รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Hidden Figures (2016) ทีมเงาอัจฉริยะ

17629985_1575884012442394_8607993178876776971_n

หนังประเภทสร้างแรงบันดาลใจจากเรื่องจริงแบบนี้เป็นอะไรที่เข้าทางสำหรับผมอยู่แล้วครับ มีมาเมื่อไรต้องดูเสมอ และสำหรับหนังเรื่องนี้ก็พูดได้เต็มปากว่าคุ้มค่าแก่การรับชมมากมายครับ

เรื่องของ 3 สาวผิวสีที่ทำงานกับ NASA ในยุคที่อเมริกายังคงมีการเหยียดผิวกันแบบเข้มข้นครับ เรียกว่าคนผิวสีไม่ค่อยจะมีสิทธิ์มีเสียง ไม่มีทางจะได้ตำแหน่งงานสูงๆ ขนาดว่าห้องน้ำยังไม่สามารถใช้ร่วมกับคนผิวขาวได้เลยด้วยซ้ำ

ขณะเดียวกันอเมริกาก็กำลังแข่งกับโซเวียตในการพิชิตอวกาศ แต่โซเวียตก็ดูเหมือนจะทำแต้มนำในการออกนอกอวกาศครับ ส่งทั้งดาวเทียม-คน-สัตว์ขึ้นไปโคจรรอบโลก ในขณะที่อเมริกาเองกลับยังทำไม่สำเร็จสักที

และในที่สุดนักคณิตศาสตร์อัจฉริยะ แคทเธอรีน จี จอห์นสัน (Taraji P. Henson) 1 ใน 3 สาวก็ได้รับโอกาสร่วมงานกับทีมคำนวณหัวกะทิ (ที่มีแต่คนขาว) โดยมีหัวหน้าอย่าง อัล แฮร์ริสัน (Kevin Costner) คอยคุมอยู่อีกที

แล้วแคทเธอรีนก็ได้สำแดงความสามารถที่เธอมี เช่นเดียวกับ 2 เพื่อนซี้อย่าง โดโรธี (Octavia Spencer) และแมรี่ (Janelle Monáe) จนพวกเธอกลายเป็นกลุ่มบุคคลที่มีส่วนสำคัญที่ทำให้อเมริกาสามารถส่งคนออกไปโคจรนอกโลกได้สำเร็จในที่สุด

สิ่งแรกที่ผมคิดเลยคือ การเหยียดผิวนี่ขวางความเจริญอเมริกาในหลายๆ ส่วนครับ อย่างกรณีนี้ถ้าอเมริกาไม่มัวงี่เง่าแบ่งแย่กเรื่องผิว แล้วเกณฑ์คนที่มีทั้งหมดไม่ว่าจะผิวสีอะไรมาระดมสมองช่วยกันสร้างสรรค์ผลงานแบบเต็มพิกัด ก็เป็นไปได้ว่าอเมริกาจะได้ทะยานออกนอกโลกก่อนโซเวียตด้วยซ้ำ

จริงๆ ประเด็นการเหยียดผิวเป็นเรื่องที่มีมิติในหลายระดับครับ ไม่ว่าจะในแง่การปกครอง (การมีพลเมืองชั้นสองให้คนชั้นหนึ่งได้กดขี่หรือเอาเปรียบ ก็เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับคนบางกลุ่มเหมือนกัน) การเมือง (การที่คนผิวสีไม่มีสิทธิ์ในการเลือกตั้ง แต่ก็ทำให้การกำหนดทิศทางทางการเมืองของคนบางกลุ่ม สามารถทำได้ง่ายขึ้น)

หรือในเชิงสังคม เช่น การกีดกันสิทธิ์ต่างๆ สำหรับคนผิวสี ก็จะเป็นการเพิ่มโอกาสหลายๆ อย่างให้กับคนผิวขาว โดยเฉพาะเรื่องตำแหน่งหน้าที่การงาน ที่บางครั้งคนผิวสีบางคนก็มีความสามารถมากกว่า แต่สุดท้ายเก้าอี้ตำแหน่งกลับตกไปอยู่ในมือของคนผิวขาวที่ไม่ได้เก่งอะไร แค่มีเส้นและมีผิวสีขาวเท่านั้นเอง

โดยรวมๆ แล้วการกีดกันคนผิวสีนั้นมักจะเป็นสิ่งเอื้อประโยชน์ให้กับคนบางกลุ่มครับ เลยไม่แปลกหากจะมีการกดขี่คนผิวสีอยู่เนืองๆ (แม้แต่ตอนนี้ก็ยังมี) แล้วหนังเรื่องนี้ก็จุดประเด็นในอีกมุมขึ้นมา ประมาณว่าการกดขี่คนผิวสีที่เป็นเรื่องดีสำหรับคนบางกลุ่มนั้น กลับกลายเป็นการทำให้ชาติถูกแช่แข็ง หยุดการพัฒนาในหลายด้านๆ อย่างเรื่องพิชิตอวกาศก็เป็นหนึ่งในนั้น

ตัวหนังทำออกมาได้กำลังดีเลยครับ โดยหลักมันคือดราม่า แต่เป็นดราม่าที่ไม่เน้นเครียด ดำเนินเรื่องด้วยอารมณ์ขันและแทรกด้วยพลังบันดาลใจ ซึ่งหลายอย่างก็อาจดูลงสูตรสำเร็จของหนังแนวนี้อยู่บ้าง หรือความลึกซึ้งของเรื่องราวอาจไม่เข้มข้นอะไร จนคนที่คาดหวังความแปลกใหม่อาจรู้สึกไม่สมหวังอยู่บ้าง

แต่หากใครหวังแค่ “เพียงได้ชมหนังสร้างแรงบันดาลใจก็พอใจแล้ว ไม่ต้องขอให้มีอะไรใหม่ก็ได้” ก็น่าจะพอใจกับหนังเรื่องนี้ครับ เพราะดูแล้วยิ้มออก ดูแล้วรู้สึกมีพลัง เป็นการกระตุ้นเร้าให้เราเชื่อมั่นในความสามารถของตน เชื่อว่าเราเองก็สามารถเป็นคนหนึ่งที่ทำเรื่องดีๆ หรือเรื่องสำคัญๆ ได้ ขอเพียงเรามุ่งมั่นเดินหน้าและลงมืออย่างเต็มที่

และสาระสำคัญสำหรับผู้บริหารก็คือ การรู้จักเลือกใช้คนโดยปราศจากอคติ เลือกใช้คนให้เหมาะสมกับงานโดยไม่ปล่อยให้ประเด็นงี่เง่าหรือระบบดราม่าอื่นใดมาทำให้ไขว้เขว ว่าง่ายๆ คืออย่าทำเหมือน NASA ยุคเก่าที่เคยพ่ายแพ้ในยกแรกให้กับโซเวียตมาก่อน

จะว่าไปก็ตลกดีครับ NASA เป็นองค์กรที่ว่าด้วยความก้าวหน้า อวกาศ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีล้ำโลก แต่กลับติดหล่มเพราะจมอยู่กับแนวคิดเดิมๆ ที่เอาเข้าจริงแล้วมันค่อนข้างจะเป็นแนวคิดคับแค้นที่ไร้เหตุผล (อันสมควร) สิ้นดี

พลังสำคัญของหนังต้องยกให้การแสดงดีๆ ของเหล่าดาราไม่ว่าจะ Henson, Spence และ Monáe ที่รับบทสาวแกร่งในตำนาน NASA ได้อย่างน่าเชื่อ แต่ละคนดูมีความมั่นใจ และถ่ายทอดอารมณ์ในแต่ละช่วงเวลาได้อย่างดี ทำให้เรารู้ว่าแต่ละคนมีบุคลิกแบบไหน เป็นคนแบบไหน ซึ่งนั่นก็ทำให้คนดูรู้สึกผูกพันกับพวกเธอมากขึ้นไปในตัว

Costner ก็เล่นได้ไม่ผิดหวังครับ จริงๆ ดูเหมือนพี่แกไม่ได้เล่นอะไรนะ แค่พูดแค่เดินแค่ออกความเห็นแบบนิ่งๆ แต่ผมว่าเพราะบทนี้มันเหมาะกับเขาอยู่แล้วเลยไม่ต้องวาดฝีมือให้สวิงสวายอะไร แค่เป็นตัวเอง แสดงในแบบที่เขาถนัด ซึ่งผลที่ได้ก็จัดว่าเหมาะสมกำลังดี

Jim Parsons หรือเชลดอนแห่ง The Big Bang Theory มารับบทพอล สแตฟฟอร์ด นักคณิตที่ออกแนวอวดดีหน่อยๆ แต่ Parsons ก็คุมบทตัวเองได้อยู่ครับ เขาไม่ปล่อยให้ตัวเองกลายเป็นตัวละครที่น่ารำคาญ (ส่วนใครที่ห่วงว่าดูแล้วจะพาลนึกว่าเขาคือเชลดอนหรือเปล่า ก็บอกได้ครับว่าไม่เป็นแบบนั้น Parsons แสดงบทพอลได้เป็นพอลครับ ไม่ได้ดูเป็นเชลดอนแต่อย่างใด… ผมว่าแกเล่นหนังดีนะ)

Kirsten Dunst ที่ดูแก่ขึ้นเยอะก็มารับบทสาวผิวขาวที่จริงๆ ก็มีอคติเรื่องสีผิวไม่ต่างจากคนอื่น แต่เธอก็เหมือนจะไม่ยอมรับว่าตนเป็นเช่นนั้น แบบตอนที่เธอบอกโดโรธีว่า “จริงๆ ฉันไม่ได้ดูถูกพวกคนผิวสีนะ” โดโรธีเลยตอบกลับไปว่า “ใช่ค่ะ ฉันรู้ว่าคุณเชื่อแบบนั้น” เป็นการตอกกลับที่แสบไม่น้อย (แต่จริง)

แต่คนที่ผมชอบสุดยกให้ Glen Powell ในบท จอห์น เกลน นักบินอวกาศชาวอเมริกันคนแรกที่ได้ขึ้นโคจรรอบโลก เขาแสดงบทนี้ได้นุ่มนวลอย่างมากครับ ทำให้รู้สึกบวกกับตัวละครนี้แบบสุดๆ และท่าทางก็เป็นเทพบุตเดินดินอะไรแบบนั้นเลย กลายเป็นตัวละครที่เพิ่มพลังบวกให้กับหนังได้แบบเงียบๆทีเดียว

ถ้าถามว่าชอบฉากไหนสุด ผมยกให้ฉากขอแต่งงานครับ เป็นอะไรที่น่ารักมาก และโรแมนติกแบบสุดๆ คือมันหวานแบบไม่ต้องเว่อร์วังน่ะครับ แค่มานั่งโต๊ะกันพร้อมหน้า ฉากที่ว่านี้ทั้งน่ารัก สวยงาม และเปี่ยมอารมณ์ขัน (ดีไม่ดีบางคนอาจน้ำตาซึมเลยก็ได้)

ผมชอบประโยคที่ฝ่ายชายบอกว่า “แหวนวงนี้โชคดี” ประมาณว่าโชคดีที่ได้มาเป็นสื่อแทนใจให้กับความรักครั้งนี้ และประโยคอย่าง “ผมแต่งกับคุณก็คือแต่งกับลูกๆ คุณด้วย” คือมันเป็นอะไรที่น่ารักแบบเหลือล้นจริงๆ เป็นฉากที่ทำเอาผมยิ้มแล้วยิ้มอีกอยู่นานเลยล่ะครับ

ผมมีความสุขในการดูหนังเรื่องนี้จริงๆ ครับ มันอาจไม่ถึงกับเต็มอิ่มเต็มฟินอะไรขนาดนั้น แต่มันก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีจนทำให้เราเกิดพลังใจขึ้นมาได้ และทำให้เราหวนคิดถึง “อคติ” ที่เราอาจมีอยู่ในใจ ตามด้วยการใคร่ครวญว่าเราควรปล่อยให้อคตินั้นมีผลต่อเราต่อไป หรือเราควรชั่งตวงวัดเลือกสิ่งที่เหมาะโดยสนใจอคติให้น้อยที่สุดดี

หากจะมีจุดที่เสียดายหน่อยก็คงเป็นตอนท้ายน่ะครับ ตอนไคลแม็กซ์เมื่อกระสวยไปนอกโลกแล้ว ช่วงที่ว่าจริงๆ สามารถทำให้ลุ้นหรือตื่นเต้นได้ แต่จังหวะของเรื่องในตอนนั้นยังไม่พีคพอน่ะครับ อันนี้ก็ออกจะเสียดายอยู่หน่อยๆ เพราะถ้าลองว่าทำได้พีคล่ะก็ มันคงสุดยอดยิ่งขึ้นแน่ๆ

ดีใจครับที่หนังทำเงินในอเมริกาแบบสวยงาม ทำไปกว่า $167 ล้าน ในขณะที่ทุนสร้างเพิ่งจะ $25 ล้านเท่านั้น กำไรอย่างงาม (แต่ตลาดนอกอเมริกาทำไป $53 ล้าน ซึ่งนับว่าน้อยครับ แต่ก็พอเข้าใจว่าตลาดต่างประเทศจะต้อนรับหนัง CG หรือหนังบู๊มากกว่า)

นี่คือผลงานกำกับหนังใหญ่เรื่องที่ 2 ของ Theodore Melfi ครับ ส่วนเรื่องแรกคือ St. Vincent หนังดีอีกเรื่องที่นำแสดงโดย Bill Murray, Melissa McCarthy และ Naomi Watts ก็ถือเป็นผู้กำกับที่น่าจับตามอีกคนครับ

สรุปว่าใครเป็นคอหนังแนวนี้ก็จัดไปเลยครับ และที่สำคัญคือ Costner พากย์โดยคุณจักรกฤษณ์ หาญวิชัยครับ (ฟินอีกหนึ่งคำรบ)

สามดาวครับ

Star31

(8/10)