รีวิวหนัง/ภาพยนตร์

ข้าวเหนียวหมูปิ้ง (2006) A Bite of Love

mooping_00

ดูเป็นชาติแล้วครับ ตั้งแต่วันแรกที่มันเข้าเลยล่ะ ดูพร้อมๆ กับ The Fog นั่นแหละครับ ตอนนั้นกำลังอยู่ในอารมณ์เซ็งๆ ประมาณว่าเพิ่งเมาหมอกมาจาก The Fog น่ะฮะ เลยอยากดูอะไรที่มันจะช่วยกู้ศรัทธาอะไรขึ้นมาบ้าง เพราะดูจากแนวหนังแล้ว มันเข้าทางดี มันน่าจะซึ้งได้ไม่ยากน่ะครับผม

เรื่องของข้าวเหนียวหมูปิ้งก็เป็นความสัมพันธ์ระหว่าง ข้าวเหนียว (น้องเกรซ – นวรัตน์ เตชะรัตนประเสริฐ) เด็กหญิงที่โดนพ่อแม่ทิ้ง กับเจ้าหมาน้อยหมูปิ้งที่ไม่มีพ่อแม่เหมือนกัน ทีนี้พอมันเหงาเหมือนกันก็เลยถูกชะตากันล่ะครับ ทั้งคู่อยู่ติดกันเป็นปาท่องโก๋ตลอด จนกระทั่งทางบ้านที่ข้าวเหนียวอยู่เกิดเอาเจ้าหมูปิ้งไปปล่อยน่ะสิครับ (ประมาณว่า ทางบ้านเลี้ยงไม่ได้ ยายแพ้ขนหมา กลัวเป็นภาระ … แค่หมาตัวเท่านี้น่ะนะ) ทำให้ข้าวเหนียวต้องออกเดินทางไปตามหาเจ้าหมูปิ้งกลับมา ก็ประมาณนั้นน่ะครับเนื้อเรื่อง

ผมก็แอบหวังไม่ได้ล่ะครับว่าหนังมันน่าจะออกมาดี เพราะแนวมันขายความประทับใจแบบชัวร์ๆ อยู่แล้ว ตัวอย่างก็ไม่เลว ยิ่งไปกว่านั้นตัวหนังเองก็ทำได้ดีทีเดียวครับในช่วงต้น ผมหมายถึงฉากแรกน่ะนะคับ มันเปิดเรื่องมาก็ปเ้นภาพรถคันหนึ่งขับมาจอดตรงหน้าปากซอย แล้วประตูรถก็เปิดออก มีหมาตัวหนึ่งวิ่งลงมาจากรถ จากนั้นประตูรถก็ปิดลง แล้วรถคันที่ว่าก็แล่นฉิวไปไกลขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่เจ้าหมาน้อยตัวนั้นก็วิ่งกลับมาตรงจุดที่มันกระโดดลงมา แล้วก็หย่อนก้นลงนั่งรอ … รอรถเจ้านายของมันที่ไม่มีวันจะกลับมารับมัน

โอ้ ไอ้ฉากที่ว่านี่ไม่มีบทพูด ไม่มีบทสนทนา กล้องก็นิ่งไม่มีการเคลื่อนอะไรทั้งนั้น แต่มันเข้าท่าครับ สื่ออะไรได้ดีทีเดียว … ก็ลองมันขึ้นต้นแบบนี้ จะไม่ให้ผมรู้สึกคาดหวังได้ยังไง๊

แล้วก็เป็นอีกครั้งที่ผมต้องมานั่งทุบหัวตัวเอง … ไม่น่าหวังเลยตู

ช่วงแรกที่ว่าผมชอบนะครับ แต่อะไรจากนั้นถัดๆ มามันไม่ค่อยจะได้ใจเท่าไหร่เลย หลายๆ อย่างมันขาดๆ เกินๆ เริ่มจากอารมณ์ของหนังที่มันไม่ค่อยจะเร้าหรือชวนให้คล้อยตามซักเท่าไหร่เลย มาเริ่มเป็นส่วนๆ เลยนะครับ คือช่วงต้นๆ หลังจากฉากที่ว่านั่นหนังก้จะเล่าเรื่องราวของแม่เจ้าหมูปิ้งน่ะครับ ว่าหลังจากที่โดนเจ้านายทิ้งแล้วมันทำยังไงต่อไป มันก็ออกหากินด้วยตัวเอง ขอข้าวจากคนกิน อะไรเงี้ย ไอ้ช่วงนี้ผมก็รู้สึกแหม่งๆ แล้วล่ะครับ เพราะมันฉลาดเกินไป คือต้องเข้าใจครับว่ามันเป็นหนังชีวิตอ้ะ ไม่ใช่ 101 Dalmatians ไอ้เรื่องนั้น หมาจะฉลาดแบบเกินจริงก็พอรับได้ เพราะเรารับรู้มาตั้งนานแล้วว่ามันแฟนตาซีชัวร์ๆ แต่นี่หมามันฉลาดซะขนาดนั้น ดูแล้วมันไม่ค่อยน่าเชื่อน่ะสิครับ ทีนี้ไอ้อารมณ์ประทับใจที่หนังพยายามสร้างในช่วงนี้มันเลยออกจะประดักประเดิดยังไงพิกล เพราะมันขาดความสมจริงไปแล้วน่ะ ถ้าหนังมันหักฮาเลยอาจจะลงกว่านี้น่ะครับ แต่หนังก็ยังยืนพื้นขายความประทับใจ ผลมันเลยออกมาไม่กลมกล่อมเท่าที่ควร

แล้วขอบ่นหน่อย อันนี้ควมเห็นผมล้วนๆ นะครับ คือว่า เจ้าตัวแม่ของหมูปิ้งนั่นน่ะ มันดูธรรมดาเกินไปน่ะครับ ไม่รู้สิ ผมว่ามันน่าจะมีความน่ารักหรืออะไรซักอย่าง ที่มันทำให้คนดูรู้สึกเห็นใจ คือจริงๆ แล้วหนังทำนองนี้หากจะให้ดีต้องหาหมาที่มันดูน่ารัก น่าลูบ แบบเจ้าหมูปิ้งนั่นแหละก็ดี แต่กับเจ้าตัวแม่นั้นมันดูธรรมดาน่ะครับ ไม่รู้สึกดึงดูดหรืออะไรเลย ทีนี้พอรูปลักษณ์มันดูธรรมดา แต่มันดันฉลาดซะขนาดนั้นก็เลยขัดทางอารมณ์ล่ะครับ

ยิ่งไอ้ฉากที่มันหันมามองเจ้าหมูปิ้ง ก่อนจะวิ่งไปหาอาหารนั่น บอกตามตรง ได้อารมณ์เหมือนดู MV ของ SO COOL เลยครับ ไอ้ช็อตที่พี่แกหันมา สะบัดผมแล้วน้ำตาไหลเป็นสายน่ะจำได้ใช่มั้ยครับ ยังไงหยั่งงั้นเลยครับ

สรุปว่าช่วงต้นมันขัดอยู่เยอะ แต่ก็พยายามทำใจล่ะ หวังว่าช่วงต่อมามันจะเข้าท่า นั่นก็คือการเข้าคู่ของข้าวเหนียว-หมูปิ้ง ซึ่งพอถึงช่วงที่ว่านี่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกโอเคขึ้นมาเท่าไหร่เลย

หนังไม่เล่นกับความรู้สึกของตัวละครเท่าไหร่ครับ คนที่หนังควรสโคปลงไปคือข้าวเหนียวนี่แหละ มันน่าจะสื่อให้หนักกว่านี้น่ะครับ ว่าเธอเหงาแค่ไหน ไม่มีใครห่วงใยแค่ไหน ไอ้ฉากประเภทเดินคนเดียวเซ็งๆ น่ะน่าจะใส่ลงไปหน่อย แล้วไอ้ฉากที่หนูน้อยเจอหมูปิ้งนั้นก็ออกมาแบบอารมณ์โดดๆ น่ะครับ จู่ๆ เดินดุ่ยๆ วิ่งเข้าไปอุ้ม ซึ่งผมไม่เถียงครับว่าเด็กน่ะมันไม่มีลีลามากหรอก การเดินดุ่ยๆ ไปอุ้มน่ะสมจริงดีแล้ว อันนี้ผมไม่ว่าเรื่องการแสดงครับ แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ กล้องน่ะครับ ทำไมไม่เล่นมุมซะหน่อย หรือสโลว์อะไรให้มันเป็นการเร้าว่า นี่เป็นฉากสำคัญนะ เป็นฉากที่ข้าวเหนียวเจอหมูปิ้งไรเงี้ย ซึ่งอะไรแบบนี้กล้องและดนตรีช่วยได้มากครับ แต่ภาพที่ออกมาไม่ได้ให้ความรู้สึกอะไรซักเท่าไหร่เลย

ที่บ่นนี่คือเสียดายนะครับเนี่ย ก็อยากให้มันออกมาเจ๋งๆ อ้ะ

หลังจากนั้นก็เป็นความสัมพันธ์ของคนกับหมา ซึ่งช่วงกลางเรื่องนี่ก็เป็นอะไรที่พอไหวน่ะครับ ไม่ได้ยอดเยี่ยมแต่ก็ไปเรื่อยๆ หนังจะเริ่มมีอะไรมากขึ้นก็ตอนที่หมูปิ้งโดนเอาไปปล่อยนั่นแหละ แล้วคนที่ทำให้ช่วงท้ายออกมามีรสชาติมากขึ้นก็หนีไม่พ้น ท่านแจ๊ค – เฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์ ครับ พี่แกออกมาขโมยซีนกระจุย เอาแค่ฉากแรกที่เดินมาด้อมๆ มองๆ ข้าวเหนียวแล้วสะดุดนี่ก็โคตรเนียนแล้วล่ะครับ ฮามากและเฉียบมากจริงๆ ซึ่งช่วงที่ท่านแจ๊คโผล่นั้นเป็นช่วงที่หนังสนุกขึ้นเยอะ (ไม่ได้สนุกเพราะหนังนะครับ สนุกเพราะได้เห็นพี่แกนี่แหละ)

จนถึงช่วงหลังซึ่ง … ผมว่าคุณน่าจะเดาออกน่ะครับ ว่าหนังมันต้องมีฉากสะเทือนใจอะไรบ้างตามสูตร ปรากฎว่าไอ้ฉากนั้นน่าจะเป็นจุดสำคัญนะครับ คนดูจะร้องไห้หรือไม่ก็ตรงนี้นี่แหละ ซึ่งผมชอบบทสรุปนะ มันเหมาะดีอ้ะ แต่การถ่ายทอดออกมามันไม่ถึงน่ะสิครับ การตัดต่อ ถ่ายภาพ มันธรรมดามากๆ … เอางี้ ขอสปอยล์หน่อยแล้วกัน

**********ท่านที่รักครับ ผมจะสปอยล์นะครับ ดังนั้นรีบเลื่อนเมาส์ลงไปข้างล่างครับ ไปอ่านใต้ดอกจันทร์ชุดข้างล่าง แล้วท่าจะรอดจากการสปอยล์นะครับผม **********

สปอยล์จ้า คืองี้ครับ ไอ้ฉากจบนั้นใครดูแล้วคงรรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นนะครับ ระหว่างข้าวเหนียวกับหมูปิ้ง มีอยู่คนหนึ่งที่ต้องมาจากไปตลอดกาลต่อหน้าต่อตาอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งผมชอบน่ะ มันสะเทือนใจและจบแบบทำร้ายความรู้สึกดี แต่ทว่าฉากที่ออกมามันไม่เร้าน่ะสิ มุมกล้องโคตรสามัญ มันจะประมาณว่าข้าวเหนียวโดนรถชน แล้วหมูปิ้งเห็นเลยวิ่งไปหา แต่มันดันถ่ายแบบ หมูปิ้งวิ่งดุ่ยๆๆ ข้ามถนนไปอีกฝั่งเลยอ้ะ คือ ไหนๆ ก็น่าจะกระหน่ำเอาให้ตายไปเลยน่ะครับ ประเภทสโลว์ภาพแล้วเอาช็อตต่างๆ สลับกัน พร้อมทั้งดนตรีใส่ลงไป ดันอารมณ์ให้พีค แต่ที่เป็นนี่คือสามัญน่ะครับ ภาพออกมาแบบธรรมดา หมูปิ้งก็วิ่งไป แป๊บๆๆ จบ โธ่ ทำไมล่ะครับ ไหนๆ จะขายความประทับใจก็น่าเอาให้สุดๆ ไปเลย

หรือต่อให้ไม่สโลว์ภาพก็ตาม แต่มันก็น่าจะมีอะไรน่ะ มีกลวิธีการลำดับภาพและนำเสนอ ตัวอย่างก็เช่นเรื่อง The Way Home (คุณยายผม ดีที่สุดในโลก) เงี้ย ทำไม แค่ฉากเด็กคนหนึ่งถือเกมกดกับเงินไว้ในมือ มันถึงสามารถทำให้เราร้องไห้ได้ล่ะครับ … ไม่รู้สิแฮะ ผมว่าหนังบ้านเรายังไม่แม่นเท่าไหร่เรื่องการเร้าอารมณ์แบบจังๆ น่ะ มันเลยมีแต่แบบจะถึง แต่ดันไม่ถึงอยู่ตลอด

*************************************

ครับ สรุปว่าฉากจบมันเนื้อหาน่ะดีครับ แต่การถ่ายทอดมันไม่พีคเท่าที่ควร ก็เลยทำให้ผมเสียดายอีกครั้งนึงนะครับ

มาว่ากันที่นักแสดง ซึ่งแต่ละรายก็ไม่มีใครเด่นเกินท่านแจ๊คครับ บอกได้เลยว่าถ้าขาดพี่แกไปล่ะหนังจืดกว่านี้แน่นอน ไม่รู้จะได้เข้าชิงรางวัลอะไรไหม แต่ถ้าได้ก็ไม่น่าแปลกล่ะครับ เพราะแม้จะไม่ยอดเยี่ยมเท่าใน แฟนฉัน แต่ก็ถือว่ามีฝีมือมากเลยทีเดียว ส่วนนางเอกของเรื่องอย่างน้องเกรซ … ผมก็ไม่ทราบนะครับว่าเอ่อเหรอน้องเขาเล่นได้ดีหรือไม่ ไอ้ประเด็นที่ถกกันผมก็ไม่ว่าอะไรล่ะนะคับ แต่กับเรื่องนี้ ขอบอกว่าการแสดงอยู่ในระดับธรรมดาครับ ไม่ได้เด่นเด็ดดวงแต่อย่างใด แต่ก็ไม่ถึงกับย่ำแย่น่ะนะฮะ เรียกได้ว่าพอไหว แต่ไม่ได้น่าประทับใจนัก

ดารารายอื่นก็ไม่มีอะไรให้พูดถึงครับ คุณเจ๊กาละแมร์ก็มาแสดงเป็นตัวเองชัดๆ ครับ ลีลาท่าทางนี่ตัวเองจริงๆ นอกนั้นก็ธรรมดาครับผม …

เรื่องดนตรี … นี่ก็เป็นอีกอย่างที่ผมยังลุ้นอยู่ทุกวี่วันครับ ดนตรีถือเป็นส่วนหนึ่งนะครับที่จะช่วยผลักดันให้หนังมันออกมาสมบูรณ์ได้ ในหนังแอ๊คชั่น ดนตรีที่ดีส่งผลให้คนดูถึงแก่ความมันส์ได้ เช่นเดียวกันครับ ในหนังชีวิต ดนตรีสามารถยันบ่อน้ำตาคนดูให้แตกเอาได้ง่ายๆ ทีเดียว กับในเรื่องนี้ ดนตรีก็ยังไม่ถึงฝั่งฝันตามเคย แล้วผมรู้สึกนะครับว่ามันเป็นความแปลกน่ะ

ดนตรีบ้านเรามีการใช้พวกคีย์บอร์ดหรือจะเปียโนอะไรเหล่านี้มาใช้น่ะครับ ซึ่งก็ไม่ต่างจากพวกหนังเกาหลีหรือญี่ปุ่นแต่อย่างใด แต่ทำไม๊ทำไม โทนความอ่อนโยนหรือจังหวะของความเศร้านั้น มันคนละระดับกันล่ะครับ … ไม่รู้สิฮะ จังหวะโทนดนตรีของหนังเกาหลี-ญี่ปุ่นมันจะซอฟท์กว่า ละเมียดกว่า แต่กับของบ้านเรามันกลับค่อนข้างฟังดูแข็งๆ ไม่ถึงกับแปร่งนะครับ แต่มันแข็งๆ อ้ะ เออ อันนี้ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทางฟากโน้นเขาเล่นเปียโนบนสำลีหรือยังไง มันถึงได้ออกมาละมุนละไมทางอารมณ์ได้ขนาดนั้น ในขณะที่ของบ้านเรามันออกโทนไม่นุ่มนวลเท่า … น่าแปลกอยู่เหมือนกัน

ครับ ผมสับหนังเยอะนะ ใครชอบหนังเรื่องนี้ก็ต้องขอโทษล่ะครับ ผมพูดตามที่คิดเท่านั้นเอง รู้สึกอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น ไม่งั้นก็ไม่รู้จะร่ายไปทำไมล่ะครับผม แต่ถ้าถามว่าหนังมีจุดดีมั้ย ผมว่ามีนะ นั่นคือพวกแง่คิดและสาระซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่ามันถูกสอดแทรกเข้ามาอย่างเจตนาหรือไม่น่ะนะครับ แต่ที่แน่ๆ คือมันมี

ประเด็นแรกเลย คือการเลี้ยงดูเด็กครับ ประเภทคลอดลูกออกมาแล้วไม่เลี้ยงเงี้ย คือ … บอกตามตรงบางทีผมก็ก้ำกึ่งทางความรู้สึกนะ เรื่องการทำแท้งน่ะครับ ซึ่งผมก็ไม่อยากให้มีใครทำหรอก เพราะเด็กในท้องเขาก็มีชีวิตแล้วน่ะ การจะไปเอาออกก็คือการฆ่าเขาดีๆ นี่เอง แต่กับบางกรณี ที่พ่อแม่ของเด็กไม่พร้อมจริงๆ ล่ะครับ บางทีมีแค่แม่ด้วย ไอ้ตัวพ่อไม่รู้หายหัวไปไหนของแม่ง (ผู้ชายบางคนทิ้งผู้หญิงเพราะ “เธอเป็นแม่ให้ลูกผมไม่ได้” แต่ผู้ชายบางประเภททิ้งผู้หญิงเพราะ “เธอเป็นแม่ให้ลูกผมแล้ว” … จะเอาไงของมันฟะ)

การให้เด็กออกมาเผชิญโลกคนเดียวมันก็อาจจะแย่กว่าตายอีกนะครับ ไม่รู้สิ เด็กมันต้องเจออะไรเยอะอ้ะ อย่างข้าวเหนียวนี่คือ บ้านที่รับเลี้ยงมองแกเป็นส่วนเกินซะอย่างนั้นน่ะ ทั้งๆ ที่บอกตรงๆ ว่าอุปนิสัยแกออกจะน่ารักดีจะตาย แต่ปัญหาคือคนในบ้านของแกเป็นภาระน่ะ แล้วพอมีอะไรก็คิดแค่ว่า “เด็กคนนี้ไม่ใช่เรื่องของฉัน” ซึ่งมันก็น่าเศร้าน่ะครับ เพราะมีเด็กไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ต้องมามีอนาคตที่มืดมนเพียงเพราะผู้ใหญ่ทั้งหลายคิดว่า พวกเขาไม่ใช่เรื่องของเรา

ก็นี่แหละครับผมเลยก้ำกึ่งล่ะ การทำแท้งไม่ใช่อะไรที่ดี แต่ถ้าหากสังคมบ้านเรายังมองเด็กกำพร้าเป็นส่วนเกินไม่คิดจะเหลี้ยวแลแบบนี้ สู้อย่าให้พวกแกเกิดมาจะดีกว่าครับ

ประเด็นต่อมาที่ผมฃอบ แม้หนังจะเสนอไม่ได้เน้นอะไรก็ตาม แต่ผมก็ชอบครับ มีอยู่ฉากหนึ่งข้าวเหนียวมาเซ้าซี้คนในบ้าน เรื่องเกียวกับหมูปิ้งน่ะครับ แล้วพอเซ้าซี้มากๆ ก็มีผู้ใหญ่คนหนึ่งรำคาญเลยด่าออกมาว่า เรื่องแค่นี้เอง ไร้สาระอะไรทำนองนั้นน่ะครับ มันก็เลยทำให้ผมคิดอะไรได้อีกอย่างหนึ่ง

ผู้ใหญ่ส่วนมากมักจะมองว่าเรื่องสำคัญของเด็ก เป็นสิ่งน่ารำคาญและไร้สาระ … หรือไม่จริงครับ เช่นในเรื่องนั้น หมูปิ้งคือสิ่งสำคัญสำหรับข้าวเหนียวมากๆ แต่กับผู้ใหญ่ กลับมองแค่ว่าเป็นเรื่องของเด็กกับลูกหมาเท่านั้นเอง มันสำคัญตรงไหน … ผมว่านะฮะ ในสายตาของเด็กๆ แล้ว เรื่องหลายๆ อันของผู้ใหญ่ พวกเขาก็เห็นว่ามันไร้คงามสำคัญเช่นกัน ไอ้พวกเรื่องหุ้น เรื่องการเมือง เรื่องธุรกิจ เชื่อสิครับว่าเด็กก็มองมันเป็นสิ่งน่าเบื่อเหมืนกัน

แต่แน่นอนท่านก็อ้างได้ว่า เรื่องเหล่านั้นสำคัญจริงๆ แล้วก็ร่ายไปร้อยแปดว่ามันมีความสำคัญต่อท่านยังไง ส่วนเรื่องของเด็กนั้น เด็กมักจะไม่ค่อยมีคำอธิบายเท่าไหร่…

… ไม่ใช่เพราะแกไม่อยากอธิบายนะครับ แต่เพราะผู้ใหญ่ไม่ฟังต่างหากเล่า!

พวกแกจะพูดทีไร ก็มักมีคำประกาศิตยอดฮิตว่า “เรื่องแค่นี้เนี่ยนะ ไร้สาระ” หรือ “เด็กๆ อย่างหนูจะไปรู้อะไร” ขึ้นมาปิดปากทุกทีไป

แบบนี้จะไม่ให้เด็กเก็บกดได้ยังไงล่ะครับผม

การฟังเด็กบ้างมันไม่ตายหรอกครับ ฟังความเห็นของลูกๆ หลานๆ ของคุณบ้าง ยุคนี้สมัยนี้มันเป็นยุคของนักสร้างสรรค์นะครับ ใครมีความคิดดีๆ ก็มีสิทธิ์จะก้าวหน้าได้ไม่ยาก และหากลงมือทำให้เป็นรูปได้ก็ยิ่งดีใหญ่ และการจะฝึกโอกาสความปเ็นนักสร้างสรรค์ก็ไม่ยากครับ ไม่ต้องไปหาที่เรียนที่ไหน แค่ท่านให้โอกาสลูกได้แสดงความคิดที่บ้านเท่านั้นแหละ ลูกท่านก็มี Skill ดีๆ ติดตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ไม่อยากให้ลูกท่านเก่งหรือครับผม?

นั่นแหละครับ หนังมันมีอะไรแทรกอยู่ให้คิดพอควร แต่โดยรวมๆ หนังออกมาธรรมดาน่ะครับ ไม่ถึงกับน่าประทับใจนัก สามารถทำให้ดีกว่านี้ได้อีกเยอะ ก็น่าเสียดายล่ะครับ อุตส่าห์ได้แนวที่ขายความประทับใจได้เต็มๆ อยู่แล้วเชียว แต่ก็ทำได้ไม่ถึง ซึ่งผู้กำกับหน้าใหม่ (แต่เก่าในวงการเบื้องหลัง) อย่างคุณศิวาภรณ์ พงษ์สุวรรณ นั้นยังสอบไม่ผ่านน่ะครับ จังหวะต่างๆ ยังขาดๆ อยู่มากทีเดียว

รักหมาก็ดูได้ครับ แต่ถ้าอยากดูหนังประทับใจคงต้องเผื่อใจไว้มากๆ หน่อย

สองดาวเท่านั้นครับ

Star21

(6/10)