Action

Iron Man (2008) ไอรอน แมน มหาประลัย คนเกราะเหล็ก

1209707786

ตอนแรกว่าจะร่ายไม่ยาวนัก แต่นี่มีคนแว่บมาบอกว่าปูเสื่อรออ่านก็เลยต้องเอาซะหน่อยล่ะครับ ไม่ได้รีวิวหนังใหม่ยาวๆ มานานแล้ว (ด้วยงานเยอะหนึ่งและขี้เกียจอีกหนึ่ง) เตือนไว้ก่อนนะครับว่ามันยาวมาก ไม่ชอบอ่านอะไรยาวๆ ไปอ่านดาวตอนท้ายได้เลยครับ

ดูตั้งแต่มันเข้าวันแรกแล้วล่ะครับสำหรับพี่มนุษย์หุ่นเหล็กไอรอนแมน ซูเปอร์ฮีโร่รายล่าสุดของ Marvel Comics ที่ได้มีหนังเป็นของตัวเองซักทีหลังจากคั่วกันมานานมากๆ เพราะจริงๆ หนังมีแผนจะสร้างตั้งแต่ปี 1990 แล้วนะครับ โดยทาง Universal Studios ซื้อสิทธิ์ไปกะจะทำให้มันยักษ์กันไปเลย (เพราะ Batman ภาค Tim Burton มาแรงจนผู้อำนวยการสร้างพากันซื้อสิทธิ์ซูเปอร์ฮีโรกันค่ายละเรื่องเลยล่ะมั้งตอนนั้นน่ะ กะว่าจะฮิตเหมือนพี่แบท แต่ไปๆ มาๆ ก็ไม่มีใครอาจหาญกล้าทำ จน Stuart Gordon (ผู้กำกับ Re-Animator หรือ คนเปลี่ยนหัวคนนั่นเอง) เสนอตัวว่าจะมาทำให้ ซ้ำยังเสนอว่าจะทำแบบเซฟทุนสุดๆ ตอนแรก Gordon นึกว่า Universal จะโอเคเพราะเห็นว่าเขาเสนอทุนสร้างไปไม่เยอะ แต่ผิดคาดเพราะทางค่ายต้องการสร้างหนังใหญ่จริงๆ ไปชนกับแบทแมนเลย ทุนไม่เยอะแล้วมันจะใหญ่ได้ไง อีกทั้ง Gordon ก็มีชื่อในหนังสยองมากกว่า แต่นี่มันหนังฮีโร่ ทางค่ายเลยไม่ตกลง

แล้วเวลาก็ล่วงมาถึงปี 1997 สิทธิ์พี่มนุษย์เตารีดในมือ Universal ก็หลุดมาสู่มือของ 20th Century Fox ทางค่างจิ้งจอกก็ไม่รอช้าประกาศทันทีแบบไม่กลัวแป้ก ซ้ำดาราที่ฮ็อตเยอะแต่ผมน้อยในตอนนั้นอย่าง Nicolas Cage ก็ประกาศตัวว่าสนใจเล่นบทนี้มากเพราะเป็นแฟนการ์ตูนอย่างเหนียวหนึบ แต่ไปๆ มาๆ พี่ Cage ก็บอกศาลาตอนที่ Tim Burton มาเกริ่นๆ จะทำ Superman Returns เลยโยกไปเป็นมนุษย์กางเกงในอยู่ด้านนอกดีกว่า (แต่ก็ไม่ได้เล่นอยู่ดี)

ทีนี้พอเก้าอี้พี่เตารีดแมนว่า พ่อหนุ่มอารมณ์ดี Tom Cruise ก็เตรียมนั่งแทนพร้อมบอกว่าจะอำนวยการสร้างตามด้วยแสดงนำให้เสร็จสรรพเลย ตอนนั้นทาง Stan Lee ก็ร่ำๆ จะยอมลงมาร่วมด้วยเพราะตามเอา Jeffrey Caine คนเขียนบทเจมส์ บอนด์ 007 ตอน Goldeneye มาช่วยร่างบทแรกให้ที แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่กำเนิดเป็นรูปเป็นร่าง เพราะโจทย์ที่ยากสุดขีดคือ เรื่องราวพี่มนุษย์เตารีดคนนี้มันไม่ซับซ้อน แต่ทางคนเขียนยังนึกไม่ออกว่าจะถ่ายทอดเรื่องราวที่ไม่ซับซ้อนนี่ให้ออกมาน่าสนใจได้อย่างไร จนพี่ Cruise แกไม่รอ ไปทำหนังภาคต่อ Mission: Impossible ดีกว่า

พอโปรเจคท์นี้นิ่งไปพักหนึ่งก็มีคนออกมากวนให้ดังอีก คนที่ออกตัวว่าขอเขียนบทและกำกับให้ก็ไม่ใช่ใคร พี่แกมีนามกรว่า Quentin Tarantino (แอบนึกในใจ มันจะกลายเป็น Grindhouse: Iron Man ไหมวะเนี่ย) แต่ทางค่ายจิ้งจอกก็เหมือนจะสนใจ แต่เผอิญช่วงนั้นเฮีย Quentin แกนึกเฮี้ยนอะไรก็ไม่รู้ ประกาศจะทำหนังเรื่องโน้นเรื่องนี้เยอะไปหมดไม่จริงจังซะที จนค่าย Fox เห็นว่าถือสิทธิ์ไว้ก็ไม่เข้าท่าเลยขายต่อให้ New Line Cinema ไปซะเลย

พอสิทธิ์มาอยู่ที่ New Line ก็เริ่มมีแววได้ดูขึ้นมาอีก เพราะทีมคนเขียนบท Ted Elliott, Terry Rossio และ Tim McCanlies โดยสองรายแรกคือคนเขียนหนังชุด Pirates of the Caribbean นั่นเอง ส่วนรายหลังเคยทำหนังการ์ตูนฮีโร่ที่แสนจะน่ารักชื่อว่า The Iron Giant มาก่อน การผนึกกำลังของเขาได้บทที่น่าสนใจมากสำหรับแฟน Iron Man เพราะพวกเขากระซิบว่าจะมีการผูกเรื่องเชิญตัวละครที่ชื่อว่า นิค ฟิวรี่ ซูเปอร์ฮีโร่อีกหนึ่งรายมาใส่ในเรื่องด้วย ตามด้วยการทำให้เรื่อง Iron Man ออกมาเรียบง่ายแต่น่าสนใจ อันปเนการแก้โจทย์ที่ก่อนหน้านี้คนอื่นตันมาตลอด

ถัดมาปี 2001 ก็มีเรื่องให้แฟนๆ ได้เฮอีก เพราะบทหนังเริ่มเป็นเรื่องแล้ว (จากสามคนนั้น) NL เลยใจชื้นไปคุยจีบ Joss Whedon ผู้ให้กำเนิดซีรี่ส์ Buffy, Angel ให้มาทำหนังเรื่องนี้ที แต่พี่แกก็เซย์โนเพราะตอนนั้น Series สองอันนั้นกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ (ใครเคยดูจะทราบครับ ตอนนั้นเรื่อง Buffy กำลังมันส์ ส่วน Angel นั้นก็แยะไปได้ไม่นาน) NL เลยย้ายป้ายไปติดต่อคนทำหนังที่งานไม่เยอะแต่ทำหนังได้ดีอย่าง Nick Cassavetes (She’s So Lovely และ John Q) แล้วข่าวว่า Iron Man จะได้ฤกษ์เบิกโรงฉายในปี 2006 ก็กระหึ่มขึ้นมา

แต่ในที่สุดแนวทางที่ NL ต้องการ กับที่ Cassavetes อยากให้ทำก็สวนทางกัน เพราะค่ายหนังอยากให้มันออกมาอลังการแอ็กชันมันส์ล้วนๆ แต่ผู้กำกับอยากทำให้มันซึมลึก เป็นฮีโร่แนวชีวิตที่น่าประทับใจ แต่เผอิญระยะนั้น หนังฮัโร่ที่ Ang Lee ทำอย่าง Hulk ซึ่งเน้นชีวิตมากเกินเหตุจนออกมาเจ๊ง ทาง NL เลยเหยียบเบรกตัวโก่งว่า อย่าทำให้มันออกมาชีวิตหนักเลยน่า แค่บู๊ก็พอ ลองว่าเป็นแบบนี้โปรเจคท์ก็เลยเข้ากรุอีกรอบ ตามระเบียบ

พอปัญหามากมายรุมล้อม New Line ก็ถอดใจ เอาสิทธิ์ Iron Man คืนให้ Marvel ไปในที่สุด ซึ่งทาง Marvel ก็ไม่ทำอะไรกับมันมาก พยายามปรับปรุงบทเหมือนกัน แต่ก็ออกมาแถลงแบบกึ่งๆ ถอดใจว่า Iron Man อาจจะเป็นตัวการ์ตูนฮีโร่คนเดียวของค่ายที่จะไม่มีการทำเป็นหนังคนแสดงจริง

หลังจากแฟนๆ (และผมด้วย) ทำใจไปพักหนึ่ง ก็มีชายร่างท้วมนามว่า Jon Favreau ที่ดังเอาเรื่องไปกับ Elf และ Zathura: A Space Adventure ได้เสนอว่าเขาจะขอทำเรื่อง Captain America แต่ที่นี้พอคุยไปคุยมาก็เกิดเปลี่ยนใจ เพราะเขาอยากทำซูเปอร์ฮีโร่ที่มีความหนักมีอารมณืดราม่ามากขึ้นอีกหน่อย เลยหันมาทำ Iron Man แทน ตอนนั้นผมฟังข่าวใจก็พาลนึกไปว่า “นี่พวกพี่เลิกเสนอตัวได้ไหม ทำมันออกมาเลย!” รอเกือบจะยี่สิบปี ทำเป็น Indiana Jones ไปได้

แต่งานนี้พี่แกเอาจริงครับ แกพกคนเขียนบท Arthur Marcum และ Matt Holloway (สองรายนี้ได้รับมอบหมายให้เขียนบทภาคต่อ Punisher ด้วย) และเพื่อความชัวร์ แกเลยจัดเอาอีกสองนักเขียนบท Mark Fergus และ Hawk Ostby เขียนบทอีกหนึ่งทีม ซึ่งสองรายหลังนี่ได้รับความสนใจมากที่เขียนเรื่องราว Children of Men ได้อย่างน่าปรบมือ

เรียกว่า Favreau แกอยากทำหนังเรื่องนี้มากครับ เลยให้คนเขียนบทสองทีมเขียนแข่งไปพร้อมๆ กัน คู่ไหนเขียนดีกว่าก็เอาบทคู่นั้น หรือไม่ถ้าดีทั้งคู่ก็จัดการมาผสมกันซะเลย และผลก็เป็นอย่างหลังครับ บทมีดีด้วยกันทั้งคู่ Favreau เลยต้องไปใช้บริการ John August นักเกลาบทมือเยี่ยมที่ผ่านงานหนังอย่าง Charlie’s Angels, Jurassic Park III, Minority Report, Big Fish, Charlie and the Chocolate Factory และ Corpse Bride มาแล้ว ว่ากันว่าเขาคือคนจับเอาส่วนเด่นของหนังมาชูเพื่อทำให้หนังโดยรวมดูดีขึ้น ปิดจุดบอดที่บกพร่องน่ะครับ แกจะเก่งยุทธวิธีเขียนบทแบบกึ่งๆ ผักชีราดหน้ามาก (ยิ่งกว่าโรยเยอะ) ดังนั้นแม้แต่หนังอย่าง Charlie’s Angels: Full Throttle ที่ไม่ใคร่จะเข้าแก๊บแกก็ยังพยายามเตะให้พอดูได้ขึ้นมาบ้าง

พอบทได้ที่ Favreau ก็จัดแจงเติมสไตล์ของเขาลงไป เขาเล็งเห็นครับว่าช่องโหว่สำคัญของหนัง Iron Man คือความที่เนื้อเรื่องของมันไม่ใคร่จะลึกซึ้งเท่าเรื่องอื่นๆ แต่อันที่จริงแม้ตัวเอกอย่างโทนี่ สตาร์กจะไม่ได้มีความลึกซึ้ง แต่เขาก็มีแรงดลใจที่ชัดเจนในการช่วยโลก พี่แกเลยเห็นว่าเขาควรสอดแทรกเรื่องราวเพิ่มความแน่น ด้วยเรื่องราวแนวกึ่งๆ สายลับบวกจารชนลงไป (Favreau จำกัดความว่าเขาเอาสไตล์แบบ Ton Clancy แห่งนิยายชุดแจ๊ค ไรอัน, เจมส์ บอนด์ 007 และ Robocop เข้าด้วยกัน) เมื่อเอาสไตล์สายลับมาบวกกับฮีโร่อย่างพี่มนุษย์เตารีด แบบนี้หนังจะเด่นและน่าสนใจขึ้นมาก… โหย แกทำการบ้านเยอะน่าดูเลยนะครับนั่น

แล้วความตั้งใจเขาก็ได้ผลสำเร็จ บัดนี้ Iron Man เป็นหนังเรียบร้อย

และเป็นหนังที่ผมคาดว่าดังแน่ มีภาคต่อนอนมาแต่ไกลเลยทีเดียว

Iron Man

สำหรับ Iron Man นั้นเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 1963 โดย Stan Lee ตาลุงแห่ง Marvel เกิดอยากสร้างสรรค์ซูเปอร์ฮีโร่ที่มีภูมิหลังเป็นมหาเศรษฐีขึ้นมารับมือกับเหล่าร้าย โดยอิงเอาลักษณะคาแร็คเตอร์มาจาก Howard Hughes แล้วก็ไม่ต้องพูดถึงครับ พี่แกดังฮิตติดลมบนมาจนถึงปัจจุบัน

ส่วนหนังก็ดัดแปลงเรื่องราวไปนิดหน่อย แต่หลักๆ ก็คงเดิม เล่าถึงมหาเศรษฐี โทนี่ สตาร์ก (Robert Downey Jr.) นักธุรกิจพันล้านที่เป็นเจ้าของบริษัทค้าอาวุธสตาร์ก อินดัสตรี้ วันๆ พี่แกก็ไม่ทำอะไรนอกจากสุรา นารี การพนันสารพัดเพื่อหาความสุขใส่ตัว พร้อมทั้งคอยคิดค้นอาวุธใหม่ๆ ไว้จำหน่ายให้กองทัพสหรัฐเอาไปใช้ปกป้องประเทศด้วย

แต่แล้ววันหนึ่งหลังจากเสร็จสิ้นการแสดงแสนยานุภาพของจรวดเจอริโก้ อาวุธทำลายล้างชิ้นล่าสุดที่เขาคิดขึ้น เขาก็โดนดักทำร้ายและจับตัวไป โดยพวกวายร้ายนั่นหมายมั่นให้สตาร์กสร้างอาวุธแบบจรวดเจอริโก้นั่นให้พวกมัน ไม่เช่นนั้นจะฆ่าทิ้ง แต่มีหรือครับที่สตาร์กจะยอมทำชั่งขนาดนั้น เขาแอบทำอาวุธใหม่อย่างลับๆ ได้มาเป็นชุดเกราะทรงพลังทำให้เขาหนีออกมาได้ แต่ก็ปางตายเหมือนกัน

พอเขารู้หมดแล้วว่าการทำอาวุธหาใช่ทางออกที่ดีในการหาสันติไม่ อีกทั้งอาวุธที่เขาทำมากมายก็ตกไปอยู่ในมือผู้ก่อการร้ายที่เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์อย่างโหดเหี้ยม เขาเลยตั้งใจปรับปรุงชุดเกราะนั่นใหม่ให้กระชับ แข็งแกร่ง ปราดเปรียวและร้ายกาจมากขึ้น จุดประสงค์คือใช้มันต่อกรกับผู้ร้ายทุกรูปแบบ เขาคือ ไอรอนแมน

ด้วยความที่หนังมันไม่ได้มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนอะไรมากมาย ผมเลยจะไม่เล่าไปมากกว่านี้นะครับ ดูเองดีที่สุด มาว่ากันให้ตรงเป้าดีกว่าว่าหนังเรื่องนี้ดีกรีน่าดูหรือไม่ ก็ตอบแบบไม่ต้องปกปิดกันล่ะครับว่า “พลาดไม่ได้!” ผมล่ะเข้าข่ายชอบหนังเรื่องนี้ไม่ใช่น้อย ชอบในความลงตัวของมันน่ะแหละ

เอาล่ะผมจะมีการเอ่ยถึงเนื้อในนะครับ หากไม่อยากทราบข้ามไปได้เลย อ่านดาวเลยครับ หรือไม่ก็รีบไปดูซะเถิด หนังเขาสนุกน่ะครับ แต่ไม่ได้แปลกใหม่อะไรนะครับ เหมือนเข้าไปนั่งดูความลงตัวของหนังซูเปอร์ฮีโร่สักเรื่องน่ะ ถ้าคาดหวังในความหวือหวาก็อาจจะเฉยๆ แต่ผมทำใจมาแต่แรกแล้วไงครับว่าการ์ตูนมันมีเด่นตรงความง่ายมาแต่ไหนแต่ไร แค่ทำให้มันออกมาไม่เละก็เป็นพระคุณแล้ว และมันก็ไม่เละครับ อิอิ

ผมก็ตามอ่าน Iron Man อยู่สมัยหนึ่งนะครับ หลังๆ ไม่ได้อ่านแล้ว ก็ประมาณตอนเป็นเด็กอายุสิบกว่าๆ ซึ่งก็จุดชนวนแรกที่ทำให้ผมอ่านการ์ตูนประเภท Comics ก็คือ Batman ฉบับ Tim Burton น่ะแหละครับ ผมเลยสนใจอ่านการ์ตูนแนวซูเปอร์ฮีโร่ของฝรั่ง แล้วมีอยู่ช่วงหนึ่งถ้าจำไม่ผิดจะมีการแถมมากับขนม ประเภทสะสมให้ครบแล้วแลกได้ มีพวก X-Men, The Punisher และ Ghots Rider เป็นตัวนำขบวน ผมก็ตามอ่านแล้วก็อ่านมาเรื่อยๆ แต่สารภาพเลยครับว่าแรกๆ ผมเฉยกับพี่มนุษย์เตารีดมาก เพราะมันไม่ได้มีอะไร เนื้อเรื่องง่ายๆ แค่ยิงๆๆ ระเบิดๆ ลูกเล่นไม่มากมาย

แต่พอเวลาผ่านไป ผมอ่านพวก X-Men ทั้งหลายมากๆ เข้าเริ่มอิ่มตัวในความหลากของพวกพี่แกครับ ยิ่งอ่านเรื่องยิ่งยาว ตัวละครมากกว่าสามก๊กซะอีก พวกพี่คนเขียนก็โม้เก่งกันจัง เลยอยากเปลี่ยนบรรยกาศมาอ่าน Iron Man อีกสักรอบ… เออ มันก็สนุกดีแฮะตอนอ่านๆ ไปน่ะ มันไม่หนักหนา แต่ก็พอมีปม มีเรื่องให้ชวนดู ซ้ำผมยังติดใจคาแร็คเตอร์ของสตาร์กด้วย พี่แกดูเป็นมนุษย์ธรรมดาที่มีสีสันมาก มีทั้งอารมณ์ขันและอารมณ์ด้านมืดปะปนอยู่พอกัน เสริมความเท่ห์ให้ไอรอนแมนได้อีกกลายกระบุง

ผมมาคิดในระยะหลังว่าหนังง่ายๆ ใช่จะทำได้ง่ายนะครับ เพราะความง่ายนี่แหละเป็นโจทย์หินเลยว่า หนังที่พล็อตไม่ซับซ้อน ทำอย่างไรล่ะมันถึงจะน่าสนใจ ยิ่งพล็อต Iron Man นี่ไม่ได้ชวนหดหู่แบบ Batman ด้วย ไม่ได้ปมทางจิตวิทยามากเท่า แม้จะมีความรวยเป็นแบ็คเหมือนกันเถอะ

แต่ถ้าถามว่าทำไมการ์ตูน Iron Man ถึงยังฮิตก็บอกได้ว่า ตัวเอกมีเสน่ห์ไงครับ ตัวละครทั้งหลายในเรื่องออกแบบมาดี และความสามารถของไอรอนแมน จะว่าไปก็มีแค่บินได้ ยิงพลังได้ และต่อยได้แรงไม่ได้มากมายเท่าพลังพิเศษของซูเปอร์ฮีโร่คนอื่นๆ แต่ก็สามารถแปลงให้มันหวือหวา เหมือนเวลาออกหมัดมวยน่ะครับ จริงๆ มันมีแค่ต่อยกับเตะน่ะแหละ แต่หากคนทำรู้จักพลิกแพลงมันหน่อย มันก็กลายเป็นอัพเปอร์คัต หรือ ฮุกได้อีกหลายแบบ ซึ่งฉบับการ์ตูนก็มีการพลิกแพลงอยู่ตลอด ไม่ว่าจะวรยุทธของพี่ไอรอน หรือการเอาฮีโนคนอื่นมาผสมโรง ก็แอบลุ้นในใจว่าแล้ว Favreau แกจะถ่ายทอดเรื่องออกมาอีท่าไหน

ปรากฏว่าแกใช้วิธีแก้ความโจทย์ง่าย ด้วยความง่ายครับ แกเลือกที่จะเล่าเนื้อหาแบบตรงประเด็น เป็นการตรงประเด็นที่กระชับฉับไวและได้น้ำได้เนื้อ ไม่มีฉากไหนเสียเปล่าเลยครับหากดูๆ ไป ทุกฉากมีผลทำให้อีกฉากหนึ่งเคลื่อนไปตลอด แบบนี้แหละครับถึงทำให้ไม่มีความน่าเบื่อมาเกาะในหัวผู้ชม เหมือนดูหนังแอ็กชันสูตรสำเร็จแต่เขย่าให้เข้าที่ดีแล้วน่ะ ไม่ใหม่แต่ก็ไม่เบื่อ ยกเว้นคุณจะเบื่อหนังแนวนี้แล้วจริงๆ ถึงจะรู้สึกไม่ดีกับมันได้

หรือหากมองในอีกมุนหนึ่ง Favreau แกก็ทำแบบเพลย์เซฟครับ ไม่ทำให้มันหวือหวาแปลกใหม่มาก แค่ยึดแนวทางเดิมที่หนังฮีโร่หลายๆ เรื่องทำแล้วดีมาใช้ก็พอ คงเพื่อหยั่งเชิงน่ะ ไว้ภาคแรกนี่ดีก่อน ภาคต่อไปค่อยหวือหวาหาความใหม่มาเติมก็ยังได้ ดีกว่าหยอดของใหม่ใส่ลงไปแล้วบรรลัยทั้งกระบวน เพราะถ้าไม่มากเกินไปเดี๋ยวแฟน Iron Man ก็ออกมาประท้วงอีกหรอก

ผมเลยดูหนังแบบเพลินๆ ไม่คิดมาก เพราะหนังมันดูสบายๆ น่ะครับ ออกมาเหมือน Spider-Man ภาคแรก (โดยเฉพาะการที่ต้องให้ใครสักคนมาทำให้พระเอกสะเทือนใจ จนเขาตัดสินใจกลายเป็นฮีโร่) แต่แม้หนั้งจะใช้ความง่ายแค่ไหน ก็ไม่สามารถเล่นง่ายๆ กับดาราได้ ตรงข้ามครับยิ่งง่ายนี่ยิ่งต้องให้ดาราคุมให้อยู่ ซึ่งผมว่าทุกคนที่มาเล่นนี่เหมาะกันทั้งนั้นเลยครับ Robert Downey Jr. เนี่ยเป็นตัวเลือกที่ถูกต้องมาก แกดูร้ายหน่อยๆ แบบเพลย์บอยบวกแบดบอยนิดๆ แต่ก็มีเสน่ห์เร้าใจใช้ได้เหมือนกัน แต่ที่ผมประทับใจมากคือการแสดงอาการเย่อหยิ่งในช่วงแรก ท่าทางแกดูจองหองจริงๆ ครับ แต่พอถึงฉากเกิดเหตุร้าย และจุดเปลี่ยน (เหตุที่เกิดกับยินเซ่น ชายที่คอยช่วยเขาตอนโดนจับตัวไป) แววตาพี่แกสามารถถ่ายทอดบอกคนดูได้ชัดๆ เลยว่าโทนี่ สตาร์กไม่ใช่เพลย์บอยคนเดิมอีกต่อไป ไม่เสียแรงที่ Favreau อุตส่าห์ไปตามเขามาเล่น

อีกฉากที่ชอบคือตอนที่เขาพุ่งตรงดิ่งไปงานเลี้ยงการกุศล ไปเจอนางเอกของเรื่อง เพพเพอร์ส พ็อตส์ (Gwyneth Paltrow) เลขาส่วนตัวที่เขาไม่เคยคิดจะมองเลยแม้แต่น้อย แต่งานนี้เธอแต่งตัวสวย เขาจึงตะลึงตั้งแต่แรกเห็น แต่สีหน้าท่าทางตอนตะลึงนั้นไม่ใช่แบบ “โอ้ โหย จะเอา จะเอา จะเอา” แบบตอนแกมองสาวๆ ช่วงต้นเรื่อง มันเป็นสายตาของคนที่เพิ่งเห็นคุณค่าของอะไรบางอย่างที่อยู่ข้างตัวมาตลอด แต่ไม่เคยตระหนักเลยว่าตัวเองมีของมีค่าเช่นนี้อยู่ใกล้ สังเกตได้จากเขาไม่มองแผ่นหลังที่ชุดเปิดกว้าง หรือมองอื่นใด เขามองแต่เธอ เธอที่เป็นเธอตรงนั้นน่ะแหละ

แม่เจ้า เล่นเอาถีบคราบความเป็น Downey Jr. เจ้าเก่าที่เข้าคุกสามปีต่อครั้งไปจากสมองผมได้เลยนะฉากที่ว่าเนี่ย

ส่วนฉากตอนออกท่าฮาๆ ก็เนียนครับ ยิ่งประโยคสุดท้ายที่แกพูดก่อนหนังจบนั่นเรียกเสียงเฮได้เยอะจริงๆ เพราะมันทำให้ผมเชื่อแบบเต็มร้อยว่าไอ้หมอนี่แหละ โทนี่ สตาร์กของแท้

ส่วน Paltrow ในบทนางเอก ผมว่าเธอสวยผ่านเกณฑ์เสมอล่ะครับ น่ารักดี ยิ่งตอนอยู่โทนี่สองต่อมอง ผมว่าเธอแอบชื่นชมโทนี่ตลอดแหละ แต่ไม่เอ่ยปากใดๆ เท่านั้นเอง บทบาทเธอยังไม่มากครับ แต่เธอมักโผล่ในฉากสำคัญเสมอ สงสัยต้องดูตอนต่อน่ะแหละถึงจะเห็นอะไรในตัวเพพเพอร์มากกว่านี้

Terrence Howard ในบทจิม โร้ดส์ นายทหารเพื่อนซี้ของโทนี่ที่แฟนการ์ตูนรู้ดีว่าเขาจะได้เป็นตัวละครสำคัญแน่นอนหากมีตอนต่อ รายนี้เจ๋งครับ เล่นได้เยี่ยม ตลกแบบเนียนๆ แต่ฉากที่ผมก๊ากเลยคือตอนที่พี่แกมองชุดไอรอนแมนแล้วพึมพำว่า ไว้คราวหน้า แหม พี่ เข้าใจคิดจริงๆ และผมว่า Favreau จงใจยัดฉากนี้ลงไปด้วย เพื่อให้ผู้ชมติดตานายจิมมากขึ้น เพราะจากที่ได้ข่าวมา บทของนามจิมนี่โดนหั่นไปเยอะมาก เพราะเวลาหนังไม่พอจะเล่าเรื่องทั้งหมด เขาเลยเจตนาเอาฉากนี้ใส่ให้ผู้ชมได้เอาไปตีความกันต่อไป แต่แม้แกจะโผล่ไม่เยอะ ก็ยังโอเคล่ะครับ ต้องรอดูแกเล่นเยอะเอาภาคหน้าอีกเช่นกัน แต่ถึงเล่นน้อยก็เล่นได้ดีน่ะครับ

Jeff Bridges ดาราออสการ์ที่ไม่ได้เห็นในหนังใหญ่นานมาก ลงทุนโกนหัวมารับบทโอบาไดห์ สเตน เพื่อนพ่อของโทนี่ที่ร่วมกันก่อสร้างบริษัทขึ้นมาพร้อมชุบเลี้ยงโทนี่จนเติบใหญ่กลายเป็นนักธุรกิจพันล้าน แต่ท่าทางพี่แกก็ต้องมีอะไรมากกว่าที่เห็นจริงไหมครับ ก็บอกได้ว่าเล่นได้ดีไม่มีตกครับ

 

นอกจากนี้ยังมี Leslie Bibb ดาราสาวสวยที่หลังๆ เล่นบทสมทบเป็นหลักในบทนักข่าวสาวคริสทีน เอฟเวอร์ฮาร์ท ที่มาเกาะนายโทนี่ไม่เลิกรา, Shaun Toub ในบท ยินเซน คนที่ช่วยชีวิตโทนี่ไว้ตอนโดนจับตัวโดยพวกวายร้ายช่วงต้นเรื่อง พี่คนนี้แสดงได้ดีมากอีกเช่นกันครับ รับส่งพลังกับ Downey, Jr ได้อย่างดี ในฉากสำคัญน่ะ แล้วก็ไม่ต้องห่วงครับ นาย Stan Lee โผล่มารับเชิญตามเคย แต่ที่ยอดเยี่ยมคือการมาของ S…. อุ๊บส์ เกือบหลุดไปแล้วสิเรา อิอิอิ อันนี้บอกไม่ได้ ไว้ดูหลังจบเครดิตท้ายเรื่องแล้วกัน และ Favreau ผู้กำกับก็มาแสดงประกบ Downey, Jr ในฐานะบอดี้การ์ดประจำตัวโทนี่ สตาร์ก

ด้าน Effect ก็สบายใจได้ครับ เนี๊ยบหายห่วง ได้ทีม Stan Winston มานี่ไว้ใจได้ ดนตรีของ Ramin Djawadi คอมโพเซอร์ชาวเยอรมัน ที่กำลังมาแรงในอเมริกา จากผลงานในซีรี่ส์ Prison Break ก็ใช้จังหวะแรงๆ ร็อกๆ มาผสมในเพลงธีมของเรื่องได้ติดหูดีครับ แต่ก็ยังไม่ยอดเยี่ยมเต็มร้อยหรอก

ผมพูดในแง่ดีขนาดนี้ไม่ได้แปลว่าหนังไร้เทียมทาน ไร้จุดอ่อนนะครับ มันมีเหมือนกัน ที่แน่ๆ คือไม่มีความใหม่อะไรมากมาย แค่เดิมๆ แต่ทำได้ดีเท่านั้นเอง ดังนั้นหากคุณดูหนังซูเปอร์ฮีโร่มาเยอะก็อาจจะไม่ประทับใจเต็มที่ เพราะมันก็เดิมๆ น่ะแหละ นอกจากนี้จังหวะหนังลื่นตลอดก็จริง แต่ยังขาดไปพอสมควรในเรื่องบทสนทนาเจ๋งๆ พวกคำฮิตติดหูแบบ Great Power Come with Great Responsibility ก็ไม่มีหรอกครับ

และจุดอ่อนที่อ่อนสุด เล่นเอาผมตะหงิดๆ ไปกับหนังหน่อยหนึ่งได้แก่ฉากไคลแม็กซ์ที่ไอรอน แมน ต้องรบกับไอรอน มองเกอร์ หุ่นยนต์ตัวร้าย ที่หมายฆ่าไอรอนแมนและก่อความไม่สงบ ที่ออกมาแบบธรรมดาเกินไป ตีกันไม่มันส์น่ะว่างั้นเถอะครับ จริงๆ ผมก็เข้าใจนะครับว่าพี่แกเพิ่งเป็นไอรอน แมน เลยไม่อาจทำอะไรได้มาก แต่ก็น่าจะตีกันสนุกกว่านี้หน่อยนี่หว่า อันนี้สงสัยพี่ Favreau แกจะยึดหลักธรรมดามากเกินเหตุ ไอ้ธรรมดาอันอื่นน่ะพอทำใจได้ เพราะมันเป็นสไตล์ของการ์ตูนเรื่องนี้ แต่ฉากบู๊ไคลแม็กซ์ง่ายเกินเหตุนี่ไม่ใช่สไตล์ Iron Man แน่ๆ มันต้องลุ้นครับ เรียกว่างัดกลยุทธเอาข้าวของมาตีกันเพียบกว่านี้ ส่วนนายไอรอน มองเกอร์นั่นก็ต้องมาพร้อมแผน (อย่างน้อยก็ต้องจับนางเอกเป็นตัวประกันล่ะว้า)

จบง่ายไปนิด อันนี้เลยเสียดายค่อนข้างมากเหมือนกัน อารมณ์หงุดหงิดก็ไม่ลี้จากตอนที่พี่เล็กซ์ ลูเธอร์เสียท่าซูเปอร์แมนง่ายๆ ใน Superman Returns น่ะครับ

ได้ต้องร้องเพลงว่า เฮ่อ เซี้ยดายจั๋ง แต่ก็เอาเถอะครับ ถ้าทำใจนิดหน่อยเหมือนสมัย Superman ก็พอไหวน่ะ เสียอารมณ์นิดๆ แต่หนังก็ออกมาดีน่ะนะครับ อีกอย่างคือหนังมีความใหม่อยู่ประการหนึ่งในการสอดแทรกตัวละครและเหตุการณ์ที่จะเชื่อมเรื่องราวใน Iron Man นี่ไปเกี่ยวข้องกับซูเปอร์ฮีโร่ตัวอื่นๆ ซึ่งถือเป็นความกล้าของ Marvel มากเลยนะครับ เพราะเรื่องนี้นอกจาก Marvel จะออกทุนสร้างหนังเองแล้ว ยังกล้าเอาอนาคตของหนังฮีโร่เรื่องอื่นๆ มาลองหยั่งเชิง (และคาดว่าน่าจะได้รับการตอบรับที่ดีล่ะครับ) ก็คาดการณ์ได้เลยว่าถ้าหนังดังต้องมีอะไรสนุกๆ อีกแน่ อันนี้เป็นความชอบส่วนตัวครับ คนที่ไม่ได้ติดตามการ์ตูน Marvel อาจจะเฉยๆ แต่ผมนั้นออกอาการตื่นเต้นเลยล่ะครับ (นี่ได้ข่าวว่าพี่สตาร์กจะไปโผล่ใน The Incredible Hulk ฉากหนึ่ง ก็น่าลุ้นเหลือเกินว่ามันจะมาอีท่าไหน)

เอาล่ะครับ ได้เวลาสรุปสำนวนแล้ว ผมชอบนะครับ แม้คุณจะไม่ใช่แฟนการ์ตูนก็น่าจะชอบการมาของพี่มนุษย์เตารีดคนนี้ แอ็กชันเอามันส์สนุกๆ Effect เยอะจบแฮ้ปปี้ ยาวราวสองชั่งโมงกว่า เหมาะเข้าไปนั่งพักผ่อนหาความบันเทิงอย่างแท้จริงครับ

จะว่าไปแล้วในบรรดาซูเปอร์ฮีโรทั้งหลาย นายโทนี่ สตาร์กหรือพี่เตารีดคนนี้ ผมว่าก็มีปมและความน่าเห็นใจไม่ใช่เล่นนะครับ เพราะเขาตัดสินใจหันมาทำการประดิษฐ์ชุดเหล็กต่อกรกับเหล่าร้ายก็เพื่อไถ่บาปที่ตัวเองทำไปในตัว เพราะสำนึกได้แล้วว่าสิ่งที่ตนคิดมาตลอดมันผิด เขาคิดว่าการสร้างอาวุธป้อนให้กองทัพเพื่อปกป้องผู้คนคือสิ่งเหมาะควร แต่เมื่อเขาได้รู้ความจริงว่าอาวุธเขาก่อสงคราม ทำคนบริสุทธิ์ล้มตาย ไม่ได้ทำให้เกิดสันติแม้แต่น้อย เขาเลยไม่รอช้าที่จะแก้ตัว ดังนั้นหากมองกันให้ลึกแล้ว ทุกการกระทำของไอรอนแมน และสตาร์กก็ทำไปโดยมีอดีตเจ็บๆ แอบเหน็บอยู่ที่ใจตลอดเวลา ไม่ถึงขั้นฮีโร่อมทุกข์แต่ก็ใช่จะไร้สาระไปวันๆ

และด้วยองค์ประกอบที่ผมบอกเมื่อกี้ ทำให้หนังทำสำเร็จอีกหนึ่งอย่าง นั่นคือทำให้ชุดหุ่นเหล็กไอรอนแมน ดูมีชีวิตขึ้นมาได้ จริงๆ มันเป็นปัญหาสำคัญเหมือนกันนะครับ พี่แกใส่ชุดทั้งตัวจะไปแสดงอารมณ์ออกมาได้อย่างไร แต่การที่หนังปูพื้นเล่าเรื่องที่ผมเพิ่งเล่าไป ประกอบกับการแสดงท่าทาง (เช่นตอนที่พี่แกบินลงพื้นดังตึง จนตัวงอก่อนจะยืดขึ้นมานั่น แสดงอาการไอรอนแมนพิโรธได้อย่างเฉียบขาดจริงๆ)

อย่างน้อยหนังก็ทำให้ผมรู้สึกว่าใต้ชุดเหล็กหน้าเตอะนั่น ก็มีหัวใจอยู่เหมือนกัน หัวใจที่คิดพิทักษ์โลกทั้งใบ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง ไม่ใช่เพื่อพ่อแม่ที่ตาย ไม่ใช่เพื่อค้นหาความหมาย แต่เขาเข้าใจมันแล้วว่าไม่มีการทำให้ชีวิตมีความหมายได้มากไปกว่า การทำให้โลกนี้ปลอดสงคราม ทำให้ประชาชนมีสันติ

ภายใต้เกราะเหล็กหนาเตอะ ผมเห็นว่าเกราะเหล็กที่ว่ามีคุณค่ามากกว่ากันกระสุนและเพิ่มพลังให้โทนี่ มันเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยประคองความบอบช้ำ เมื่อเขาต้องตื่นมาในโลกแห่งความจริง อย่างที่คริสทีนบอกเขาไว้เมื่อต้นเรื่องว่าตื่นมาดูความจริงซะทีเถิดว่าคุณทำอะไรลงไป… เมื่อเขาตื่นขี้น สภาพจิตใจเขาก็แหลกไม่ต่างจากน้ำที่กระจัดกระจายไป

เจ้าเกราะนี่แหละ เปรียบเหมือนภาชนะที่รองรับรวมใจเขาให้เป็นหนึ่งได้อีกครั้ง… ชื่อเขาคือ Iron Man มนุษย์เหล็ก… แต่เป็นเหล็กที่มีหัวใจอยู่ในนั้น

บางครั้งสิ่งที่ก่อให้เกิดความดี คือความชั่ว

บางครั้งสิ่งที่ก่อให้เกิดความแข็งแกร่งดั่งเหล็กไหล ก็คืออะไรที่อ่อนโยนหรือเปราะบางจนแทบแตกสลาย

… นั่นแหละ คอนเซปต์ไอรอน แมนที่หนังไม่ลืมใส่ลงไป

ว่าจะสรุปสำนวนยังไม่ได้สรุปซะที แหม ปล่อยให้ตัวเองบ้าน้ำลายทีไรยาวยืดทุกที เอาเป็นว่าดูเถอะครับ สนุกดี

และอย่าลืมฉากซ่อนหลังเครดิตล่ะครับ สำคัญมากๆ จริงๆ

สามดาวเต็มครับ

Star31

(8/10)

โฆษณา