Action

The Mummy (2017) เดอะ มัมมี่

19060158_1663615887002539_4973561438379952478_n

(สิ่งที่ผมเขียนนี้มีสปอยล์แน่นอนครับ คงต้องขอสปอยล์เพื่อความครบเครื่องในการเขียนถึงครับ)

ผมนั่งคิดอยู่พักหนึ่งครับว่าจะเขียนถึงหนังเรื่องนี้ดีไหม เพราะสิ่งที่ผมพยายามระวังที่สุดในการเขียนเกี่ยวกับหนังทุกครั้งก็คือ ระวังไม่ให้เกิดบรรยากาศความขัดแย้งอันเนื่องจากความเห็นต่าง หรือเกิดความรู้สึกไม่ดียามผมเขียนถึงแง่ลบของหนังเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากๆ เข้า ซึ่งใจผมนั้นก็ไม่อยากให้สิ่งที่ผมเขียนต้องก่อให้เกิดบรรยากาศที่ไม่ดีครับ

แต่กระนั้นใจก็ยังอยากเขียนครับ เพราะจะว่าไปแล้ว หนังเรื่องนี้ก็มีสิ่งที่ผมอยากพูดถึงอยู่เหมือนกัน เลยขอชี้แจงตรงนี้เลยว่า ผมอาจจะไม่ได้ชอบหนังเรื่องนี้มากนัก แต่มันก็เป็นเพียงความเห็นของผมเท่านั้นครับ ไม่ใช่การฟันธงตีตราแต่อย่างใด เพราะคุณอาจชอบหนังเรื่องนี้ก็ได้ครับ และทางเดียวที่คุณจะรู้ได้ ก็คือต้องลองชมดูสักครั้ง หาคำตอบให้ตัวเองดูสักหนหนึ่ง

และโปรดอย่าถือเป็นเรื่องส่วนตัวกันเลยครับ ผมดูหนัง ผมใช้เวลา ผมใช้เงินแลกตั๋วเข้าชม ผมอาจดูแล้วชอบหรือไม่ชอบหนังเรื่องนั้นๆ ได้ รวมถึงมีสิทธิ์แสดงมุมมองที่มีต่อหนังได้เท่ากับทุกท่านที่ได้รับชมหนังเรื่องเดียวกัน และแม้ผมจะไม่ได้ชอบมันมากนัก แต่ผมก็เคารพในทุกความชอบส่วนตัวของแต่ละคนเสมอครับ

นอกจากนี้ ผมไม่อยากให้เราพากันสรุปเพียงง่ายๆ ว่า คนที่ไม่ชอบหนังสักเรื่อง จะต้องถูกเรียกว่าเป็นนักวิจารณ์, ชอบจับผิด, ชอบยึดติด, ดูหนังไม่เป็น, ไม่เปิดใจ, งี่เง่า, อคติ ฯลฯ

เช่นเดียวกับคนที่ชอบหนังสักเรื่องหนึ่ง ก็ใช่ว่าจะต้องมีใครไปยัดเยียดคำเรียกขานเช่น ติ่ง, พวกงั่ง, พวกดูหนังไม่เป็น (เห็นได้ชัดว่าคำนี้ใช้ได้หลายบริบทจริงๆ) ฯลฯ เพราะผมอยากให้บรรยากาศเวลาคนรักหนังคุยกัน เป็นบรรยากาศที่สนุก คนชอบ-ไม่ชอบหนังสักเรื่องสามารถนั่งคุยกันได้โดยไม่ต้องแบ่งฝักฝ่าย

ผมมักคิดเสมอว่า ไม่ว่าเราจะชอบหนังเรื่องนั้นหรือไม่ แต่หากคุณก็ดูและผมก็ดู แสดงว่าอย่างน้อยที่สุดเรามีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือ “เราได้ดูหนังเรื่องเดียวกัน” และผมอยากให้นั่นเป็นสิ่งที่เชื่อมเราเข้าหากันมากกว่าจะเป็นสิ่งที่แบ่งแยกเราออกจากกันครับ

เริ่มเลยนะครับ สิ่งแรกที่อยากจะพูดถึงก็คือ ถ้าใครคาดหวังหนังแอ็กชันผจญภัยที่เอาตำนานมาผสมกับจินตนาการ เจือด้วยกลิ่นอายแฟนตาซี แล้วก็มีความเป็น Indiana Jones แบบที่ The Mummy ฉบับปี 1999 เคยทำไว้ล่ะก็ ขอให้ทำการปรับความคาดหวังโดยไวครับ เพราะฉบับนี้ไม่เหมือนฉบับนั้น

สไตล์ของ The Mummy ฉบับนี้ออกแนวแอ็กชันผสมระทึกขวัญครับ พล็อตก็อย่างที่รู้ๆ ตัวเอกคือ นิค มอร์ตัน (Tom Cruise) ทหารนอกแถวที่ชอบขุดสมบัติเป็นงานอดิเรก แล้วเขาก็ไปเจอสถานที่คุมขังอาห์มาเนต (Sofia Boutella) เจ้าหญิงอียิปต์ที่ข้องเกี่ยวกับศาสตร์มืดจนของเข้าตัว และการที่นิคไปปลุกนางโดยบังเอิญก็คือจุดเริ่มต้นของหายนะครับ

ว่ากันแบบตรงๆ ผมรู้สึกเรื่อยๆ กับหนังครับ มันไม่ได้มีอะไรเด่นเป็นพิเศษ อย่างฉากแอ็กชันก็มีเป็นระยะๆ แต่มันไม่ได้ทำให้เกิดความสนุกตื่นเต้นเร้าใจอะไร ไม่ว่าจะฉากไล่ล่าต่างๆ, ฉากเครื่องบินตก หรือฉากบู๊ไคลแม็กซ์ตอนท้าย ทั้งคิว ทั้งมุมกล้อง ทั้งการเล่าเหตุการณ์ มันออกมาดูธรรมดาครับ แม้จะมีการถล่มกระสุน ระเบิด และ CG ก็ตาม แต่มันไม่ก่อให้เกิดอารมณ์ลุ้นเลยจรืงๆ

หรือฤทธิ์เดชของอาห์มาเนตเองก็ไม่ได้อลังการครับ พลังใหญ่สุดที่เธอเนรมิตก็คือพายุทราย (แบบที่เราเห็นในตัวอย่าง) นั่นแหละครับ ส่วนตอนท้ายนี่ใครคาดหวังความลุ้นล่ะก็ต้องเตรียมใจเลยครับ มันไม่ได้มีอะไรเร้าใจขนาดนั้น แต่กระนั้นหากมองแบบกลางๆ แล้ว ที่ไคลแม็กซ์เป็นแบบนั้นก็พอจะเข้าใจได้ในเชิงเหตุผลของเรื่องราวในหนังครับ

ต่อมาก็เรื่องฉาก ที่แม้ผมจะพยายามบอกตัวเองตลอดว่า “นี่ไม่ใช่หนังผจญภัยล่าสมบัติแบบ The Mummy ชุดที่แล้วหรือพวก National Treasure” แต่ฉากมันดูธรรมดามากครับ พวกฉากหลุมศพ ฉากสุสานโบราณต่างๆ มันออกมายังกับหนังเกรดบี (ที่ผมดูบ่อยๆ)

คือจริงๆ ไม่ต้องทำให้มันยิ่งใหญ่ก็ได้ครับ ขอให้มีรายละเอียดให้มันดูมีอะไรสักหน่อยบ้าง แต่ที่เห็นในหนังนี่ไม่ได้อารมณ์โบราณสถานที่มีความขลังหรือพลังมืดแต่อย่างใดเลย และยิ่งหนังเรื่องนี้ทั้งค่ายหนังและทีมงานพยายามจะให้เป็น “หนังเปิดจักรวาลมืด” แต่องค์ประกอบต่างๆ โทนต่างๆ บรรยากาศต่างๆ และลักษณะคาแรคเตอร์ตัวละครมันไม่ได้ทำให้เรารู้สึกเลยน่ะครับว่านี่คือ “การต้อนรับผู้ชม เข้าสู่โลกแห่ง Dark Universe”

พูดแล้วก็นึกถึงจักรวาลของ DC ที่แม้จะโดนค่อนขอดเรื่องบท แต่ถ้าพูดถึงโทนแล้วล่ะก็ โทนจักรวาลฮีโร่ของ DC ได้รับการเซ็ทอย่างประสบความสำเร็จมาตั้งแต่ Man of Steel แล้วครับ ทั้งสีของภาพ โทนของโลก รวมถึง “มวลอารมณ์ของโลกที่มีฮีโร่” มันเจืออยู่ในแต่ละอณูของหนัง เลยทำให้แม้บทของหนัง DC หลายๆ เรื่องจะไม่เข้าเป้า แต่ก็ได้ “โทนถึงๆ” มาช่วยเอาไว้ได้เยอะอยู่

เมื่อเอ่ยถึงบทหนังแล้ว ในส่วนของการผูกตำนาน ผสานเรื่องเล่าของหนังก็ไม่มีอะไรเด่นเช่นกันครับ ตำนานมันดูแห้งๆ แล้งๆ ไม่ได้มีพลังถึงขนาดที่จะทำให้ผู้ชมรู้สึกตื่นเต้น ทั้งที่จริงๆ แล้วตำนานในภาคนี้ โดยเฉพาะเรื่องของ “อำนาจมืด” ที่อาห์มาเนตเข้าไปข้องเกี่ยว มันคือหนึ่งในตำนานอมตะมากๆระดับ Top ของโลกปีศาจนะครับ… เรื่องของเซธ/ลูซิเฟอร์น่ะครับ ใหญ่ไม่ใหญ่คิดดู แต่การนำเสนอช่วงเผยปมนี้กลับออกมานิ่งๆ งั้นๆ

พอพูดถึงตรงนี้ก็นึกถึงดนตรีขึ้นมาอีกเรื่องครับ ดนตรีไม่เด่นอีกเหมือนกัน ตัวอย่างเช่นฉากที่ผมพูดถึงเมื่อกี้น่ะครับ ฉากเผยปมว่ากำลังจะมี “ลูซิเฟอร์” เข้ามาข้องเกี่ยวกับเรื่องราว ถ้าดนตรีมันบิ้วๆ ถ้ามุมกล้องมันส่งๆ และการเล่าเรื่องมันโดนๆ นะ ผมว่ามันจะเป็นฉากที่ทรงพลังได้เลยล่ะครับ แต่นี่ทั้งการเล่า ทั้งดนตรี ทั้งจังหวะมันไม่ส่งเลย (ตอนนี้ผมกำลังนึกถึง The Mummy Returns อยู่น่ะครับ ดนตรีตอนเร้าๆ มันส์ๆ ลุ้นๆ นี่ยังติดหูอยู่เลย)

แต่สิ่งที่ตะหงิดในใจผมที่สุดก็คงเป็น Tom Cruise น่ะครับ โอเค คือผมเข้าใจในแง่คาแรคเตอร์ “ปลายทาง” ของเขานะ อันนี้ใครดูแล้วคงรู้ว่าสุดท้ายแล้วร่างของเขาจะมี “ลูซิเฟอร์” ลงประทับ ซึ่ง Cruise ก็ดูเหมาะกับการเป็นลูซิเฟอร์อยู่ แต่หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ความอร่อยของหนังลดลง ก็คือคาแรคเตอร์ระหว่างทางของเขานี่แหละ

คือตัวนิค มอร์ตันเนี่ย จริงๆ เขาจะเป็นคนกะล่อน ตลบแตลง ไม่รู้จักยั้งคิด เบ๊อะๆ หน่อย เห็นแก่เงิน ฯลฯ คือผมพอเข้าใจในแง่ของบทน่ะนะครับ จริงๆ ต้องบอกว่าเป็นการวางที่เหมาะมาก เพราะพอนึกภาพตามแล้วมันน่าสนใจนะ มันคือมุกแบบ Pretty Woman – The Princess Diaries ที่ตอนต้นตัวเอกไม่เจ๋งเท่าไร แต่ตอนหลังตัวเอกจะกลายเป็นคนเจ๋งมากๆ จนคนทั้งโลกต้องหยุดมอง อะไรประมาณนั้น

แต่ปัญหาคือ Cruise ดูไม่เหมาะบบทเบ๊อะๆ แบบนี้น่ะครับ ส่วนหนึ่งก็ด้วยอายุ และเราก็ติดภาพที่แกเป็นอีธาน ฮันท์มาตั้งหลายสิบปี มันเลยดูขัดๆ… นี่ผมแอบคิดน่ะนะครับ ถ้าทีมงานหาดาราที่หนุ่มกว่า (อายุสัก 35 – 40) แล้วก็ให้เขาเล่นแบบเบ๊อะๆ ไปตามเรื่อง โดยที่อาจจะไม่ต้องแต่งหน้าหรือแต่งผมให้หล่ออะไรมากก็ได้

แล้วพอถึงตอนท้าย พอลูซิเฟอร์สิงร่าง พอถึงฉากตอนจบก็ให้เขาเปลี่ยนมาดไปเป็นอีกคนที่เท่ห์ สง่า ฉลาด ฯลฯ อาจเปลี่ยนการแต่งกายอีกสักหน่อยให้มันดูหล่อคมมากขึ้น ผมว่าถ้าบริหารจัดการมุกด้วยวิธีแบบนี้ล่ะก็ ดาราคนที่เล่นนี่ก็จะมีโอกาสเกิดได้เลยนะ (และอาจกลายเป็นอาวุธลับสำคัญของหนังอีกด้วย)

อีกอย่างที่รู้สึกคือดาราในเรื่องไม่ดึงดูดพอครับ โอเค เรามี Cruise และ Russell Crowe แต่ปกติหนังระดับนี้จะต้องสรรหาดาราน้อยใหญ่มาร่วมจอเพื่อเพิ่มพลัง แต่กลายเป็นว่าดาราแวดล้อมในเรื่องก็ไม่มีใครเด่นพอน่ะครับ ซึ่งจุดนี้ทำให้ตระหนักถึงพลังของดาราสมทบในจอเลยนะ ว่าพอหนังปราศจากดาราสมทบเล็กๆ (แต่สำคัญ) ก็ทำให้สีสันของหนังหายไปเยอะเหมือนกัน

แล้วพอนึกถึงจุดนี้ก็ย้อนนึกไปถึงหนังหลายๆ เรื่องที่มีดาราสมทบน้อยใหญ่มาขึ้นจอ (อย่างหนังของ Marvel) คือการมาของพวกเขามันไม่ใช่แค่เพิ่มความน่าสนใจให้หนังเท่านั้นนะครับ แต่การแสดงของพวกเขา-การที่พวกเขามีปฏิสัมพันธ์กับตัวละครหลัก ก็ทำให้ตัวละครหลักได้เพิ่มมิติของคาแรคเตอร์ตนเองในทางหนึ่ง และยังทำให้โลกในหนังมันดูมี “อะไร” น่ะครับ ดูมันกว้างและใหญ่ ในขณะที่หนังเรื่องนี้พอตัวละครมีไม่มาก มันเลยดู “ไซส์มินิ” ขึ้นมาในความรู้สึกน่ะครับ

โดยรวมแล้วองค์ประกอบหลายอย่างของหนังมันยังไม่ถึงน่ะครับ คนที่ต้องรับไปแบบเนื้อๆ ก็คงเป็น Alex Kurtzman ที่รับหน้าที่กำกับ ซึ่งผมว่าเขาเป็นคนเขียนบทที่มีฝีมือครับ แต่สำหรับงานกำกับแล้ว ก็คงต้องจับตากันในเรื่องต่อไป (ถ้ามี) จริงๆ เขาเคยทำ People Like Us (หนังดราม่าขนาดกลางๆ) ได้อย่างน่าพอใจครับ แต่พอมาเจองานสเกลใหญ่แบบนี้ ก็อาจมีบ้างที่ยังคุมได้ไม่ทั่วถึง (จริงๆ คือหลายอย่างเลยครับที่เอาไม่อยู่น่ะ)

ผมอาจจะออกแนวติซะเยอะน่ะนะครับ แต่ผมติอย่างจริงใจ เพราะจริงๆ ผมก็ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับหนังอยู่แล้ว และจริงๆ ผมอยากให้ Universe นี้เกิดนะ เพราะผมชอบตัวละคร Monster ของ Universal มาแต่ไหนแต่ไร (ถึงขนาดไล่ล่าซื้อ Blu-Ray หนังสัตว์ประหลาดตั้งแต่ยุค 30 มาเก็บ) และผมยังชอบหนัง Van Helsing ฉบับ Hugh Jackman ด้วย ผมว่าเรื่องปีศาจในตำนานเหล่านี้มีเสน่ห์มากมายครับ และมีแง่มุมให้จับมาเล่นอีกเยอะ

แต่สำหรับเรื่องนี้ เสน่ห์ไม่มากเท่าไรครับ ก็อย่างที่บอกไป แอ็กชันไม่เด่น, ดนตรีไม่เร้า, ฉาก-บรรยากาศ-โทนยังไม่ถึงเครื่อง, เนื้อเรื่องยังเล่าได้ไม่จัดพอ, ตำนานยังไม่ขลังพอที่จะทอถักจักรวาล Dark Universe ได้, ดาราในเรื่องที่ดูเข้าท่าจริงๆ คือ Crowe ครับ ในขณะที่ Cruise ดูไม่เข้ากับคาแรคเตอร์ของนิค (แต่เหมาะกับคาแรคเตอร์ตอนโดนลูซิเฟอร์ลงประทับ) และ Wallis ก็สวยดี เพียงแต่การประกบกับ Cruise ดูจะไม่ส่งกันเท่าไร (คงเพราะ Cruise อายุ 55 แต่ Wallis อายุ 33 น่ะครับ)

กระนั้นผมก็ยังอยากให้ Universe นี้เกิดครับ… เอาจริงๆ ไหมครับ… ผมอยากให้เกิดทุก Universe นั่นแหละ เพราะนั่นจะแปลว่าผมจะมีหนังดูเพิ่มอีกเยอะเลย ก็ได้แต่หวังว่ารายได้จะพอให้ Universe นี้จุดติดน่ะครับ และหวังว่า The Mummy นี้จะเป็นบทเรียนให้กับหนังเรื่องต่อๆ ไปใน Universe นี้

อีกอย่างคือ ผมอยากจะบอกว่า ผมชอบ Dracula Untold มากกว่าครับ… อย่างน้อยทิศทางเรื่องมันชัด และโทนเรื่องก็ได้รสชาติมากกว่า ไหนจะฉากและรายละเอียดที่ดูมันใหญ่กว่า (เรื่องนั้นทุน $70 ล้าน ในขณะที่ The Mummy นี่ $125 ล้านครับ) และทีสำคัญคือ Luke Evans เหมาะกับบทแดร็กคูล่าอย่างยิ่ง จนแม้หนังจะไม่ได้ถึงขั้นดีมาก แต่ด้วยความเหมาะของการ Casting ทำให้หนังดูดีขึ้นมาเยอะพอสมควร

 

สองดาวครับ
Star21

(6/10)