆ คือกระบวนท่าที่เป็นไปได้ว่าอี้จับซาจะใช้มี 5 กระบวน ดังนั้นสิ่งที่คุณชายสามต้องมองให้ออกคือ กระบวนใดเล่าที่อี้จับซาจะใช้ในครานี้? ซึ่งหากคุณชายสามมองได้ถูก ก็จะรับมือได้ถูก

แล้วภาพต่อมาที่เราเห็นก็คือ ภาพอี้จับซาในดวงตาคุณชายสามมีเพียงภาพเดียว มีภาพอี้จับซาเพียงหนึ่ง มิได้มี 5 ร่างดังที่เราเห็น… คุณชายสามพบแล้วว่ากระบวนใดที่อี้จับซาจะใช้ เขามองออกแล้ว แล้วจากนั้นเขาก็รับมือกระบวนท่านั้นในทันที

อันว่าผู้ใดสามารถอ่านกระบวนของอีกฝ่ายออกและตั้งท่ารับมือได้อย่างทันท่วงที ผู้นั้นย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง และโอกาสที่ผู้นั้นจะได้รับชัยชนะย่อมมากขึ้น จุดนี้เปรียบได้กับเวลาเราเจอกับคู่ต่อสู้หรือ “ปัญหา” ที่โถมตัวเข้ามาจัดการกับเรา แน่นอนว่ากระบวนท่าที่ศัตรูหรือ “ปัญหา” เหล่านั้นจะใช้จัดการกับเราย่อมมีหลายความเป็นไปได้

สิ่งที่เราต้องทำคือตั้งสติ ใช้ประสบการณ์ที่มีประมวลมันออกมาจนพบหนทางที่เป็นไปได้ที่สุดที่อีกฝ่ายจะใช้กับเรา จากนั้นเราก็เตรียมรับมือให้ทันเวลา ประหนึ่ง “ยิงก็ยิงให้ตรงเป้า เล่าก็เล่าให้เข้าเรื่อง นัดเดียวจอด ตวัดเดียวจบ”

ในชีวิตจริงของเราทุกวันนี้ เราก็ต้องเจอกับปัญหาสารพัดหน้าตาจู่โจมเข้ามาทั้งแบบทันและไม่ทันตั้งตัว แต่หากเราสามารถประเมินเหตุและผลของมันได้ มองให้ทะลุว่าอะไรคือปัญหาที่แท้จริง แล้วรับมือให้ตรงจุด เราย่อมสามารถสยบปัญหาลงได้อย่างรวดเร็ว หรืออย่างน้อยที่สุดเราก็สามารถตั้งรับมันได้อย่างถูกต้อง ไม่ใช่รับแบบสะเปะสะปะจนบังเกิดความพลาดพลั้ง

ส่วนนัยที่ 2 ที่ผมมองก็คือ การที่อี้จับซาแยกร่างเป็น 5 อาจเปรียบได้กับเวลาที่เราเจอศัตรูหรือปัญหาอะไรสักอย่างนั้น เราอาจมองมันให้ “ใหญ่เกินความจริง” เช่นปัญหาอาจมาแค่ 1 แต่เรากลัวมันและลนลาน จนจิตปรุงแต่งให้เราเห็นขนาดของมันใหญ่ขึ้นเป็น 10 หรือ 100 เท่า

หากเรามองอย่างขาดสติ ปล่อยให้ความกลัวก่อตัวจนสติหลุด เราก็อาจทำอะไรผิดแล้วพลาดอีก ดีไม่ดีนอกจากจะไม่สามารถรับมือกับปัญหานั้นได้แล้ว เราอาจสร้างปัญหาใหม่ ก่อเรื่องก่อราวจนเราเองอาจล้มจนลุกไม่ขึ้นเลยก็ได้

เมื่อพูดถึงจุดนี้ก็ย้อนให้คิดถึงการที่คุณชายสามต้องเจอวิบากกรรม รวมถึงคนอื่นๆ อีกมากมายที่ต้องพลอยรับเคราะห์อันเนื่องมาจากความแค้นที่คุณชายสามไปก่อไว้ ก็ทำให้คิดได้ว่า จริงๆ การที่คุณชายสามอยากยุติวงจรการรบราฆ่าฟันนั้นเป็นสิ่งที่เหมาะ แต่การเลือกแก้ปัญหาด้วยการ “หนี” มันไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้องอย่างแท้จริง

ณ ยามที่คุณชายสามเจอเรื่องกดดันอย่างหนักจนทำให้ตัดสินใจหนีไปจากยุทธภพนั้น เขาคงรู้สึกว่าเรื่องนี้มันใหญ่มากจนเขาไม่อาจแก้หรือต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เขาจึงหนีไป หนีไปให้ไกล… แต่ลองว่าคนเราหนี “ตัวเอง” ต่อให้หนีไกลแค่ไหน มันก็ไม่อาจหนีพ้นไปได้!

จนในที่สุด เมื่อเขาเข้าใจความจริง เขาจึงกลับมายุติเงื่อนที่เขาก่อเอาไว้ กลับมาสยบสารพัดความแค้นที่เขาเป็นผู้สุมไฟไว้แต่ต้น กลับมารับผิดชอบ “ตัวตน” ที่เขาพยายามหนี… ต้องรอจนถึงเมื่อนั้น อะไรๆ ถึงค่อยบรรเทา

ทั้งหมดทั้งปวงที่ผมเอ่ยนี้อาจเป็นสาระเชิง “มโน” ที่ผุดขึ้นมาเองในหัวของผม แต่กระนั้นมันก็เป็นสาระที่ผมชมชอบและตระหนักในคุณค่า มันคือแง่คิดแบบที่นิยายกำลังภายในมักจะมอบให้กับเรา และคงด้วยเหตุผลนั้นเลยทำให้ผมชื่นชอบหนังเรื่องนี้ในระดับหนึ่ง (ผมไม่ได้บอกว่าเรื่องนี้ลึกล้ำมากมายนะครับ เพียงแต่บอกว่าผมได้อะไรบางอย่างจากหนังเรื่องนี้มากกว่าที่คิดเท่านั้น)

นี่จึงเป็นหนังกำลังภายในที่ไม่ได้บู๊มันส์อะไรมากมาย แต่มันลงตัวพอดี เป็นงานที่ดูแล้วตระหนักได้ว่าคนทำเขาตั้งใจสร้างมันออกมา ไม่ได้เจตนาทำออกมาเอามันส์หรือเจตนาโกยเงิน (เพราะจริง แล้วหนังไม่โกยเงินเลยครับ ทำเงินในบ้านไปแค่ US$14 ล้านเหรียญเท่านั้น… แต่หนังอย่าง From Vegas to Macau ได้ไปร่วม US$160 กว่าล้าน 555)

คงเป็นหนังที่ผมจะเอามาเสพอีกเป็นระยะ ไม่ใช่เพราะมันดีที่สุดหรอกนะครับ มันไม่เท่า Crouching Tiger, Hidden Dragon หรือ Hero แต่เพราะมันดีที่สุดในแนวทางของมันเท่าที่พอจะหาได้ในหลายปีให้หลังมานี่

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7.5/10)

Advertisements