รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

Beauty and the Beast (2017) โฉมงามกับเจ้าชายอสูร

tWqifoYuwLETmmasnGHO7xBjEtt

ถ้าว่ากันถึงรายได้ ตอนนี้หนังทำเงินลอยลำเกิน $200 ล้านในอเมริกาแล้วครับ ส่วนรวมทั่วโลกก็ไปถึง $420 ล้านแล้ว ประสบความสำเร็จอย่างงดงามจริงๆ

สำหรับตัวหนังนั้นก็ถอดเอาเค้าโครงรวมถึงบทเพลงมาจากฉบับการ์ตูนเลยครับ เรื่องของเบลล์ (Emma Watson) สาวน้อยนักอ่านที่เชื่อว่ายังมีเรื่องน่าสนใจรอเธออยู่นอกหมู่บ้านที่เต็มไปด้วยกฎและกรอบ

แล้ววันหนึ่งพ่อของเธอ (Kevin Kline) ก็โดนเจ้าชายอสูร (Dan Stevens) กักตัวไว้ เบลล์เลยตามไปช่วยพร้อมเสนอว่าจะอยู่แทนพ่อ ทำให้อสูรปล่อยพ่อของเธอไป และกักตัวเบลล์ไว้แทน

ส่วนเหตุการณ์หลังจากนั้นก็ว่าด้วยการที่สารพัดข้าวของเครื่องใช้ในปราสาท (ที่จริงๆ คือมนุษย์ แต่โดนสาปไปพร้อมกับเจ้าชาย) ก็พยายามจูนหัวใจให้เบลล์กับเจ้าชายได้ตกหลุมรักกัน เพราะทางเดียวที่จะถอนคำสาปให้ปราสาทแห่งนี้ได้ก็คือจะต้องทำให้เจ้าชายได้เรียนรู้ความหมายแห่งรักเท่านั้น

ในแง่งานสร้างก็อลังการสมทุน $160 ล้านครับ ทั้งฉาก ทั้งเครื่องแต่งกาย ถือว่าเนรมิตได้อย่างน่าพอใจ แม้สารพัดข้าวของที่มีชีวิตอาจดู CG ไปบ้างแต่ก็รับได้ครับ ส่วนเครื่องแต่งกายก็นับว่าน่าประทับใจ แต่ละชุดถอดแบบมาจากสมัยการ์ตูนได้อย่างดี

บทเพลงก็คุ้นเคยครับ ผมนั้นดูเวอร์ชั่นต้นฉบับบ่อยจนแทบจะร้องตามได้เลย ซึงบทเพลงทั้งหลายก็ไพเราะขึ้นแท่นอยู่แล้วครับ แล้วหนังยังใส่เพลงใหม่ลงไปอีกด้วย ก็ถือเป็นการเพิ่มรายละเอียดที่ดีครับ ทำให้ฉบับหนังไม่ดูเหมือนฉบับการ์ตูนมากเกินไป

ยอมรับครับว่าระหว่างดูตอนต้นๆ มีความรู้สึกว่าจังหวะหนังยังไม่ลื่นเต็มที่ มีขัดๆ อยู่เล็กๆ ส่วนหนึ่งเพราะหนังใช้วิธีเล่าเรื่องคล้ายละครเวทีที่เล่าเป็นองก์ๆ น่ะครับ ประมาณว่าจบองก์นี้แล้วไปต่อองก์นั้น ไม่ได้เชื่อมเรื่องกันแบบภาษาหนังทั่วไป เลยทำให้ความต่อเนื่องบางอย่าง (โดยเฉพาะทางอารมณ์) มันเกิดความสะดุดบ้าง

อีกจุดที่รู้สึกคือการตัดต่อที่บางจังหวะก็ไวไป อารมณ์ยังไม่ทันมาก็ตัดสลับไปฉากอื่นแล้ว หรือการจับอารมณ์ของตัวละครอย่างเบลล์นั้น ดูจะไม่มากเท่าไรในตอนต้นๆ คือถ่ายมุมกว้าง ถ่ายองค์รวม ถ่ายตอนเต้นตอนร้อง แต่ไม่ค่อยจับภาพใบหน้าเวลาแสดงอารมณ์สักเท่าไร

อันนี้แอบเสียดายนิดๆ น่ะครับเพราะส่วนหนึ่งที่ทำให้อยากดูคืออยากดูการแสดงของ Emma Watson นี่แหละ ซึ่งเธอก็แสดงดีล่ะครับ เหมาะกับบทเบลล์ เพียงแต่การตัดต่อหรือการเดินเรื่องที่ดูไวไปในบางจังหวะ มันไม่ได้เปิดโอกาสให้เธอได้ยิงซีนอารมณ์แบบเต็มๆ (เหมือนเน้นขายฉากใหญ่ๆ มากจนพร่องไปในการถ่ายทอดเรื่องอารมณ์)

แต่ก็ยังดีที่ช่วงครึ่งหลังจังหวะเริ่มเหมาะมากขึ้น อีกทั้งมีการดัดแปลงรายละเอียดบางอย่างในตอนท้ายซึ่งเป็นการดัดแปลงที่ดีครับ ทำให้หนังมีรสชาติและมีลุ้นมากขึ้น เรียกว่าสำหรับผมแล้วเครื่องมาติดแบบเยอะหน่อยก็ครึ่งหลังน่ะครับ อารมณ์เหมาะ จังหวะได้ บทสรุปก็ถือว่าเติมเต็มจากฉบับการ์ตูนได้สวยทีเดียว

โดยรวมแล้วผมสนุกกับหนังครับ ถือเป็นการดัดแปลงจากการ์ตูนมาเป็นภาพยนตร์ได้อย่างน่าพอใจ ก็ต้องยอมรับครับว่าหนังรวมของดีไว้เยอะ ไม่ว่าจะดาราหรืองานฉากต่างๆ ไหนจะเพลงเพราะๆ อีก ผลที่ได้เลยจัดว่าน่าพอใจ แต่ยังไงฉบับการ์ตูนดั้งเดิมก็ยังขึ้นแท่นในใจผมมากกว่าอยู่ดี (อย่างในแง่อารมณ์ ผมยังรู้สึกว่าฉบับการ์ตูนมันถ่ายทอดทั้งฉากเพลงและฉากอารมณ์มาผสมกันในสัดส่วนที่พอเหมาะดูเป็นธรรมชาติ … ทั้งที่มันเป็นการ์ตูนน่ะครับ แต่ความ “ถึงอารมณ์” ก็ยังมาเรื่อยๆ และปฏิเสธไม่ได้ครับว่าการที่ฉบับหนังยกเอาซีนทั้งซีนจากฉบับการ์ตูนมาถ่ายทอด มันก็อดไม่ได้ที่จะเกิดการเปรียบเทียบขึ้นในใจ)

ถ้าถามว่าผมชอบตัวละครไหนสุด ผมชอบ “เลอฟู” ครับ Josh Gad เล่นได้ดีและถือเป็นตัวละครที่มีพัฒนาการเยอะที่สุดแล้วในเรื่อง

เป็นหนังที่ทำออกมาได้น่าพอใจครับ ดูได้ไม่ผิดหวัง (เพียงไม่ตั้งความหวัง ก็ไม่ผิดหวังแล้วครับ)

สองดาวครึ่งครับ

Star22

(7/10)