Action

The Avengers (2012) ดิ อเวนเจอร์ส

1385113286

ผมชอบหนังเรื่องนี้ครับ ว่างๆ ก็เอามาดูเพื่อความเพลิดเพลินทางอารมณ์และเติมความสนุกเร้าใจให้ชีวิต

เชื่อไหมครับ ตั้งแต่ได้แผ่นมานี่ผมดูซ้ำไม่ต่ำกว่า 10 รอบ แต่ต่อให้ชอบและดูบ่อยแค่ไหน ผมเองกลับไม่รู้จะเขียนอะไรเกี่ยวกับมันดี

อาจเพราะมันไม่ใช่หนังปรัชญาลึกล้ำน่ะครับ ถึงจะได้มีแง่คิดเพียบพร้อมขุดมาให้ต่อยอดได้มากมาย แต่มันคือหนังแอ็กชันเอามันส์ที่รวมซูเปอร์ฮีโร่มาทำงานด้วยกันแบบจัดเต็ม ในขณะที่หนังมีสาระแทรกลงมานิดๆ พอเป็นกระสาย อย่างเช่น

+ ยามที่ธอร์ (Chris Hemsworth) พยายามจะบอกโลกิ (Tom Hiddleston) ให้ยุติการทำเอาแต่ใจ ยิ่งโลกิบอกว่าเขาจะปกครองโลกนี้ทั้งใบด้วยวิธีรุนแรง ธอร์รีบตอบทันทีว่า “เจ้าเข้าใจสัจธรรมการเป็นกษัตริย์คลาดเคลื่อนไปกระมัง”

เพราะนักปกครองที่ดีต้องรู้จักใช้พระคุณก่อนพระเดช ใช้วิธีการที่ก่อให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด แต่ครองใจคนได้มากที่สุด

+ ความพยายามรับผิดชอบในตนเองของบรูซ แบนเนอร์ (Mark Ruffalo) ที่รู้ว่าตัวเองสามารถกลายร่างเป็นฮัลค์ยักษ์ได้ทุกเมื่อ เลยชอบหลบไปอยู่ที่ไกลๆ จะได้ไม่เผลอไผลทำให้ใครเดือดร้อน

แน่นอนว่าคนทั่วไปคงไม่ได้โกรธแล้วกลายเป็นฮัลค์ แต่เราก็ไม่ต่างจากแบนเนอร์ที่มียักษ์กักขฬะอยู่ข้างใน มันชอบโผล่ออกมาอาละวาดยามเราโกรธจนคุมตัวเองไม่ได้ ดังนั้นการไม่ปล่อย (หรือไม่เปิดโอกาส) ให้ยักษ์ออกมาฮึ่มแฮ่ นั่นก็ถือเป็นการรับผิดชอบตัวเองประการหนึ่ง ที่เราควรเรียนรู้และฝึกฝนไว้ (เพราะบางทียักษ์ออกมา คนที่เดือดร้อนที่สุดอาจไม่ใช่ใครอื่น แต่คือตัวเราเองนี่แหละ)

+ ปมชดใช้บาปในใจของเจ้าหน้าที่นาตาชา โรมานอฟ หรือแบล็ควิโดว์ (Scarlett Johansson) ที่เราอาจยังไม่ทราบชัดว่ามันคืออะไร แต่มันก็สอดคล้องกับสิ่งทีเกิดกับคลินท์ บาร์ตั้น หรือฮอว์กอาย (Jeremy Renner) ที่ในเรื่องตกอยู่ในอำนาจโลกิ จนทำสิ่งเลวร้ายลงไปมากมาย ซึ่งพอฮอว์กอายคืนสติแล้ว เขาก็ยังเสียใจกับสิ่งที่สองมือตนทำลงไป ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

ธรรมชาติชนิดหนึ่งของมนุษย์คือ “การก้าวผิดทำพลาด” ครับ มันเกิดขึ้นได้ บางครั้งเราไม่รู้ตัว เราอาจโดนคนจูงใจหลอกให้หลงแล้วก็ทำ หรือเราอาจรู้ตัว ทำไปเพราะมันจำเป็น ทำไปเพราะเราคิดว่ามันคือสิ่งที่ถูก ซึ่งไม่เฉพาะ 2 ฮีโร่ของเราหรอกครับ โลกิเองก็เป็นจอมหลงเลยล่ะครับ (หลงทาง หลงตัวเอง แต่ในมุมมองของเขา “ฉันทำถูกแล้วนี่!”)

แต่สิ่งที่เกิดแล้วย่อมเกิดเลย เราแก้อดีตไม่ได้ ทว่าเราแก้ปัจจุบันได้ เราลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อกระทุ้งตัวเองให้กลับมาเดินในทางที่ถูก หรือการทำอะไรที่ดีๆ ให้มากขึ้น ซึ่งมันอาจไม่้ได้ช่วยลบบาปใดๆ หรอกครับ แต่อย่างน้อยเราก็ไม่ได้ทำสิ่งผิดมากขึ้น อย่างคำที่ว่า “การทำสิ่งที่ถูก คือทำผิดให้น้อยลง”

+ การทำอะไรตามใจอยากโดยลืมคิดให้ดีของโทนี่ สตาร์ก (Robert Downey Jr.) อย่างการเอาโปรแกรมไปใขความลับของหน่วยชิลด์จนใครๆ เอามาเป็นประเด็น และลงเอยด้วยการตีกันยกใหญ่

หลายครั้งที่คนฉลาดทำอะไรที่ตนคิดว่าเป็นประโยชน์ แต่ลืมคำนึงถึงโทษที่จะตามมา โทนี่เองก็พยายามรู้ทุกเรื่อง ทำในสิ่งที่ “ฉลาด” แต่ครั้นพอได้รู้แล้ว ข้อมูลอันน่าจะทำให้เกิดความกระจ่างดันกลายเป็นชนวนให้ทุกคนตีกัน ทะเลาะกัน โยนความผิดกัน แตกแยกกัน เข้าอีหรอบ “ฉลาด” แต่ลืม “เฉลียว”

+ การไม่สามัคคีกัน ในสภาวะที่ควรรวมแรงกัน คือทางแห่งหายนะ อันนี้เห็นชัดอยู่น่ะนะครับ

ว่าตามจริงสาระเหล่านี้คืออะไรเล็กๆ ที่ใส่ลงไปในหนัง เพื่อก่อให้เกิดความลื่น ให้เหตุการณ์ต่างๆ มีเหตุผล ให้ตัวละครต่างๆ มีแรงขับในการทำหรือไม่ทำอะไร เป็นเหมือนปูนซีเมนต์ที่เอาไว้ฉาบอิฐแต่ละก้อนให้มันเชื่อมกัน ทำให้มันเป็นรูปเป็นร่างกันเข้า

ครับ สาระประเด็นในหนังเรื่องอื่นอาจสำคัญ แต่กับเรื่องนี้ของสำคัญจริงๆ คือความมันส์ แอ็กชันไม่ยั้ง การได้เห็นซูเปอร์ฮีโร่มารวมดาวกัน มากัดกันแซวกันพอให้ฮา และฉากสู้กันแบบถล่มเมืองซึ่งสะใจโคตรๆ

ทั้งนี้และทั้งนั้นต้องขอชม Joss Whedon ครับ ขานี้แกทำหนังเรื่องไหนได้ใจทุกรอบ ตั้งแต่สมัยทำซีรี่ส์อย่าง Buffy, Angel, Firefly เรื่อยมาจนถึง Serenity พอมาเรื่องนี้ผมว่าแกคุมอยู่ครับ การเกลี่ยยบทฮีโร่แต่ละคนถือว่าทำได้ดี ดูจบแล้วจำได้ว่าใครเป็นใคร ทำอะไร เก่งด้านไหน ยิงมุขอะไรไว้ ซึ่งแน่นอนครับว่าที่หนังออกมาถึงใจนี่ต้องพึ่งพาพลังดาราทุกคน

ถ้าให้ว่าจริงๆ บทไอรอนแมนของ Downey, Jr. ค่อนข้างเด่นกว่าชาวบ้านครับ อาจไม่ใช่เพราะปรากฎตัวเยอะกว่า แต่เพราะลีลาของ Downey, Jr. แกโดน แกใช่ แกขโมยซีน แกทำให้หนังฮา เติมรสให้หนังลื่น และจะว่าไปความสามารถของแกก็เยอะกว่าใครด้วยล่ะครับ บินได้ ยิงพลังได้ อึดถึกสู้ได้ทุกสนาม

ในขณะที่คนเด่นรองลงมาต้องยกให้ Hiddleston ที่เกิดมาเพื่อเป็นโลกิ ผมมั่นใจนะครับว่าอีกไม่นานต้องมีคนจับบทโลกิไปติดอันดับวายร้ายอมตะตลอดกาล แบบเดียวกับพวกฮานส์ กรูเบอร์แห่ง Die Hard หรือโจ๊กเกอร์ (ของพี่ Heath Ledger) คือเขาอาจไม่เด่นสุดยอด แต่ก็ถือว่าไม่น้อยหน้ารุ่นพี่วายร้ายในตำนานทั้งหลายเลย เพราะเขามีคาแรคเตอร์เด่นเป็นเอกลักษณ์ ไม่มีใครเหมือน หลงตัวเอง ฉลาดแกมโกง เจ้าเล่ห์แสนกล ดั่งอสรพิษที่คิดไม่ซื่อใต้ตาใสๆ ยามไหนตาโกงก็ส่อแววแบบน่ากลัวขึ้นมาเลย กับเรื่องนี้แม้จริงๆ โลกิจะเป็นเครื่องมือของ “จอมบงการจากนอกโลก” แต่ด้วยลีลาการแสดงของ Hiddleston ทำให้เราไม่คิดเลยครับว่า โลกิถูกคนหลอกใช้… เพราะจริงๆ พี่แกน่ะหลอกตัวเอง หลงทางด้วยตัวเอง ไม่ต้องมีใครมาล่อให้หลงเลย

บางครั้งวายร้ายระดับสุดยอด อาจไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด ฉลาดที่สุด โหดที่สุด หรือมีกองกำลังมากที่สุด แต่เป็นใครก็ตามที่พร้อมจะทำผิดอย่างที่สุด ทำโดยไม่หันกลับมามอง ทำโดยไม่สำนึกว่าตนกำลังทำผิดขนาดไหนอยู่… และโลกิคือสุดยอดจริงๆ สำหรับวายร้ายประเภทนั้น

Well_look_who_finaly_assembled

จริงๆ ดูไอรอนแมนออกลาย ดูโลกิกรีดกรายหนังก็เพลินมากแล้วครับ แต่นี่ยังมี Mark Ruffalo มารับบทบรูซ แบนเนอร์ ซึ่งเขาก็ดูเป็นบรูซในสไตล์ของเขาเอง ไม่ซ้ำทางกับที่ Bill Bixby, Eric Bana หรือ Edward Norton ทำไว้ แต่ถ้าถามว่าผมชอบบรูซคนไหนที่สุด โดยส่วนตัวอันดับ 1 ยังเป็น Bixby ครับ เขาดูอาภัพได้สาแก่ใจมาก รองลงมาก็ Norton กับ Ruffalo ที่ทำได้ดีพอกัน โดยไม่ซ้ำสไตล์กันน่ะครับ

อย่างใน The Avengers นี่ ถ้าให้ Norton มาแสดง ผลลัพธ์จะแปร่ง เพราะบารมี Norton จะข่ม Downey, Jr. ได้ แต่พอเป็น Ruffalo แล้ว พี่เขาเด่นในตัวเอง แต่ก็ไม่เกินหน้า Downey, Jr. เรียกว่าพอจะตีคู่ไปกันได้ ทำให้การคัด Ruffalo มาลงนี่เป็นอะไรที่เหมาะมากครับ

ส่วนดารารายอื่นๆ ถือว่าเด่นตามอัตภาพ คือเด่นเหมือนกัน แต่เด่นแบบเฉลี่ยๆ ไม่ว่าจะ Evans, Hemsworth, Johansson, Renner, Stellan Skarsgård ในบทดร. เซลวิค, Gwyneth Paltrow ในบทเพ็พเพอร์ พ็อตต์ส และ Samuel L. Jackson ในบท นิค ฟิวรี่

ไปๆ มาๆ คนที่โผล่ไม่เยอะแต่คนจำได้ดีกลับเป็น Clark Gregg ในบท ฟิล โคลสัน และเชื่อว่าหลายคนคงจับตาเจ้าหน้าที่มาเรีย ฮิลล์กันไม่ใช่น้อย เธอคนนี้แสดงโดย Cobie Smulders ที่ถือว่าพลิกมาดมากๆ จากบทฮาๆ ในซีรี่ส์สุดฮิต>How I Met Your Mother นี่คนละโทนกันเลยครับ และเธอก็เล่นได้เหมาะดีไม่น้อยด้วย

พอเข้าใจครับ เพราะหนังตัวละครเยอะ การจะแจกแจงลงลึกตัวละครย่อมทำได้ยาก อย่างน้อยแค่เล่าเรื่องออกมาให้แต่ละคนมีเอกลักษณ์ พอให้คนดูสัมผัส มีสาระแทรกเล็กๆ อย่างที่ผมแจกแจง นั่นก็นับว่าเวิร์กมากแล้วล่ะครับ

หนังเรื่องนี้อาจไม่ใช่สุดยอดหนังแนวซูเปอรืฮีโร่นะครับ แต่บอกได้เลยว่าการจะสร้างให้ออกมาดีเท่าที่เป็นนี่ถือว่าไม่ใช่ของง่าย หากต้องเอ่ยชมก็ต้องไล่มาตั้งแต่ทีมงานที่ Marvel ที่กรุยทางสร้างปมไว้ตั้งแต่ Iron Man ใช่ครับ ทีมงานที่ช่วยทำ Iron Man, The Incredible Hulk, Thor และ Captain America ล้่วนมีส่วนในความสำเร็จอย่างมหาศาลของ The Avengers และขณะเดียวกับพี่ Joss Whedon เองก็ถือว่าแน่พอตัวล่ะครับ ที่สามารถรับไม้ทั้งหมดมาต่อเป็นรูปร่างได้เข้าท่าขนาดนี้

ความดีจริงๆ ของหนังเรื่องนี้อาจไม่ใช่ตรงความสมบูรณ์แบบ 100% หรือความไร้ที่ติ (เพราะจริงๆ มันก็ยังไม่ถึงขนาดนั้น) แต่มันคือการเป็น “ก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่สำหรับวงการหนังซูเปอร์ฮีโร่” หากลองมองย้อนไป เอาแค่ 10 ปีก็ได้ครับ ถ้ามีใครสักคนบอกว่าเขาจะจับฮีโร่ 6 – 7 ตัวมาเจอกันในหนังเรื่องเดียวนี่ คงถูกประเมินในเชิงดูถูกไว้ก่อนแน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ หรือถ้าเป็นได้ก็มีแววเละสูง

แต่มันก็คงไม่ต่างกับ 10 ปีก่อนที่ James Cameron จะทำ Titanic หรือ Avatar และมันคงไม่ต่างกับ 10 ปีก่อนที่ Tranformers จะถูกสร้างขึ้น หรือถ้าย้อนไปไกลหน่อยก็คงไม่ต่างกับตอนก่อนที่ Thomas Edison จะมีแนวคิดสร้างกล้องเล็กๆ ที่บันทึกภาพเคลื่อนไหวได้นั่นแหละ

ในอนาคตเราอาจได้เจอหนังสไตล์ The Avengers ที่ได้รับการอัพเกรดไปไกล วันนั้นหลายคน (เช่น ลูกหลานเรา) อาจมอง The Avengers เป็นอะไรที่ดูเก่าและเชย เหมือนที่เด็กรุ่นหลังบอกว่าหนังสยองอย่าง The Exorcist เป็นอะไรที่ดูธรรมดา ในสายตาของพวกเขา

แต่ความจริงก็คือ มันจะไม่มีก้าวต่อไปให้เห็นเลยครับ หากไม่มีก้าวแรก… ก้าวแรกที่เบิกตาผู้ชม “ณ ช่วงยุคนั้น” ให้เบิกโพลง ก้าวแรกที่เติมเต็มความฝันให้เด็กในร่างผู้ใหญ่ และที่สำคัญคือก้าวแรกที่ทำให้เด็กในวันนี้ มีไฟอยากทำหนังอะไรที่มันเด็ดยิ่งขึ้นไปในอนาคต

แต่อย่างไรก็ดี Whedon เองแกก็เก่งล่ะครับ คุมหนังได้ดี โดยเฉพาะฉากประจัญบานช่วงท้ายที่เนรมิตได้มันส์ยิ่ง มีการใส่ความมันส์แล้วแทรกด้วยความฮาอย่างพอเหมาะพอดี

ไม่ปฏิเสธว่าหนังอาจพร่องความเข้มในเชิงสาระหรือคุณภาพในเชิงหนังรางวัล แต่ขอให้ระลึกเสมอครับว่าหนังมีหลายประเภท บางประเภทก็ทำออกมาเพื่อความมันส์ สะใจ แอ็กชันจัดเต็ม และ Effect ละลานตา โดยประกาศตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วว่า “เราทำออกมาเน้นความบันเทิงเป็นสรณะ”

และ The Avengers เป็นอะไรที่เจ๋งมากๆ สำหรับหนังสักเรื่องที่ทำขึ้นเพื่อความสนุกสะใจ

สามดาวครึ่งครับ

Star32

(8.5/10)

Advertisements