รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Fallen (2016) เทวทัณฑ์

17203111_1551440014886794_8207770333453963307_n

Addison Timlin เป็นดาราที่ผมแอบเอาใจช่วยเรื่อยมาครับ เธอเล่นเป็นนางเอกในเรื่อง Odd Thomas ได้แบบน่ารักและน่าจดจำมากๆ แต่หนังก็ไม่ดัง (อันที่จริงแล้ว ในอเมริกาไม่ได้เข้าโรงในวงกว้างด้วยซ้ำ)

กับเรื่องนี้ก็ดัดแปลงจากนิยายดังอีกเรื่องครับ เธอรับบทลูซินดา ไพรซ์ (Timlin) สาวน้อยที่โดนหาว่าทำให้เพื่อนคนหนึ่งตาย เธอเลยถูกส่งไปอบรมในโรงเรียนแห่งใหม่อันเป็นจุดเริ่มของการค้นพบความลับเกี่ยวกับตัวเธอเองและโลกแห่งเทวทูต

หนังก็มาในสไตล์ Twilight, The Mortal Instruments, Beautiful Creatures แล้วก็ Vampire Academy น่ะครับ ตัวเอกคือสาวน้อยที่ชะตากรรมต้องไปข้องเกี่ยวกับเรื่องเหนือธรรมชาติ ได้เจอพระเอกหล่อๆ ได้พบกับการผจญภัย แล้วก็จบแบบทิ้งท้ายแบบ “โปรดติดตามตอนต่อไป”

ว่าแบบตรงๆ คือใครชอบแนวนี้ก็ลองดูได้เลยครับ หนังก็ถือว่าทำออกมาได้เพลินๆ เพียงแต่ช่วงแรกมันออกจะเอื่อยไปหน่อย เดินเรื่องชมนกชมไม้มากไปนิด พอมาถึงตอนกลางๆ ก็โอเคขึ้น มีปมมีอะไรให้เราติดตามบ้าง แต่ก็น่าเสียดายที่ปมเหล่านั้นยังไม่ได้รับการขยี้ให้น่าสนใจแบบเต็มๆ

จริงๆ เรื่องนี้ก็เหมือนหนังแนวนี้อีกหลายๆ เรื่องครับ โจทย์ใหญ่เลยคือต้องดึงผู้ชมเข้าสู่โลกของเรื่องราวให้ได้ เหมือน Harry Potter ดึงเราสู่โลกเวทย์มนต์หรือ Twilight ที่แนะนำเราให้รู้จักกับโลกแวมไพร์ ลองว่าทำได้ล่ะก็ อะไรๆ ก็จะง่ายขึ้น ความสนุกก็จะไหลมามากขึ้น

แต่กับเรื่องนี้หนังยังทำได้ไม่ถึงครับ คือมันก็มีการแนะนำตำนานเทวดา ตำนานเทวทูต หรือสงครามที่ยังไม่จบให้เรารู้ แต่มันไม่ทำให้เรารู้สึกอินหรือรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ (ทั้งที่จริงๆ เรื่องมันไม่ใช่เล็กๆ เลย) รวมถึงปมต่างๆ ที่ถูกนำเสนอก็ออกแนวเรื่อยๆ ไม่มีชั้นเชิงที่ทำให้เราสนุกไปกับมันเท่าที่ควร

จริงๆ หนังมีปมน่าสนใจที่น่าเล่นอีกเยอะครับ อย่างเรื่องเทวทูตทั้งหลาย เรื่องสงคราม เรื่องตัวลูซินดาที่หนังสามารถค่อยๆ เปิดปมทีละน้อยก็ได้ ไหนๆ ตอนต้นมันก็ไม่มีอะไรอยู่แล้ว ถ้าหนังเพิ่มปมที่น่าสนใจใส่ลงไปตั้งแต่ต้นเรื่อง แล้วก็ค่อยๆ ใส่องค์ประกอบต่างๆ ที่ดึงเราสู่โลกแห่งเทวทูต มันคงโอเคกว่านี้น่ะครับ

และที่ออกจะอึ้งคือตอนจบครับ จบไวมาก จู่ๆ จบเลยเหมือนซีรี่ส์ที่จบแบบ Cliffhanger รอให้เราดูตอนต่อไป ซึ่งหากใครดูแล้วอินหรือเคยอ่านนิยายจนพอรู้อะไรๆ บ้างแล้ว การดูตอนจบแบบนี้ก็อาจรู้สึกแบบหนึ่ง แต่กับคนที่ยังไม่อิน หรือยังไม่เข้าถึงโลกในหนังแล้ว มันเป็นการจบที่ชวนเหวอน่ะครับ ประมาณว่าจะไม่แลนดิ้งทิ้งช่วงให้เราทำความเข้าใจอะไรเลยหรือนี่ (555)

จริงๆ ดาราโอเคครับ Timlin น่ารักเหมือนเคย เธอดูมีเสน่ห์แบบน่าทะนุถนอม เพียงแต่ความเด่นในคาแรคเตอร์อาจยังไม่เยอะ ส่วน Jeremy Irvine ในบทแดเนียลกับ Harrison Gilbertson ในบทแคม ก็เล่นได้ไม่เลวเช่นกัน เพียงแต่ก็เหมือนตัวหนังน่ะครับ พวกเขายังดูไม่เด่นแบบเต็มที่

ดารารุ่นใหญ่อย่าง Joely Richardson มารับบทมิสซิสโซเฟีย ซึ่งเธอก็เล่นได้ดีตามมาตรฐานล่ะครับ และอีกคนที่ผมจำได้มากหน่อยก็คือ Lola Kirke ในบท เพนน์ เพื่อนของนางเอก รายนี้ด้วยคาแรคเตอร์ด้วยอะไรๆ แล้วผมว่าเธอน่าจดจำสุด ไม่มากไม่น้อยเกินไป กำลังดีครับ

ผมเสียดายนะ จริงๆ ผมเสียดายเสมอยามดูหนังที่ดัดแปลงจากนิยายที่มีหลายเล่มแล้วทำออกมาได้เพียงระดับกลางๆ ทั้งที่จริงๆ เนื้อในของแต่ละเรื่องมันมีประเด็น มันมีมิติและเรื่องราวในโลกของมันให้บอกเล่าอีกเยอะแยะ แต่หนังส่วนใหญ่จะไม่สามารถสกัดเอาของดีมาเล่าบนจอได้แบบเต็มที่

ถ้าหนังมีตอนต่อมาก็พร้อมดูครับ เพราะอย่างที่บอกว่าจริงๆ หลายประเด็นมันน่าสนนะ เรื่องเทวทูต เรื่องความลับต่างๆ ไหนจะเรื่องฝักฝ่ายข้างพรรคอีก แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า Scott Hicks ดูไม่เหมาะกับบทตำแหน่งกำกับเรื่องนี้สักเท่าไร เพราะจริงๆ แกทำหนังดราม่าได้ดีครับ แต่นี่คือหนังแฟนตาซีที่ต้องใช้วิสัยทัศน์ในเชิงจินตนาการมากๆ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็ออกมาเรื่อยๆ เป็นแฟนตาซีที่ดูมีอะไร แต่ก็ยังไม่เต็มที่เท่าที่ควรกับ “อะไร” ที่ว่านั่น

สองดาวครับ

Star21

(6/10)