รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

This Beautiful Fantastic (2016) มหัศจรรย์รักของเบลล่า

18157754_1612588125438649_1535262554158299263_n
ดูหนังเรื่องนี้แล้วรู้สึกว่ามัน Beautiful และ Fantastic สมชื่อจริงๆ ครับ ทำให้ผมมีความสุขและสนุกสนานในการรับชมมากๆ เพราะครบทั้งความเป็นหนัง Feel Good หนังชวนคิด และดารายังเล่นกันได้ดีด้วย

เรื่องของ เบลล่า บราวน์ (Jessica Brown Findlay) สาวน้อยที่โลกของเธอไม่กว้างใหญ่อะไรนัก เพราะเธอเป็นคนไม่ชอบออกไปกลางแจ้ง ไม่ชอบต้นไม้ ไม่ชอบสุงสิงกับใคร ขนาดเพื่อนยังไม่มีเลยครับ

วันๆ เธอก็ตื่นนอน กินข้าว เดินทางไปทำงานเป็นบรรณารักษ์ห้องสมุด แล้วก็กลับบ้านนอน ตามด้วยการฝันว่าสักวันเธอจะมีผลงานหนังสือออกมาบ้าง และนี่คือกรอบวงบจรชีวิตของเธอที่เป็นแบบนี้มานานแสนนาน จนกระทั่งทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไป

เริ่มจากเธอมีเหตุให้ต้องพบกับอัลฟี่ (Tom Wilkinson) เพื่อนบ้านอารมณ์ร้ายที่ไม่ชอบเบลล่ามากๆ (ประมาณว่าอัลฟี่รักต้นไม้ครับ เลยทำให้พอเห็นเบลล่าปล่อยปละละเลยไม่ดูแลต้นไม้ เขาเลยไม่ถูกชะตา)

ต่อด้วยการได้รู้จักกับ เวอร์นอน (Andrew Scott) พ่อบ้านของอัลฟี่ที่เป็นคุณพ่อลูกสอง ที่แวะเวียนมาดูแลเบลล่าเพื่อตอบแทนความใจดีที่เธอมีให้ และอีกหนึ่งหนุ่มที่เธอได้รู้จักคือ บิลลี่ (Jeremy Irvine) ที่ช่วงนี้มักไปขลุกตวัอยู่ในห้องสมุดที่เธอทำงานอยู่

และเพราะ 3 หนุ่มนี่แหละครับ เลยทำให้ชีวิตของเบลล่าเปลี่ยนแปลงไปแบบที่เธอเองก็ยังไม่เคยคาดคิด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ว่าก็มีทั้งสวยทั้งเศร้า มีทั้งงามและทั้งขม แต่สุดท้ายแล้ว ทุกอย่างมันก็สรุปได้ด้วยชื่อหนังครับว่า This Beautiful Fantastic

ผมชอบหนังเรื่องนี้ครับ โอเค มันอาจไม่ได้สมบูรณ์นะ แต่ผมมีความสุขระหว่างดู มีอะไรให้อมยิ้มอยู่ตลอด เริ่มจากดาราที่เล่นกันได้ดีเลยครับ ทุกคนแสดงได้อย่างน่ารัก กระทั่ง Wilkinson ที่ดูเป็นชายแก่น่ารำคาญในตอนแรก แต่เราๆ ท่านๆ ก็คงเดาได้ไม่ยากว่าสุดท้ายแล้ว เขาก็ต้องมีอะไรน่ารักๆ เผยออกมาให้เราเห็นแน่นอน

องค์ประกอบต่างๆ ของหนังถือว่าพอเหมาะครับ ไม่ว่าจะดนตรี, มุมกล้อง ทุกอย่างสอดคล้องกับทิศทางของหนังเป็นอย่างดี หลายฉากนี่เนรมิตออกมาได้สวยจนจับตาจับใจ เสริมความสุขให้กับเราได้อย่างดีเลยล่ะ

แต่ต้องบอกก่อนว่าที่ผมบอกว่าสวยเนี่ย ไม่ได้แปลว่าหนังมีโลเกชั่นงามๆ อะไรแบบนั้นนะฮะ จริงๆ หลายฉากมันเรียบง่าย แค่ต้นไม้ ผืนดินกับบ้านหลังเล็กๆ ที่ไม่ได้มีวิวอะไร แต่ด้วยการจัดวาง ด้วยตัวละคร และด้วยอะไรหลายๆ อย่าง มันก็ออกมาดูดี ดูสวยและอบอุ่นได้

ผมชอบธีมของหนังครับ โดยหลักแล้วมันคือการเล่าช่วงหนึ่งของชีวิตคนที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง ต้องก้าวออกจาก Comfort Zone ของตนเองไปเจอกับอะไรใหม่ๆ ก็เลยต้องมีการปรับตัวและทำความเข้าใจสิ่งใหม่ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

======================
***แน่นอนครับว่าเดี๋ยวมันจะมีสปอยล์ ดังนั้นหากไม่อยากทราบ ก็หยุดอ่านได้เลยครับ ***
======================

+ อย่างเบลล่าก็ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง อันเนื่องมาจากชาย 3 คนที่เข้ามาข้องแวะในชีวิตเธอ จากเดิมที่เธอเป็นคนมีกรอบชีวิต มีระเบียบและระบบชัดเจนว่าจะทำอะไรบ้าง สุดท้ายก็ต้องเปลี่ยนไปเมื่อต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น

นอกจากนี้ยังมีเหตุให้เธอต้องจัดสวนของตน หลังจากที่พยายามหลีกหนีไม่แตะต้องต้นไม้มาโดยตลอด โดยเหตุผลที่เธอไม่ชอบต้นไม่ก็เพราะ เธอรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ และยังไร้ระเบียบอีกด้วย (เพราะต้นไม่นึกจะงอกก็งอก นึกจะแตกกิ่งแตกใบไปทางไหนก็ไป เราไม่สามารถกำหนดอะไรได้)

+ ต่อด้วยเวอร์นอน พ่อบ้านที่ทำงานให้อัลฟี่มานาน แต่พอถึงจุดหนึ่งเขาก็ออกจากงานเก่า แล้วเลือกจะทำงานให้เบลล่าแทน ซึ่งเขาเองก็รู้สึกเคว้งๆ บ้างล่ะครับกับการตัดสินใจนี้ แต่พอเลือกแล้วก็ต้องเดินหน้า

แล้วก็น่าขันดีที่เวอร์นอนทำได้ทุกอย่าง ทำอาหารก็อร่อย ทำงานบ้านช่วยเบลล่าได้ทุกอย่าง แต่กลับเป็นคนแพ้เกสร เลยทำให้ไม่สามารถช่วยเบลล่าจัดสวนได้

+ ส่วนอัลฟี่ก็เคว้งเหมือนกัน เพราะต้องขาดพ่อครัวที่ทำอาหารได้อร่อยสุดๆ ของเวอร์นอนไป จนชีวิตเขาหลุดจากรอบปกติ และต้องหันมาคุยดีๆ กับเบลล่า ด้วยความหวังว่านั่นจะทำให้เวอร์นอนยอมกลับมาทำอาหารให้กับเขาอีก

+ บิลลี่ ก็เป็นชายหนุ่มไร้ระเบียบ ที่ต้องเข้าไปหาหนังสืออ่านในห้องสมุด ซึ่งปกติเขาจะเป็นคนยังไงก็ได้ กินที่ไหนก็ได้ พูดยังไงก็ได้ แต่พอเข้าห้องสมุดปุ๊บเขาต้องเงียบ ต้องแอบกินอาหาร ฯลฯ แน่นอนว่านั่นไม่ใช่ Comfort Zone ของเขาเลยแม้แต่น้อย

มันเป็นความสัมพันธ์ที่น่าสนใจดีครับ แต่ละตัวละครต้องออกจาก Comfort Zone มาข้องเกี่ยวและปรับตัวต่อกัน ซึ่งในแง่หนึ่งมันก็สอนเราเรื่องความสัมพันธ์ได้ดีครับ เพราะยามเราต้องเจอเพื่อนใหม่ ต้องไปยังสถานที่ใหม่ๆ หรือต้องริเริ่มทำสิ่งใหม่นั้น มันอาจจะถือเป็นเรื่องยากอยู่ไม่น้อยในการเริ่มต้นที่ก้าวแรก

เราก็ต้องใช้ความพยายามและความกล้าผสมกันครับ อีกทั้งต้องยอมเปิดใจเพราะอะไรๆ ที่เราจะต้องพบเจอ มันอาจไม่ได้อย่างใจเราเสมอไป ขอเพียงเราเข้าใจสิ่งเหล่านี้แล้วล่ะก็ การจะเริ่มต้นใหม่มันก็จะไม่ยากเกินความพยายามของเรา

และที่ผมชอบสุดคือ ผมชอบสัญญะต่างๆ ที่หนังแทรกไว้อย่างมากมายครับ อย่างการแต่งบ้านของเบลล่าในตอนแรกนั้น มันสื่อนัยความเป็น “คนมีกรอบ” ของเธอได้อย่างดี อย่างอาหารเช้าก็ต้องรอให้ถึงเวลาก่อนแล้วค่อยกิน นาฬิกาที่ตั้งไว้ก็ขนาดใหญ่มาก ตัวเลขบักเอ้ก ซึ่งเน้นย้ำถึงการให้ความสำคัญต่อ “กรอบ” ต่างๆ ในชีวิตเธอ

กระทั่งของประกอบฉากในชีวิตของเบลล่าเองก็เต็มไปด้วยเหลี่ยมและกอรบคับ อย่างวอฟเฟิลที่เธอกินก็เป็นตารางสี่เหลี่ยม ซึ่งเธอเองตอนกินก็ยังตัดมันตามเส้น, ประตูบ้านเป็นตารางสี่เหลี่ยม ขนาดช่องรูประตูที่ปกติจะเป็นกลมๆ แต่ของเธอกลับเป็นสามเหลี่ยม หรือกระทั่งผ้าห่มที่ใช้นอน ก็ยังเน้นลวดหลายเป็นตารางสี่เหลี่ยมแบบชัดเจน

หรืออย่างกระดานที่เจ้านายบรรณารักษ์ของเบลล่าใช้ในการเขียนบอกกฎกติกาชูให้บิลลี่รู้ ก็เป็นสี่เหลี่ยมอีกเหมือนกัน อีกทั้งการจัดวางของในบ้านเบลล่าอย่างแท่นวางแปรงสีฟัน หรือการแขวนเสื้อในตู้ หากดูๆ ไปแล้วจะดูคล้าย “ซี่กรง” ที่ล้อมรอบตัวเธออยู่ตลอดเวลา

นอกจากนี้ เรื่องการที่เบลล่าไม่ชอบต้นไม้ก็อย่างที่บอกไปครับ ต้นไม้ไม่ได้มีระเบียบแบบแผนตามนิยามของคนเรา กรอบของมันก็ไม่เหมือนกับกรอบของเรา (หรือมันอาจไม่มีกรอบด้วยซ้ำ) จึงเป็นที่เข้าใจได้ว่าทำไมเบลล่าถึงไม่ชอบต้นไม้สักเท่าไรนัก

แต่พอทุกอย่างเปลี่ยนไป เราก็จะเริ่มเห็น “วงกลม” เข้ามาในชีวิตของเธอมากขึ้น เช่น อาหารจานแรกที่เวอร์นอนทำก็คือขนมปังก้อน “กลมๆ”, ตอนที่เบลล่าเริ่มสวีทกับบิลลี่ในห้องสมุด ก็มีฉากที่เจ้านายของเบลล่ามองภาพพวกเขาผ่านรูคุกกี้ “กลมๆ” หรืออย่างช่องส่งอาหารที่เวอร์นอนส่งให้อัลฟี่ แม้มันจะเป็นสี่เหลี่ยม แต่ถ้าสังเกตตรงมุมดีๆ จะพบว่าขอบมุมมันมีความโค้ง ไม่ได้เป็นสี่เหลี่ยมแข็งๆ แต่อย่างใด

ยอมรับว่าองค์ประกอบเหล่านี้คือสิ่งที่ชูรสให้กับหนังได้เป็นอย่างดีครับ และมันทำให้ผมสนุกกับหนังมากขึ้นด้วย สนุกกับเรื่องราว สนุกกับการสังเกตสัญญะต่างๆ (ส่วนหนึ่งคงเพราะผมชอบอะไรแบบนี้อยู่แล้ว ก็เลยสนุกไปกันใหญ่) ซึ่งก็ทำให้ผมคงต้องจับตาผู้กำกับ Simon Aboud แบบยาวๆ แล้วล่ะครับ

ถือเป็นหนังอีกเรื่องที่ดูสบายครับ ดูจบแล้วมีความสุข มันอาจไม่ได้ดีเลิศหรือยอดเยี่ยม แต่ก็ถือเป็นหนังน่าดูที่ผมอยากแนะนำให้คอหนังที่ตระหนักว่าชอบหนังแนวนี้ได้ลองดูกันครับ เชื่อว่าท่านน่าจะได้รับความรู้สึกดีๆ จากหนังเรื่องนี้ไม่มากก็น้อย

สองดาวครึ่งบวกๆ ครับ

Star22

(7.5/10)

Advertisements