Action

Alien: Covenant (2017) เอเลี่ยน โคเวแนนท์

Alien-Covenant-2017.jpg

เข้าไปเสพหนังเรื่องนี้ด้วยสมองเบาๆ บอกตรงๆ เลยว่ารู้สปอยล์หมดเรียบก่อนการดูจริงครับ เลยไม่คาดหวังอะไร เพียงเข้าไปดูว่ามันจริงอย่างที่เขาว่ามาไหม , ดูเพื่อให้รู้ว่าเรานั้นจะรู้สึกเช่นไรกับหนังเรื่องนี้ และเข้าไปดูในฐานะติ่งคนหนึ่งของ Alien ครับ

อย่างแรกที่อยากบอกเลยคือ ชื่อหนังปรับระดับความคาดหวังผมได้มากครับ อย่างภาคก่อนมันคือ Prometheus ชื่อมันจัดว่ามีความสด ทิศทางมันดูใหม่ แม้มันจะมีกลิ่นอายแบบหนังเอเลี่ยน แต่มันก็ยังมีความเป็นหนังไซไฟประเภทสำรวจอวกาศมากกว่าจะเป็นแค่หนังสัตว์ประหลาดกระหายเลือดเพียงอย่างเดียว

ส่วนภาคนี้ พอชื่อขึ้นว่า Alien ผมก็มองเลยว่าหนังมันก็คงจะดูเป็น Alien มากกว่าที่จะเป็นหนังสำรวจอวกาศแบบ Prometheus ซึ่งพอได้ดูแล้วก็ประมาณนั้นครับ เพียงแต่จะมีประเด็นบางอย่างใส่ลงมา ทำให้หนังดูมีอะไรมากขึ้นกว่าจะเป็นแค่หนังเอเลี่ยน งับ งับ

ยอมรับว่าครึ่งชั่วโมงแรกผมรู้สึกเรื่อยๆ ครับ ออกแนวชมอวกาศ+แนะนำตัวละคร หนังจะมาเริ่มน่าสนใจก็หลังครึ่งชั่วโมงไปแล้ว ตอนลูกยานเริ่มสัมผัสพื้นดาว แต่ที่บอกว่าน่าสนใจนี่หมายถึงหนังเริ่มเข้าเรื่องน่ะนะครับ เริ่มเข้าสู่ประเด็นหลักๆ แต่ในแง่ความน่าติดตามก็ไม่ได้เยอะอะไร

โดยรวมแล้วผมรู้สึกเหมือนตอนดู Alien ภาค 3 กับ 4 น่ะครับ คือดูได้ หนังมีฉากลุ้น มีความสยอง และความน่าตื่นเต้นมาเสิร์ฟเป็นพักๆ แต่มันไม่ได้มีอะไรทำให้รู้สึกว้าว และหลายอย่างก็คาดเดาได้ บางอย่างก็เอามุกเดิมๆ มาใช้จนแอบขำ (อย่างฉากอาบน้ำนั่นเป็นต้น) คือรู้เลยว่ามันจะพาเราไปไหนและจะจบลงตรงไหนน่ะครับ

แน่นอนว่าจนถึงตอนนี้ผมชอบ Alien 2 ภาคแรกที่สุด แล้วก็ชอบ Prometheus ที่มันให้อารมณ์แบบ “ด้านมืดของ Star Trek” น่ะครับ และจะว่าไปแล้วมันยังมีจุดหักมุมมาดึงความสนใจเรา มันชวนให้เราติดตามได้เรื่อยๆ แม้จะเดาชะตากรรมลูกยานส่วนใหญ่ได้ก็เถอะ

แล้วที่สำคัญคืองานภาพของ Prometheus ทำออกมาได้อลังมาก ดูแล้วเชื่อว่านั่นคือความพยายามที่จะยกระดับหนังชุด Alien อย่างแท้จริง แต่กับภาค Covenant ดูสเกลเล็กลง นำพาอารมณ์เข้าอีหรอบความเป็นหนัง Alien แบบเดิมๆ ที่ทำเวียนซ้ำวนซากกันมาหลายหน ซึ่งสำหรับผมแล้ว ผมรู้สึกเรื่อยๆ กับมันจริงๆ ครับ

อันที่จริงผมแอบเสียดายนะ เพราะเหมือนหนังลดระดับตัวเองลงมาดื้อๆ ครับ ทั้งที่ภาค Pro นี่มันจบแบบเปิดมหากาพย์ระดับจักรวาลของเอเลี่ยน มันมีประเด็นให้เล่นต่อได้อีกเยอะ มันขยายเรื่องราวได้อีกมาก แต่ภาคนี้กลับรวบ “ภาพกว้างๆ จากภาคก่อน” ให้กลายเป็น “ภาพที่เล็กลง”

และปกติแล้วผมจะชอบวิเคราะห์ ชอบสังเกตความเชื่อมโยงที่ Covenant มีต่อจักรวาล Alien แต่พอดูภาคนี้แล้วผมไม่คิดจะวิเคราะห์หรือเชื่อมโยงอะไรเลยครับ เพราะอะไรรู้ไหมฮะ… ก็เพราะผมตระหนักแล้วว่าเรื่องราวในหนังชุดนี้ (รวมถึงอีกหลายๆ เรื่อง) มันจะไปทางไหนก็สุดแท้แต่ผู้สร้างจะนำพาไป ต่อให้เราสังเกต เชื่อมภาพ เชื่อมเรื่อง หรือจินตนาการต่อได้แค่ไหน แต่สุดท้ายเรื่องที่ออกมาเป็นฉบับหนัง “มันคือฉบับ Final ที่เราต้องยอมรับมันครับ”

ดีไม่ดีหากเราดันจินตนาการไว้ซะเพริดแพร้ว หรือไปอ่านสารพัดฉบับนิยาย ฉบับคอมมิด และฉบับแฟนฟิค (ทั้งแบบ Official และ Unofficial) แต่หนังดันทำออกมาไม่เท่าที่เราจินตนาการไว้ หรือไม่น่าสนใจเท่าเรื่องราวที่เราเคยได้รับรู้มา เราเองนี่แหละที่จะรู้สึกผิดหวัง และจะไปโทษทีมงานผู้สร้างก็ไม่ได้ด้วยนะ เพราะหนังมันเป็นของเขาน่ะครับ ลิขสิทธิ์อยู่ที่เขา เขาจะแต่งแบบไหน เล่าเรื่องอย่างไร มันก็สิทธิ์ขาดที่เขา…

พอคิดได้ดังนี้เลยเลิกคิดครับ เพราะไม่รู้จะคิดไปทำไม รอให้เขาสร้างต่อมาเรื่อยๆ แล้วเราก็เก็บเรื่องตามไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เห็นภาพเอง… ดีไม่ดีถ้าผู้สร้างเกิดไม่พอใจผลลัพธ์ที่ได้ (เช่นภาคใดภาคหนึ่งที่ทำออกมาไม่ทำเงินเข้าเป้า) อย่างมากเขาก็ REBOOT ครับ แค่นั้นเลย

การดู Alien: Covenant สำหรับผม หากว่ากันในแง่ความรู้สึกที่ผมมีต่อหนังแล้ว ก็ถือว่าดูได้เรื่อยๆ มีครบทั้งความเป็นไซไฟ, แอ็กชัน, สยองขวัญ และตื่นเต้น เพียงแต่มันไม่สุดครับ เหมือนมีครบทุกรสแต่ไม่มีรสไหนเด่น แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่อร่อยเอาเสียเลย

ด้านบทหนังถือว่าธรรมดาครับ อาจจะมีจุดน่าสนใจบ้างในประเด็นของเดวิด (Michael Fassbender) แต่บทด้านอื่นๆ ก็ไม่เท่าไร ไม่ได้น่าสนใจอะไรมาก (ผมว่า Prometheus ยังดูมีอะไรมากกว่า แม้มันจะไม่ได้แน่นอะไรมากมายก็เถอะ)

และจุดที่เป็นที่พูดถึงกันมากที่สุดก็หนีไม่พ้นความไม่ฉลาดของตัวละครในเรื่องครับ ว่าง่ายๆ คือหลายคนบอกว่าตัวละครในเรื่องออกแนวโง่ถึงโง่มากนั่นแหละ ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ครับว่าพอตัวละครในเรื่องไม่ค่อยมีความเฉลียว มันก็เลยลดทอนความสนุกลงไป และอาจก่อให้เกิดความรำคาญในบางวาระด้วย (เหมือนถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรอโดนฆ่าน่ะครับ แค่ว่าจะโดนฆ่าฉากไหนเท่านั้นเอง)

ผมก็คิดถึงจุดนี้เหมือนกันครับ เพียงแต่มองแบบตั้งคำถามว่า “ทำไม Ridley Scott ถึงผลิตตัวละครที่ดูไร้ความเฉลียวและไร้ความน่าสนใจได้ขนาดนี้” สำหรับผมมันเป็นเรื่องแปลกนะ แต่คิดไปคิดมาก็ได้ประเด็นให้พูดต่อ แต่ก็ต้องขอพูดหลังโซนสปอยล์ครับ

ครั้นเอ่ยถึง Ridley Scott แล้ว สำหรับผลงานเรื่องนี้ ผมถือว่าผมไม่แปลกใจกับผลลัพธ์ที่ได้ครับ เพราะแม้ชื่อชั้นของเขาจะถือว่าเป็นระดับท็อปของวงการ แต่เขาก็เป็นเหมือนผู้กำกับอื่นๆ ทั่วไปที่มีทั้งหนังดี (Alien, Blade Runner, Gladiator และ American Gangster) และผลงานที่ไม่เด่น (The Counselor และ Exodus: Gods and Kings) ในทำเนียบผลงาน

จะว่าไปผมก็ไม่ได้คาดหวังว่า Scott จะทำหนังออกมาให้ผมสมหวังอยู่แล้วครับ อันที่จริงถ้าผมหวัง ผมก็คงผิดหวังอยู่ แต่พอผมไม่หวังแล้ว (ขอบคุณสารพัดสปอยล์ที่มีส่วนลดความคาดหวังในกระแสเลือดของผมลงได้เยอะ) มันเลยรับได้ครับ เพียงแค่ไม่ได้ชอบหนังมากมายเท่านั้นเอง

ดังนั้นถ้าให้ว่ากันในเบื้องต้น แฟน Alien หรือหนังไซไฟสยองขวัญกลางอวกาศก็สามารถลองลิ้มเรื่องนี้ได้ตามกำลังศรัทธาครับ ถ้าศรัทธามากก็ไปตีตั๋วดูซะ แต่ถ้าศรัทธาน้อยก็รอแผ่นออก… มันอาจเป็นคำสรุปความที่ดูซ้ำๆ เวลาที่มีคนเขียนถึงหนังสักเรื่องหนึ่ง แต่ผมก็ไม่รู้จะสรุปให้มันสวิงสวายไปทำไม ก็ขอว่าง่ายๆ แบบนี้ล่ะครับ

++++++++++++++++++++++++++++++++
++++++++++++++++++++++++++++++++
ทีนี้ผมจะพูดถึงหนังแบบลงรายละเอียดสักหน่อย
แน่นอนครับว่าสปอยล์มาแต่ไกล
ดังนั้นใครไม่อยากทราบหยุดอ่านได้เลยครับ
++++++++++++++++++++++++++++++++
++++++++++++++++++++++++++++++++

ตัวละครมนุษย์ในเรื่องนั้น ดูขาดความเฉลียวจริงๆ ครับ บางท่านอาจบอกว่า ก็มนุษย์ในเรื่องนี้ไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์หรือทหารแบบ Prometheus หรือ Aliens นี่ แต่ก็ต้องอย่าลืมครับว่า Alien ภาคแรกน่ะ ตัวละครก็เป็นแค่ลูกยานขนส่งธรรมดา ไม่ได้เก่งมาจากไหน แต่พวกเขาก็ยังดูมีสมองกว่าที่เราเห็นในภาคนี้

แต่ผมก็เกิดคำถามนะว่า ทีมงานผู้สร้าง (ไม่รู้คนเขียนบทหรือกำกับ) เขาตั้งใจสะท้อนอะไรผ่านประเด็นนี้หรือเปล่า?

ไม่รู้มีใครจำได้ไหมน่ะนะครับ มันจะมีโดราเอมอนตอนหนึ่งฉายให้เราเห็นภาพคนยุคอนาคต (ตอน ปืนวิวัฒนาการ มั้งถ้าจำไม่ผิด) แล้วปรากฎว่าภาพมนุษย์จะเป็นประมาณว่าหัวโตแต่แขนลีบเพราะคนในอนาคตไม่ค่อยได้ใช้แขน

ผมมองว่าภาพมนุษย์ใน Covenant นั้น สะท้อนมนุษย์ในอนาคตที่เทคโนโลยีก้าวไกล ชีวิตสบายขึ้น ความลำบากหรือจำต้องขวนขวายลดลง จนทำให้ความสามารถ, ความพยายาม, ความช่างสังเกต, ความอดทน หรือทักษะหลายๆ อย่างของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน ลดลงไป

อย่าคิดว่านี่เป็นเรื่องเพ้อๆ นะครับ เพราะทุกวันนี้หลายฝ่ายตระหนักกันแล้วว่า เด็กบางคนสมาธิลดลงเพราะอยู่กับแท็ปเลต, คนเราอดทนรอคอยกันได้น้อยลง เพราะความสะดวกจากเทคโนโลยี-จากอินเตอร์เน็ต 50MB ฯลฯ ซึ่งทุกสิ่งมันก็มีสมดุลย์ของมันน่ะครับ ถ้ามีบางสิ่งเพิ่มก็ต้องมีบางสิ่งลด, ถ้าบางสิ่งเปลี่ยนไปก็จะมีบางสิ่งเปลี่ยนตามๆ กันไปเป็นผลสืบเนื่องซึ่งกันและกัน… ดังนั้นก็ไม่แปลกหากความก้าวหน้าที่ “เพิ่ม” บางสิ่งให้มนุษยชาติ จะส่งผลให้มนุษยชาติ “พร่อง” บางสิ่งลงไปได้เหมือนกัน

ที่ชวนให้คิดแบบนี้ก็เพราะเดวิดน่ะครับ เอาแค่ฉากแรกก็สะท้อนแล้วว่ามนุษย์นั้นสามารถ “ระเริง” กับความสะดวกของเทคโนโลยีแค่ไหน แล้วก็มาโดนจังๆ อีกทีตอนวอลเตอร์พูดกับเดวิด ว่าเดวิดเหมือนมนุษย์มากเกินไป “เพราะนายคิดถึงแต่ตัวเอง” ในขณะที่เดวิดเองก็มองมนุษย์ว่าเป็นสิ่งที่มีความบกพร่อง-ไม่สมบูรณ์เช่นกัน… เลยอดคิดไม่ได้ว่าภาพมนุษย์ที่ดูอับจนวิธีคิดในหลายวาระของหนัง อาจเป็นภาพสะท้อนความเหลวแหลกของมนุษย์ในอนาคตก็ได้

อีกจุดที่ผมสนใจคือตอนวอลเตอร์บอกเดวิดว่าหุ่นรุ่นของเดวิดนั้นเหมือนมนุษย์เกินไป ทำให้มนุษย์กลัว มนุษย์เลยตัดสินใจผลิตหุ่นรุ่นต่อมาให้ลดคุณสมบัติบางอย่างลง… แล้วผมก็มองถึงการที่เดวิดสร้างเจ้าพวกเอเลี่ยนขึ้นมา พัฒนาให้มันสมบูรณ์ขึ้นๆ เท่าที่ทำได้ โดยเดวิดมองว่า “ความสามารถในการสร้าง” ของเขา คือสิ่งที่ยกระดับเขาให้สูงขึ้น/เติมเต็มความหมายบางอย่างของเขามากขึ้น

น่าสนใจที่มนุษย์เลือกจะทำให้ตนเองสูงขึ้น โดยการกดบางอย่างให้ต่ำลงเสมอ (กดคนอื่น, กดธรรมชาติ, สร้างข้อจำกัดบางองค์ประกอบเทคโนโลยี)

ในขณะที่เดวิดเลือกจะทำให้ตนเองสูงขึ้น โดยการสร้างสิ่งที่สูงขึ้น, ทรงพลังขึ้น, ดีขึ้น, สมบูรณ์ขึ้น (ตามนิยามของเดวิดน่ะนะครับ อาจไม่ใช่ดีขึ้นในนิยามของเราๆ)… ประเด็นนี้ถือว่าน่าคิดต่ออยู่เหมือนกันครับ

แต่ก็อดคิดไม่ได้นะ ถ้าหนังเลือกจะเดินบนเส้นทางสายมหากาพย์แทนที่จะรีบแลนดิ้งมาโยงกับเรื่อง Alien มันอาจมีอะไรสดๆ ใหม่ๆ รอเราอยู่บนเส้นทางสายนั้นก็ได้ (ประมาณว่าทำให้ Prometheus เป็นต้นธารของมหากาพย์อวกาศครั้งใหม่ ที่สามารถแตกหน่อต่อยอดไปได้อีกหลายเรื่อง สามารถสร้างหนังชุดใหม่ๆ ต่อไปได้อีกหลายแบบ โดยที่ Alien เป็นเหมือนแค่ส่วนเสี้ยวหนึ่งของมหากาพย์นี้ อะไรประมาณนี้น่ะครับ… แต่ดูเหมือนเขาจะไม่เลือกทางนี้แฮะ)

สองดาวครับ

Star21

(6/10)